ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 205อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 207อ่านอรรถกถา 20 / 247อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต
ปสาทกรธัมมาทิบาลี

หน้าต่างที่ ๒ / ๖.

               อรรถกถาอปรอัจฉราสังฆาตวรรค๑-               
____________________________
๑- บาลีข้อ ๒๐๘-๒๒๔ ในบาลีไม่ได้แยกเป็นวรรค แต่รวมอยู่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี.

               พระสูตรแม้นี้ว่า อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตํ ดังนี้ ตรัสไว้ในเหตุเกิดเรื่องของอัคคิกขันโธปมสูตร. ก็กถาที่พูดถึงผลของเมตตาที่ไม่ถึงอัปปนาไม่มี. พระธรรมเทศนานี้พึงทราบว่าทรงปรารภในเมื่อเกิดเรื่องนั้นนั่นแล.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐมํ มีเนื้อความดังกล่าวไว้ในวิภังค์ว่า เป็นที่ ๑ ตามลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าเป็นที่ ๑ เพราะเข้าฌานที่ ๑ นี้.
               บทว่า ฌานํ ความว่า ชื่อว่าฌานมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌานและลักขณูนิชฌาน. ในฌาน ๒ อย่างนั้น สมาบัติ ๘ ชื่อว่าอารัมมณูปนิชฌาน. ก็สมาบัติ ๘ เหล่านั้น เรียกว่าอารัมมณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวีกสิณเป็นต้น.
               วิปัสสนา มรรค และผล ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน.
               ก็วิปัสสนาชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะของสังขารด้วยอำนาจไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น. ก็มรรคท่านเรียกว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะกิจในการเข้าไปเพ่งลักษณะแห่งวิปัสสนา ย่อมสำเร็จด้วยมรรค. ผลท่านเรียกว่าลักขณูนิฌาน เพราะเข้าไปเพ่งพระนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ (ว่างเปล่า) อนิมิตตะ (ไม่มีนิมิต) และอัปปณิหิตะ (ไม่มีที่ตั้ง).
               ก็บรรดาฌาน ๒ อย่างนั้น ในอรรถนี้ประสงค์เอาอารัมมณูปนิชฌาน.
               บทว่า โก ปน วาโท เย น พหุลีกโรนฺติ ความว่า ไม่มีคำที่จะพึงกล่าวในชนผู้กระทำปฐมฌานนั้นให้มาก.
               คำที่เหลือในสูตรนี้ พีงเข้าใจโดยนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นแล.
               แม้ในบทว่า ทุติยํ ดังนี้เป็นต้นไป ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยมีอาทิว่า เป็นที่ ๒ ความลำดับแห่งการนับ ดังนี้.
               บทว่า เมตฺตํ ได้แก่ แผ่ประโยชน์เกื้อกูลไปในสรรพสัตว์ทั้งหลาย.
               บทว่า เจโตวิมุตฺตึ ได้แก่ ความหลุดพ้นด้วยจิต.
               เมตตาที่ถึงอัปปนาเท่านั้น ท่านประสงค์เอาในที่นี้. แม้ในกรุณาเป็นต้นก็มีนัยนี้นั่นแล. ก็พรหมวิหาร ๔ เหล่านี้เป็นวัฏฏะ เป็นบาทแห่งวัฏฏะ เป็นบาทแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นบาทแห่งอภิญญา หรือเป็นบาทแห่งนิโรธ. แต่ไม่เป็นโลกุตระ.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะยังมีสัตว์เป็นอารมณ์.
               บทว่า กาเย กายานุปสฺสี ความว่า ผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาซึ่งกายนั้นแล ในกาย ๑๘ ประการนี้คือ อานาปานบรรพ ๑ อิริยาปถบรรพ ๑ จตุสัมปชัญญบรรพ ๑ ปฏิกูลมนสิการบรรพ ๑ ธาตุมนสิการบรรพ ๑ นวสีวถิกาบรรพ ๙ กสิณมีนีลกสิณเป็นต้น ๔ เนื่องด้วยบริกรรมภายใน.
               บทว่า วิหรติ แปลว่า เป็นอยู่ คือเป็นไปอยู่. ด้วยบทว่า วิหรติ นี้ ย่อมเป็นอันกล่าวถึงอิริยาบถของภิกษุผู้เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วยกาย ๑๘ อย่างนี้ด้วย.
               บทว่า อาตาปี ได้แก่ มีความเพียร ด้วยความเพียรเป็นเครื่องเจริญสติปัฏฐานมีประการดังกล่าวแล้วนั้นนั่นแล.
               บทว่า สมฺปชาโน ได้แก่ รู้อยู่โดยชอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ด้วยกาย ๑๘ อย่าง.
               บทว่า สติมา ผู้ประกอบด้วยสติอันควบคุมการพิจารณาเห็นกายด้วยกาย ๑๘ อย่าง
               บทว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ มีอธิบายว่า ภิกษุนำออกคือข่มตัณหาอันเป็นไปในกามคุณ ๕ และโทมนัสอันประกอบด้วยปฏิฆะในโลก กล่าวคือกายนั้นนั่นแหละ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
               ด้วยประการเพียงเท่านี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวการพิจารณารูปล้วนๆ ด้วยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
               บทว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี ความว่า ก็ในคำเป็นต้นว่า บรรดาเวทนาทั้งหลายมีสุขเวทนาเป็นต้น ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนา ๙ อย่างดังที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า๒-
               เมื่อเสวยสุขเวทนา ย่อมรู้ชัดว่าเรากำลังเสวยสุขเวทนา เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมรู้ชัดว่าเรากำลังเสวยทุกขเวทนา เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา (เวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์) ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยอทุกขมสุขเวทนา
               เมื่อเสวยสุขเวทนาอิงอามิส หรือสุขเวทนาปราศจากอามิส ทุกขเวทนาอิงอามิสหรือทุกขเวทนาปราศจากอามิส อทุกขมสุขเวทนาอิงอามิสหรืออทุกขมสุขเวทนาปราศจากอามิส ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยอทุกขมเวทนาปราศจากอามิส ดังนี้.
____________________________
๒- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๘๘  อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๔๔๑  ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๓๙

               พึงทราบเนื้อความในเรื่องนี้ด้วยอำนาจของวิริยะ ปัญญาและสติ ซึ่งเป็นตัวกำกับการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานโดยประการ ๙ อย่าง.
               ก็ในบทว่า โลเก นี้ พึงทราบว่า ได้แก่เวทนา.
               แม้ในจิตและธรรมเป็นต้นก็มีนัยนี้แหละ.
               แต่บทว่า จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี ในสูตรนี้ มีความหมายว่า พิจารณาเห็นด้วยอนุปัสสนาอัน พิจารณาอย่างนี้ ในจิต ๑๖ ประเภทที่ท่านขยายความไว้ว่า หรือย่อมรู้ชัดจิตมีราคะว่าเป็นจิตมีราคะ ดังนี้.
               บทว่า ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี ความว่า พิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นด้วยอนุปัสสนาอันเป็นตัวพิจารณา ในธรรมที่กล่าวไว้ ๕ ประการ ด้วยโกฏฐาส คือส่วนอย่างนี้ คือนิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะภายในและอายตนะภายนอกอย่างละ ๖ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ .
               ก็ในการพิจารณาเห็นธรรมนี้ ท่านกล่าวการพิจารณานามล้วนๆ ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน และจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. กล่าวถึงการพิจารณาทั้งรูปและนามในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. พึงทราบว่าสติปัฏฐานแม้ทั้ง ๔ นี้ ท่านกล่าวทั้งโลกิยะและโลกุตระคละกันไป.
               บทว่า อนุปฺปนฺนานํ ได้แก่ ที่ยังไม่เกิด.
               บทว่า ปาปกานํ ได้แก่ ต่ำทราม.
               บทว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมมีโลภะเป็นต้นอันเกิดจากความไม่ฉลาด.
               บทว่า อนุปฺปาทาย คือ เพื่อต้องการไม่เกิด.
               บทว่า ฉนฺทํ ชเนติ ความว่า ย่อมให้เกิดกุศลฉันทะในความเป็นผู้ใคร่จะทำ.
               บทว่า วายมติ ได้แก่ กระทำความเพียรเป็นเครื่องประกอบ คือความบากบั่น.
               บทว่า วีริยํ อารภติ ได้แก่ กระทำความเพียรทางกายและทางใจ.
               บทว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ได้แก่ ยกจิตขึ้นด้วยความเพียรอันเกิดร่วมกันนั้นนั่นแหละ.
               บทว่า ปทหติ ได้แก่ กระทำความเพียรอันเป็นปธานะ.
               บทว่า อุปฺปนฺนานํ ได้แก่ เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว.
               บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมมีอโลภะเป็นต้นอันเกิดจากความฉลาด.
               บทว่า ฐิติยา แปลว่า เพื่อความตั้งอยู่.
               บทว่า อสมฺโมสาย แปลว่า เพื่อความไม่เลือนหาย.
               บทว่า ภิยฺโยภาวาย แปลว่า เพื่อความมีบ่อยๆ.
               บทว่า วิปุลาย แปลว่า เพื่อความไพบูลย์.
               บทว่า ภาวนาย แปลว่า เพื่อความเจริญ.
               บทว่า ปาริปูริยา แปลว่า เพื่อความบริบูรณ์.
               การขยายความเฉพาะบทเดียวสำหรับสัมมัปปธาน ๔ เพียงเท่านี้ก่อน.
               ก็ชื่อว่ากถาว่าด้วยสัมมัปปธานนี้มี ๒ อย่าง คือ เป็นโลกิยะ ๑ เป็นโลกุตระ ๑. ในกถา ๒ อย่างนั้น สัมมัปปธานกถาอันเป็นโลกิยะมีอยู่ในเบื้องต้นแห่งกถาทั้งปวง.
               กถาว่าด้วยสัมมัปปธานอันเป็นโลกิยะนั้น พึงทราบได้เฉพาะในขณะมรรคเป็นโลกิยะโดยปริยายแห่งกัสสปสังยุต.
               สมจริงดังที่ท่านพระมหากัสสปกล่าวไว้ในกัสสปสังยุตนั้นว่า
                         ผู้มีอายุ สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ เหล่านี้
                         สัมมัปปธาน ๔ อย่างเป็นไฉน.
                         ผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำความ
                         เพียรอยู่ว่า อกุศลธรรมอันลามก ยังไม่เกิดขึ้นแก่
                         เรา เมื่อเกิดขึ้นพึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย, ย่อม
                         กระทำความพากเพียรอยู่ว่า อกุศลธรรมอันลามก
                         ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อยังละไม่ได้ พึงเป็นไปเพื่อ
                         ความฉิบหาย, ย่อมกระทำความพากเพียรอยู่ว่า
                         กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อยังไม่เกิดขึ้น
                         พึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย, ย่อมกระทำความพาก
                         เพียรอยู่ว่า กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อดับ
                         ไป พึงเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ดังนี้.

____________________________
๓- สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๖๘

               ก็ในอธิการนี้ อกุศลธรรมทั้งหลายมีโลภะเป็นต้น พึงทราบว่าอกุศลธรรมอันลามก.
               บทว่า อนุปฺปนฺนา เม กุสลา ธมฺมา ได้แก่ สมถวิปัสสนาและมรรค.
               สมถวิปัสสนาและมรรค ชื่อว่ากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว. แต่มรรคนั้นเกิดขึ้นคราวเดียวแล้วดับไป ชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย. เพราะมรรคนั้นให้ปัจจัยแก่ผล (ก่อน) แล้วก็ดับไป. อีกอย่างหนึ่ง แม้ในตอนต้นก็กล่าวไว้ว่า พึงถือเอาเฉพาะสมถวิปัสสนาเท่านั้น ชื่อว่ากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว แต่คำที่กล่าวนั้นไม่ควร. กถาว่าด้วยสัมมัปปธานอันเป็นโลกิยะ พึงทราบโดยปริยายแห่งกัสสปสังยุตในตอนต้นๆ แห่งสูตรทั้งปวง.
               ก็ในขณะโลกุตรมรรค ความเพียรอย่างเดียวนี้เท่านั้นได้ชื่อ ๔ ชื่อ เนื่องด้วยทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ.
               ในบทว่า อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ นี้ ในบาลีแห่งกัสสปสังยุตนั้น พึงทราบความตามนัยที่กล่าวในบทว่า อนุปฺปนฺโน เจว กามฉนฺโท (กามฉันทะยังไม่เกิดขึ้น) ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทว่า อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ นี้ อุปปันนะมี ๔ อย่าง คือ วัตตมานุปปันนะ ภุตวาวิคตุปปันนะ โอกาสกตุปปันนะ ภูมิลัทธุปปันนะ.
               ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น ข้อที่กิเลสมี (และ) พร้อมพรั่งด้วยการถือมั่น นี้ชื่อว่าวัตตมานุปปันนะ.
               ก็เมื่อกรรมเป็นไปอยู่ เสวยรสอารมณ์แล้ว วิบากดับไป ชื่อว่าภุตวาวิคตุปปันนะ. กรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ก็ชื่อว่าภุตวาวิคตุปปันนะ. แม้ทั้งสองความหมายนั้นก็นับว่า ภุตวาวิคตุปปันนะ.
               กุศลกรรมห้ามวิบากของกรรมอื่นเสีย ให้โอกาสแก่วิบากของตน. วิบากที่เกิดขึ้นในโอกาสที่ได้อย่างนี้ เรียกว่าอุปปันนะ จำเดิมแต่ได้โอกาสนี้ ชื่อว่าโอกาสกตุปปันนะ.
               ก็เบญจขันธ์ ชื่อว่าภูมิของวิปัสสนา. เบญจขันธ์เหล่านั้นเป็นขันธ์ต่างโดยอดีตขันธ์เป็นต้น. ส่วนกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในเบญจขันธ์เหล่านั้น ไม่ควรกล่าวว่าเป็นอดีตหรืออนาคต. เพราะกิเลสแม้นอนเนื่องอยู่ในอดีตขันธ์ก็ยังละไม่ได้ แม้ที่นอนเนื่องอยู่ในอนาคตขันธ์ก็ยังละไม่ได้ แม้ที่นอนเนื่องอยู่ในปัจจุบันขันธ์ก็ยังละไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ข้อที่ยังละกิเลสอันนอนเนื่องในขันธ์ต่างๆ ไม่ได้นี้ ชื่อว่าภูมิลัทธุปปันนะ. เพราะเหตุนั้น ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายที่ยังถอนไม่ได้ในภูมินั้นๆ ย่อมนับว่า ชื่อว่าภูมิลัทธุปปันนะ.
               อุปปันนะ ๔ ประการ อีกอย่างหนึ่ง คือ สมุทาจารุปปันนะ อารัมมณาธิคหิตุปปันนะ อวิกขัมภิตุปปันนะ อสมุคฆาฏิตุปปันนะ.
               ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่เป็นไปทันทีทันใด ชื่อว่าสมุทาจารุปปันนะ.
               ไม่ควรกล่าวว่า กิเลสจักไม่เกิดขึ้น. ในขณะที่ลืมตาขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วระลึกถึงอารมณ์ที่ถือเป็นนิมิต. เพราะเหตุไร. เพราะกิเลสยึดติดอารมณ์.
               ถามว่า เหมือนอะไร.
               ตอบว่า เหมือนบุคคลเอาขวานฟันต้นไม้ที่มียาง พูดไม่ได้ว่าในที่ที่ถูกขวานฟันแล้ว ยางจักไม่ไหล. นี้ชื่อว่าอารัมมณาธิคหิตุปปันนะ.
               ก็กิเลสที่ไม่ได้ข่มไว้ด้วยสมาบัติ ไม่ควรกล่าวว่าจักไม่เกิดในที่ชื่อนี้.
               ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะไม่ได้ข่มไว้.
               ถามว่า เหมือนอะไร. ตอบว่า เหมือนคนเอาขวานตัดต้นไม้ที่มียาง ไม่ควรกล่าวว่า ยางจะไม่ไหลในที่ชื่อนี้. อันนี้ชื่อว่าอวิกขัมภิตุปปันนะ.
               ก็กิเลสที่ยังไม่ได้ถอนขึ้นด้วยมรรค ย่อมเกิดแม้แก่ผู้บังเกิดในภวัคคพรหม เพราะเหตุนั้น พึงขยายความให้พิสดารโดยนัยก่อนนั่นแล. อันนี้ชื่อว่าอสมุคฆาฏิตุปปันนะ.
               ในอุปปันนะเหล่านั้น อุปปันนะ ๔ อย่าง คือ วัตตมานุปปันนะ ภุตวาวิคตุปปันนะ โอกาสกตุปปันนะ สมุทาจารุปปันนะ ไม่เป็นอุปปันนะที่มรรคจะพึงฆ่า.
               อุปปันนะที่มรรคจะพึงฆ่าได้มี ๔ อย่าง คือ ภูมิลัทธุปปันนะ อารัมมณาธิคหิตุปปันนะ อวิกขัมภิตุปปันนะ อสมุคฆาฏิตุปปันนะ. เพราะมรรคเกิดขึ้นย่อมละกิเลสเหล่านี้. มรรคนั้นละกิเลสเหล่าใด กิเลสเหล่านั้นไม่ควรจะกล่าวว่าเป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบัน.
               สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   หากละกิเลสอันเป็นอดีตได้ไซร้ ถ้าอย่างนั้น
                         ก็ย่อมยังกิเลสที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไปได้ ดับกิเลสที่ดับ
                         แล้วให้ดับได้ ยังกิเลสที่ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ให้ถึงการ
                         ตั้งอยู่ไม่ได้ ละกิเลสที่ล่วงไปแล้วซึ่งไม่มีอยู่ได้.
                                   หากละกิเลสอันเป็นอนาคตได้ไซร้ ถ้าอย่าง
                         นั้น ก็ย่อมละกิเลสที่ยังไม่เกิด ย่อมละกิเลสที่ยังไม่
                         บังเกิด ยังไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังไม่ปรากฏได้ ย่อมละ
                         กิเลสที่ยังไม่มาถึงซึ่งไม่มีอยู่ได้.
                                   หากละกิเลสอันเป็นปัจจุบันได้ไซร้ ถ้าอย่าง
                         นั้น คนผู้กำหนัดย่อมละราคะได้ คนผู้ประทุษร้าย
                         ย่อมละโทสะได้ คนผู้หลงย่อมละโมหะได้ คนผู้เย่อ
                         หยิ่งย่อมละมานะได้ คนผู้ยึดมั่นความเห็นผิดย่อม
                         ละทิฏฐิได้ คนผู้ตัดสินใจไม่ได้ย่อมละวิจิกิจฉาได้
                         คนผู้มีเรี่ยวแรงย่อมละอนุสัยได้
                                   ธรรมดำกับธรรมขาว ก็ย่อมจะเป็นธรรมคู่
                         กำกับกันเป็นไป. การบำเพ็ญมรรคก็ย่อมเป็นไป
                         กับสังกิเลส ฯลฯ. ถ้าอย่างนั้น การบำเพ็ญมรรค
                         ย่อมไม่มี, การทำผลให้แจ้งย่อมไม่มี, การละกิเลส
                         ย่อมไม่มี, การตรัสรู้ธรรมย่อมไม่มี.
                                   การบำเพ็ญมรรค มีอยู่ ฯลฯ การตรัสรู้ธรรม
                         มีอยู่. ถามว่า เปรียบเหมือนอะไร. ตอบว่า เปรียบ
                         เหมือนต้นไม้รุ่นๆ ฯลฯ เป็นไม้ที่ยังไม่ปรากฏ (ผล)
                         ย่อมไม่ปรากฏ (ผล) เลย.

____________________________
๔- ขุ. ปฏิ. ข้อ ๓๑/ข้อ ๖๙๙-๗๐๐

               ต้นไม้ที่ยังไม่เกิดผล (มีที่) มาในพระบาลี แต่ควรแสดงต้นไม้ที่เกิดผลด้วย. เปรียบเหมือนต้นมะม่วงรุ่นที่มีผล พวกมนุษย์จะบริโภคผลของมัน จึง (เขย่า) ให้ผลที่เหลือหล่นลง แล้วเอาใส่ในกระเช้าให้เต็ม.
               ภายหลัง บุรุษอีกคนเอาขวานตัดต้นมะม่วงนั้น. ผลอันเป็นอดีตของมะม่วงต้นนั้น ย่อมเป็นผลที่บุรุษคนนั้นทำให้เสียหายไม่ได้ ผลที่เป็นปัจจุบันและอนาคตก็ทำให้เสียหายไม่ได้ เพราะผลที่เป็นอดีต พวกมนุษย์ก็บริโภคไปแล้ว ผลที่เป็นอนาคตก็ยังไม่เกิด จึงไม่อาจทำให้เสียหาย. ก็ในสมัยที่ต้นมะม่วงนั้นถูกเขาตัด ผลมะม่วงยังไม่มี เพราะเหตุนั้น ผลที่เป็นปัจจุบันจึงไม่ถูกทำให้เสียไป. ก็ถ้าต้นมะม่วงยังไม่ถูกตัด ผลของมันอาศัยรสของดินและรสของน้ำเกิดขึ้นในภายหลังนั้น ย่อมถูกทำให้เสียหาย. เพราะผลเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็เกิดไม่ได้ ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิด และที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏไม่ได้ฉันใด
               มรรคก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมละกิเลสอันต่างด้วยกิเลสอันเป็นอดีตเป็นต้นก็หามิได้ จะไม่ละก็หามิได้. การเกิดขึ้นแห่งกิเลสเหล่าใด จะพึงมีได้ในเมื่อมรรคยังไม่กำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลาย (แต่) เพราะมรรคเกิดขึ้นกำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลายได้แล้ว กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิด ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิด ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ.
               พึงขยายเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้งด้วยยา สำหรับให้หญิงแม่ลูกอ่อนไม่คลอดบุตรอีกต่อไป หรือแม้สำหรับระงับโรคของคนเจ็บป่วย. ไม่ควรกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายที่มรรคละได้นั้นเป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบัน ด้วยประการอย่างนี้.
               อนึ่ง มรรคจะไม่ละกิเลสทั้งหลายก็หาไม่. แต่ท่านหมายเอากิเลสที่มรรคละได้เหล่านั้น จึงกล่าวว่า อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ ดังนี้เป็นต้น. ก็มรรคจะละแต่กิเลสเท่านั้นก็หามิได้ แม้อุปาทินขันธ์ที่เกิดขึ้นก็ละได้ เพราะละกิเลสทั้งหลายได้เด็ดขาดแล้ว.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า (ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด คือ) นามและรูปพึงเกิดขึ้นในสังสารอันกำหนดที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่ได้ เว้น ๗ ภพ โดยดับอภิสังขารวิญญาณด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นย่อมดับที่นามรูปนี้ ดังนี้ ความพิสดารแล้ว.
               มรรคย่อมออกจากอุปาทินนขันธ์ และอนุปาทินนขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.
               ก็ว่าด้วยภพทั้งปวง โสดาปัตติมรรคย่อมออกจากอบายภพ. สกทาคามิมรรคย่อมออกจากส่วนหนึ่งของสุคติภพ. อนาคามิมรรคย่อมออกจากสุคติกามภพ. อรหัตมรรคย่อมออกจากรูปภพและอรูปภพ. บางอาจารย์กล่าวว่า พระอรหัตมรรคย่อมออกจากภพทั้งปวง ดังนี้ก็มี.
               ถามว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ในขณะแห่งมรรคจะมีการอบรมเพื่อยังธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือจะมีการอบรมเพื่อให้ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดำรงอยู่ได้อย่างไร.
               ตอบว่า ด้วยการที่มรรคดำเนินไปไม่ขาดสายนั่นแหละ, ก็มรรคที่กำลังดำเนินไปอยู่ เรียกชื่อว่าอนุปปันนะ เพราะไม่เคยเกิดขึ้นในกาลก่อน. เหมือนอย่างว่า คนผู้ไปยังที่ที่ไม่เคยไปและได้เสวยอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย มักจะกล่าวว่า พวกเราได้ไปยังที่ที่ไม่ได้เคยไปแล้วหามิได้ เสวยอารมณ์ที่ไม่ได้เคยเสวยแล้วหามิได้ ดังนี้ฉันใด. ความดำเนินไปของมรรคนี้นั่นแหละ ชื่อว่าตั้งอยู่ เพราะเหตุนั้นจะกล่าวว่า ในภาวะแห่งการตั้งอยู่ ดังนี้ก็ควร.
               ความเพียรในขณะโลกุตรมรรคนี้ของภิกษุนั้น ย่อมได้ชื่อ ๔ ชื่อมีอาทิว่า อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปาทาย ดังนี้ฉันนั้นเหมือนกัน.
               กถาว่าด้วยความเพียรชอบในขณะโลกุตรมรรคเพียงเท่านี้. ก็ในพระสูตรนี้ ท่านกล่าวความเพียรชอบอันเป็นโลกิยะและโลกุตระคละกันไป.
               บรรดาอิทธิบาททั้งหลาย สมาธิที่อาศัยฉันทะดำเนินไป ชื่อว่าฉันทสมาธิ.
               บทว่า ปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ ความว่า บาทแห่งความสำเร็จที่แสดงไว้แล้วด้วยธรรมเหล่านั้น หรือบาทอันเป็นความสำเร็จชื่อว่าอิทธิบาท.
               แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้นั่นแล.
               ในที่นี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารมีมาแล้วในอิทธิบาทวิภังค์นั่นแล.
               ก็เนื้อความ (แห่งอิทธิบาทนั้น) แสดงไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
               ในวิสุทธิมรรคนั้น แสดงไว้ว่า ในกาลใด ภิกษุนี้อาศัยธุระอย่างหนึ่งในฉันทอิทธิบาทเป็นต้น เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต แม้สมถะก็เหมือนกัน อิทธิบาทที่ภิกษุนั้นอาศัยเจริญวิปัสสนา ในกาลนั้น เป็นโลกิยะในเบื้องต้น เป็นโลกุตระในเบื้องปลาย แม้อิทธิบาทที่เหลือก็อย่างนั้นดังนี้. ในพระสูตรแม้นี้ก็ตรัสอิทธิบาทอันเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
               ก็ศรัทธาในบทว่า สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะกระทำความเป็นใหญ่ในศรัทธาธุระของตน. แม้ในวิริยินทรีย์เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
               ก็ในบทว่า ภาเวติ นี้ พระโยคาวจรผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร ชำระสัทธินทรีย์ให้หมดจดด้วยเหตุ ๓ ประการ ชื่อว่าเจริญสัทธินทรีย์. แม้ในวิริยินทรีย์เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               สมจริงดังที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า๕-
                                   สัทธินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้
                         แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ผู้เสพ คบ เข้าไปนั่ง
                         ใกล้บุคคลผู้มีศรัทธา ผู้พิจารณาพระสูตรอันน่าเลื่อมใส.
                                   วิริยินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้
                         แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน ผู้เสพ คบ เข้าไปนั่ง
                         ใกล้บุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้พิจารณาสัมมัปปธาน
                         (ความเพียรชอบ).
                                   สตินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้
                         แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม ผู้เสพ คบ เข้าไปนั่ง
                         ใกล้บุคคลผู้มีสติปรากฏ ผู้พิจารณาสติปัฏฐาน.
                                   สมาธินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่า
                         นี้แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้เสพ คบ เข้าไป
                         นั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ผู้พิจารณาฌานและวิโมกข์.
                                   ปัญญินทรีย์ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่า
                         นี้แก่บุคคลผู้เว้นบุคคลผู้ไม่มีปัญญา ผู้เสพ คบ เข้าไป
                         นั่งใกล้บุคคลผู้มีปัญญา ผู้พิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง.

____________________________
๕- ขุ. ปฏิ. ข้อ ๓๑/ข้อ ๔๒๓

               ก็บทว่า คมฺภีรญาณจริยํ ปจฺจเวกฺขโต ในพระบาลีนั้น มีความว่า ผู้พิจารณาลำดับขันธ์๖- ลำดับอินทรีย์ พละ และโพชฌงค์ ลำดับมรรคและลำดับผลอันละเอียดสุขุม. ก็พระโยคาวจรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน ไม่กระทำความยึดมั่นด้วยอำนาจแห่งเหตุละ ๓ๆ เหล่านี้ เริ่มตั้งความยึดมั่นในศรัทธาธุระเป็นต้น อบรมให้เจริญขึ้น ในที่สุดละขาดได้ ย่อมถือเอาพระอรหัต. พระโยคาวจรนั้น ชื่อว่าเจริญอินทรีย์เหล่านี้จนกระทั่งพระอรหัตมรรค. เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เจริญอินทรีย์.
____________________________
๖- ฎีกาแก้ว่า ความที่ขันธ์ทั้งหลายเป็นต่างๆ กันโดยสภาวะ ชาติและภูมิเป็นต้น.

               ท่านกล่าวอินทรีย์แม้ทั้ง ๕ นี้เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระด้วยประการฉะนี้.
               ในสัทธาพละเป็นต้น ศรัทธานั่นแหละเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาพละ.
               แม้ในวิริยพละเป็นต้นก็มีนัยเหมือนสัทธาพละนั่นแล.
               ก็ศรัทธาในอธิการว่าด้วยพละนี้ ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความไม่เชื่อ, ความเพียรย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความเกียจคร้าน, สติย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความหลงลืมสติ, สมาธิย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความฟุ้งซ่าน, ปัญญาย่อมไม่หวั่นไหวด้วยอวิชชา เพราะเหตุนั้น พละแม้ทั้งหมดเรียกว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว.
               ก็การประกอบความเพียรในการเจริญภาวนาในพละนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในการเจริญอินทรีย์นั่นแล. ท่านกล่าวพละ ๕ นี้เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ.

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ปสาทกรธัมมาทิบาลี
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 205อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 207อ่านอรรถกถา 20 / 247อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=1059&Z=1266
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=10418
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=10418
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :