ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔
๓. สาริปุตตสูตร

               อรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในสารีปุตตสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สงฺขิตฺเตน ได้แก่ ด้วยการตั้งเป็นบทมาติกาไว้.
               บทว่า วิตฺถาเรน ได้แก่ การจำแนกมาติกาที่ตั้งไว้แล้วออกไป.
               บทว่า สงฺขิตฺตวิตฺถาเรน ได้แก่ บางครั้งก็ย่อ บางครั้งก็พิสดาร.
               บทว่า อญฺญาตาโร จ ทุลฺลภา ความว่า ก็บุคคลผู้จะแทงตลอดหาได้ยาก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้กะพระสารีบุตรเถระ โดยมีพระพุทธประสงค์ว่า เราตถาคตจะต่อญาณให้พระสารีบุตร. พระเถระครั้นได้สดับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ถึงแม้จะไม่กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์จักเข้าใจเองก็จริง แต่โดยมีประสงค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงวางพระทัย (แสดงธรรมเถิด) ข้าพระองค์จักแทงตลอดธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วได้โดยร้อยนัย พันนัย ข้อนั้นขอให้เป็นภาระของข้าพระองค์เถิดดังนี้ เมื่อจะยังพระศาสดาให้อุตสาหะในการแสดงธรรม จึงได้ทูลคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเวลาที่พระองค์จะทรงแสดงธรรมแล้ว.
               ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงเริ่มเทศนาแก่พระสารีบุตรว่า ตสฺมาติห ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก เป็นต้นมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               บทว่า อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ ได้แก่ ตัดตัณหาด้วยศาสตรา คือมัคคญาณ.
               บทว่า วิวฏฺฏยิ สํโยชนํ ได้แก่ ถอนสัญโญชน์ทั้ง ๑๐ อย่างพร้อมทั้งรากทิ้งไป.
               บทว่า สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส ความว่า ได้กระทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์โดยการตรัสรู้ เพราะละมานะ ๙ อย่างได้ด้วยอุบายอันชอบ ด้วยข้อปฏิบัติชอบ.
               บทว่า อิทญฺจ ปน เมตํ สารีปุตฺต สนฺธาย ภาสิตํ ความว่า ดูก่อนสารีบุตร เราตถาคตกล่าวคำนั้นไว้หมายเอา ผลสมาบัตินี้แหละในอุทยปัญหา ในปารายนวรรค.
               บัดนี้เพื่อจะทรงแสดงพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว จึงปรารภคำมีอาทิว่า ปหานํ กามสญฺญานํ ดังนี้.
               ก็บทว่า ปหานํ กามจฺฉนฺทานํ นี้มีมาแล้วในอุทยปัญหา. แต่ในพระสูตรนี้ พระอาจารย์ผู้รจนาอังคุตตรนิกาย ยกขึ้นตั้งไว้ว่า กามสญฺญานํ ดังนี้. ในสองบทนั้น ต่างกันเพียงพยัญชนะ ส่วนเนื้อความก็เป็นเพียงอย่างเดียวกันนั่นแหละ.
               บทว่า กามสญฺญานํ ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นปรารภกาม หรือได้แก่ สัญญาที่เกิดกับจิตที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง.
               บทว่า โทมนสฺสาน จูภยํ ความว่า เราตถาคตกล่าวการละอกุศลเจตสิกแม้ทั้งสอง คือ กามสัญญาเหล่านี้ ๑ โทมนัสสเจตสิก ๑ คืออรหัตผล กล่าวคือการละด้วยปฏิปัสสัทธิ (วิมุตติ) ว่าเป็นอัญญาวิโมกข์.
               ส่วนในนิเทเทส พระองค์ตรัสไว้ว่า (เราตถาคตกล่าว) การละ ความสงบ การสละคืน ความสงบระงับ อกุศลเจตสิกทั้งสองอย่าง คือกามฉันทะและโทมนัส ว่าเป็นอมตมหานิพพาน. คำนั้นพระองค์ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการยกเอาผล. ด้วยว่า ความสงบระงับ กล่าวคืออาการที่กิเลสสิ้นไป เรียกว่าปหานะบ้าง มรรคที่สละคืนกิเลสอยู่ ก็เรียกว่าปหานะบ้าง ผลกล่าวคือความสงบระงับกิเลสได้ ก็เรียกว่าปหานะบ้าง. กิเลสทั้งหลายอันพระโยคาวจรละได้ เพราะมาถึงพระนิพพานใด พระนิพพานนั้นชื่อว่าอมตนิพพาน. เพราะฉะนั้น บทเหล่านี้จึงมาแล้วในนิทเทสนั้น.
               ก็เพราะพระพุทธพจน์ว่า อญฺญาวิโมกฺขํ ปพฺรูมิ จึงเป็นอันทรงพระประสงค์เอาเฉพาะพระอรหัตผล. และเพราะพระพุทธพจน์ว่า ถีนสฺส จ ปนูทนํ เป็นอันพระองค์ทรงประสงค์เอาเฉพาะพระอรหัตผล เพราะถีนะ (นิวรณ์) เกิดขึ้น ในตอนท้ายของการบรรเทา. เพราะพระพุทธพจน์ว่า กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ เป็นอันทรงประสงค์เอาผลเท่านั้น เพราะผลเกิดขึ้น ในลำดับแห่งมรรคที่เป็นเหตุห้ามกุกกุจจนิวรณ์.
               บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ความว่า หมดจดดีด้วยอุเบกขา และสติที่เกิดขึ้นในผลที่เป็นไปในฌาณที่ ๔.
               สัมมาสังกัปปะ ท่านเรียกว่าธัมมตักกะ ในบทว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ. สัมมาสังกัปปะนั้น ชื่อว่าธัมมตักกปุเรชวะ เพราะมีมาแต่ต้น คือมีมาก่อน ได้แก่ถึงก่อนแห่งอัญญาวิโมกข์. เราตถาคตกล่าว ซึ่งอัญญาวิโมกข์นั้นที่มีความตรึกในธรรมนำหน้า.
               วิโมกข์ที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งอัญญินทรีย์ ชื่อว่าอัญญาวิโมกข์ หรือวิโมกข์ที่เกิดขึ้นแก่พระอรหัตผล ชื่อว่าอัญญาวิโมกข์. อธิบายว่า ได้แก่ ปัญญฺาวิมุตติ.๑-
____________________________
๑- ปาฐะว่า อญฺญาย วา วิโมกฺขํ อญฺญาวิมุตฺตนฺติ อตฺโถ ฉบับพม่าเป็น อญฺญาย วา วิโมกฺขํ ปญฺญาวิมุตฺตนฺติ อตฺโถ แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ ความว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา เพราะเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการทำลายอวิชชา.
               อีกอย่างหนึ่ง อรหัตผลนั่นแหละที่ได้นามอย่างนี้ เพราะปรารภพระนิพพานที่สงบแล้วเกิดขึ้น. พระอรหัตผลนั่นแหละพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศแล้วด้วยบททั้งหลายเหล่านี้ แม้ทั้งหมดมีบทว่า ปหานํ เป็นต้นด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.

               จบอรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๓. สาริปุตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 471อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 472อ่านอรรถกถา 20 / 473อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=3512&Z=3534
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :