ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต
พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในปัณณาสก์

               อรรถกถาแห่งพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์ลงในปัณณาสก์               
               (ข้อ ๔๒๕-๔๓๙)               
               ในบทอื่นๆ จากนี้ โกธะมีโกรธเป็นลักษณะ อุปนาหะมีคุมแค้นเป็นลักษณะ มักขะมีลบหลู่การกระทำที่ท่านทำดีแล้วเป็นลักษณะ ปฬาสะมีเทียบคู่เป็นลักษณะ อิสสามีริษยาเป็นลักษณะ ความเป็นผู้ตระหนี่ชื่อว่ามัจฉริยะ ทั้งหมดนั้นมีเห็นแก่ตัวเป็นลักษณะ. มายามีปกปิดสิ่งที่ทำไว้เป็นลักษณะ สาไถยมีตีสองหน้าเป็นลักษณะ.
               อาการคือความไม่ละอาย ชื่อว่าอหิริกะ. อาการคือความไม่กลัวแต่ความติเตียน ชื่อว่าอโนตตัปปะ.
               ธรรมมีอักโกธะเป็นต้น พึงทราบว่าตรงกันข้ามกับอุปกิเลสเหล่านั้น.
               บทว่า เสกฺขสฺส ภิกฺขุโน ความว่า ธรรม ๒ อย่างย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมจากคุณสูงๆ ขึ้นไปของพระเสขะทั้ง ๗ จำพวก แต่ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งปุถุชนผู้หนักในพระสัทธรรมเหมือนกัน บัณฑิตพึงทราบดังนี้.
               บทว่า อปริหานาย ความว่า เพื่อความไม่เสื่อมจากคุณสูงๆ ขึ้นไป.
               ในบทว่า ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต นี้ พึงทราบความว่าอยู่ในนรกทีเดียว เหมือนถูกนำมาเก็บไว้.
               บทว่า เอกจฺโจ ความว่า ความโกรธเป็นต้นเหล่านี้มีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าบางคน.
               บทว่า สาวชฺชา ได้แก่ มีโทษ.
               บทว่า อนวชฺชา ได้แก่ ไร้โทษ.
               บทว่า ทุกฺขุทฺรยา ได้แก่ มีทุกข์เป็นกำไร.
               บทว่า สุขุทฺรยา ได้แก่ มีสุขเป็นกำไร.
               บทว่า สพฺยาปชฺฌา ได้แก่ มีทุกข์.
               บทว่า อพฺยาปชฺฌา ได้แก่ ไร้ทุกข์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะนั่นเทียว ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้.
               บทว่า เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอาศัยผลทั้งสองเหตุทั้งสอง.
               บทว่า สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ความว่า ทรงบัญญัติส่วนแห่งสิกขา.
               บทว่า สงฺฆสุฏฺฐุตาย ความว่า เพื่อให้สงฆ์รับว่าดี. อธิบายว่า เพื่อสงฆ์กล่าวรับว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า.
               บทว่า สงฺฆผาสุตาย ความว่า เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งสงฆ์.
               บทว่า ทุมฺมงฺกูนํ ได้แก่ คนทุศีล.
               บทว่า เปสลานํ ได้แก่ คนมีศีลเป็นที่รัก.
               บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ ความว่า ซึ่งอาสวะทั้งหลาย กล่าวคือทุกขธรรมมีการฆ่า การจองจำและการติเตียนเป็นต้นที่จะพึงได้รับ เพราะการล่วงละเมิดเป็นเหตุ ในปัจจุบันคือในอัตภาพนี้แหละ.
               บทว่า สํวราย ได้แก่ เพื่อปิดกั้น.
               บทว่า สมฺปรายิกานํ ความว่า ซึ่งอาสวะที่เกิดในสัมปรายภพ กล่าวคือทุกข์ที่เป็นไปในอบาย เห็นปานนั้นทีเดียว.
               บทว่า ปฏิฆาตาย ได้แก่ เพื่อกำจัด.
               บทว่า เวรานํ ได้แก่ อกุศลที่เป็นเวรบ้าง บุคคลที่มีเวรกันบ้าง.
               บทว่า วชฺชานํ ได้แก่ โทษทั้งหลาย.
               อีกอย่างหนึ่ง ทุกขธรรมเหล่านั้นแหละประสงค์เอาว่า วชฺช คือโทษในที่นี้ เพราะเป็นสิ่งจำต้องเว้น.
               บทว่า ภยานํ ได้แก่ ภัย คือจิตหวาดสะดุ้งบ้าง ทุกขธรรมเหล่านั้นแหละที่เป็นเหตุแห่งภัยบ้าง.
               บทว่า อกุสลานํ ได้แก่ ทุกขธรรมทั้งหลายกล่าวคืออกุศล เพราะอรรถว่าไม่เกษม.
               บทว่า คิหีนํ อนุกมฺปาย ความว่า สิกขาบทที่ทรงบัญญัติเมื่อพวกคฤหัสถ์กล่าวโทษ ชื่อว่าทรงบัญญัติเพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ทั้งหลาย.
               บทว่า ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทนตฺถาย ความว่า เพื่อตัดพรรคพวกของเหล่าภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกซึ่งคิดว่า พวกเราอาศัยพรรคพวกทำลายสงฆ์.
               บทว่า อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ความว่า เพื่อให้เกิดความเลื่อมใส เพราะได้เห็นความถึงพร้อมแห่งการบัญญัติสิกขาบทของมนุษย์บัณฑิต แม้ยังไม่เลื่อมใสมาก่อน.
               บทว่า ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ความว่า เพื่อให้ผู้เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้น.
               บทว่า สทฺธมฺมฏฺฐิติยา ความว่า เพื่อให้พระสัทธรรมดำรงอยู่นาน.
               บทว่า วินยานุคฺคหาย ความว่า เพื่ออนุเคราะห์พระวินัยทั้ง ๕ อย่าง.
               บทว่า ปาฏิโมกฺขํ ปญฺญตฺตํ ความว่า ทรงบัญญัติปาติโมกข์ทั้งสองอย่าง คือ ภิกขุปาติโมกข์ ภิกขุนีปาติโมกข์.
               บทว่า ปาฏิโมกฺขุทฺเทสา ความว่า ทรงบัญญัติปาติโมกขุทเทส ๙ คือ สำหรับภิกษุ ๕ สำหรับภิกษุณี ๔.
               บทว่า ปาฏิโมกฺขฏฺฐปนํ ได้แก่ งดอุโบสถ (หยุดสวดปาติโมกข์เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน).
               บทว่า ปวารณา ปญฺญตฺตา ความว่า ทรงบัญญัติปวารณา ๒ คือปวารณาวัน ๑๔ ค่ำ ปวารณาวัน ๑๕ ค่ำ.
               บทว่า ปวารณาฏฺฐปนํ ปญฺญตฺตํ ความว่า ทรงบัญญัติการงดปวารณา เมื่อภิกษุมีอาบัติสวดญัตติปวารณา.
               ในตัชชนียกรรมเป็นต้น เมื่อภิกษุทั้งหลายทิ่มแทงกันด้วยหอกคือวาจา ทรงบัญญัติตัชชนียกรรมแก่เหล่าภิกษุพวกปัณฑุกะและพวกโลหิตกะ. ทรงบัญญัตินิยัสสกรรมแก่ภิกษุเสยยสกะผู้เป็นพาลไม่ฉลาด. ทรงปรารภภิกษุพวกอัสสชิปุนัพพสุกะผู้ประทุษร้ายตระกูล บัญญัติปัพพาชนียกรรม. ทรงบัญญัติปฏิสารณียกรรมแก่พระสุธรรมเถระผู้ด่าพวกคฤหัสถ์ ทรงบัญญัติอุกเขปนียกรรม ในเพราะไม่เห็นอาบัติเป็นต้น.
               ทรงบัญญัติการให้ปริวาส เพื่ออาบัติที่ปกปิดไว้สำหรับภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ ทรงบัญญัติมูลายปฏิกัสสนะแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติในระหว่างอยู่ปริวาส. ทรงบัญญัติการให้มานัตเพื่ออาบัติที่ปกปิดก็ดี ที่มิได้ปกปิดก็ดี. ทรงบัญญัติอัพภานแก่ภิกษุผู้ประพฤติมานัตแล้ว.
               ทรงบัญญัติโอสารณียกรรมแก่อุปสัมปทาเปกขะผู้ปฏิบัติถูกระเบียบ. ทรงบัญญัตินิสสารณียกรรมในเพราะปฏิบัติไม่ถูกระเบียบเป็นต้น.
               ทรงบัญญัติอุปสัมปทา ๘ อย่าง คือ
                         ๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา
                         ๒. สรณคมนอุปสัมปทา
                         ๓. โอวาทอุปสัมปทา
                         ๔. ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา
                         ๕. ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา
                         ๖. ครุธรรมอุปสัมปทา
                         ๗. อุภโตสังเฆอุปสัมปทา
                         ๘. ทูเตนอุปสัมปทา.
               ทรงบัญญัตญัตติกรรมซึ่งประกอบด้วยฐานะ ๙ อย่างนี้ว่า ญัตติกรรมย่อมถึงฐานะ ๙ ดังนี้. ทรงบัญญัติญัตติทุติยกรรมซึ่งประกอบด้วยฐานะ ๗ อย่างนี้ว่า ญัตติทุติยกรรมย่อมถึงฐานะ ๗ ดังนี้. ทรงบัญญัติญัตติจตุตถกรรมซึ่งประกอบด้วยฐานะ ๗ เหมือนกันอย่างนี้ว่า ญัตติจตุตถกรรมย่อมถึงฐานะ ๗ ดังนี้.
               เมื่อยังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ก่อน พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทมีปฐมปาราชิกเป็นต้น ชื่อว่าปฐมบัญญัติ. เมื่อทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว ทรงบัญญัติเพิ่มสิกขาบทเหล่านั้นแหละ ชื่อว่าอนุบัญญัติ.
               ทรงบัญญัติสัมมุขาวินัย ซึ่งประกอบด้วยความพร้อมหน้า ๔ อย่างนี้ คือ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าบุคคล.
               ทรงบัญญัติสติวินัย เพื่อมิให้โจทพระขีณาสพผู้มีสติไพบูลย์.
               ทรงบัญญัติอมุฬหวินัยสำหรับภิกษุบ้า.
               ทรงบัญญัติปฏิญญาตกรณะ เพื่อไม่ปรับอาบัติแก่ภิกษุที่ถูกโจทโดยไม่ปฏิญญา.
               ทรงบัญญัติเยภุยยสิกา เพื่อระงับอธิกรณ์โดยถือความเห็นของพวกธรรมวาทีที่มากกว่า.
               ทรงบัญญัติตัสสปาปิยสิกา เพื่อข่มบุคคลมีบาปมาก.
               ทรงบัญญัติติณวัตถารกะ เพื่อระงับอาบัติที่เหลือลง นอกจากอาบัติที่มีโทษหนักและที่เกี่ยวข้องคฤหัสถ์ แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ เพราะประพฤติเรื่องไม่สมควรแก่สมณเพศเป็นอันมาก เช่นทะเลาะกันเป็นต้น.
               บทว่า ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย ความว่า เพื่อรู้ชัด คือทำให้ประจักษ์ ซึ่งราคะที่เป็นไปในกามคุณ ๕ นั่นแล.
               บทว่า ปริญฺญาย ได้แก่ เพื่อกำหนดรู้.
               บทว่า ปริกฺขยาย ได้แก่ เพื่อถึงความสิ้นสุด.
               บทว่า ปหานาย ได้แก่ เพื่อละ.
               บทว่า ขยวยาย ได้แก่ เพื่อถึงความสิ้นไปเสื่อมไป.
               บทว่า วิราคาย ได้แก่ เพื่อคลายกำหนัด.
               บทว่า นิโรธาย ได้แก่ เพื่อดับ.
               บทว่า จาคาย ได้แก่ เพื่อสละ.
               บทว่า ปฏินิสฺสคฺคาย ได้แก่ เพื่อสละคืน.
               บทว่า ถมฺภสฺส ได้แก่ ความกระด้าง เพราะอำนาจความโกรธและมานะ.
               บทว่า สารมฺภสฺส ได้แก่ ความแข่งดี มีลักษณะทำเกินกว่าเหตุ.
               บทว่า มานสฺส ได้แก่ มานะ ๙ อย่าง.
               บทว่า อติมานสฺส ได้แก่ ถือตัวสำคัญว่าเหนือเขา (ดูหมิ่นท่าน).
               บทว่า มทสฺส ได้แก่ ความเมาคืออาการเมา.
               บทว่า ปมาทสฺส ได้แก่ ปราศจากสติ หรือปล่อยใจไปในกามคุณ ๕.
               บทที่เหลือในที่ทุกแห่ง ง่ายทั้งนั้นแล.

               จบมโนรถปูรณี               
               อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในปัณณาสก์ จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 408อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 425อ่านอรรถกถา 20 / 440อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=2508&Z=2629
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :