ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒
๗. กถาวัตถุสูตร

               อรรถกถากถาวัตถุสูตรที่ ๗               
               พึงทราบวินิจฉัยในกถาวัตถุสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า กถาวตฺถูนิ ได้แก่ เหตุที่ให้เกิดกถา. อธิบายว่า เป็นพื้นฐาน คือเป็นที่ตั้งแห่งกถา.
               บทว่า อตีตํ วา ภิกฺขเว อทฺธานํ ความว่า กาลก็ดี ขันธ์ก็ดี ชื่อว่า อตีตัทธา (ระยะกาลอันยืนยาวนานที่ผ่านมาแล้ว) ก็ควร. แม้ในอนาคตและปัจจุบัน ก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้.
               ในบรรดากาลทั้ง ๓ นั้น เมื่อพูดโดยนัยนี้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ที่มาแล้วในอดีต พระเจ้ากรุงกาสีทรงพระนามว่า กิงกิ ได้เป็นอรรคอุปัฏฐากของพระองค์ พระองค์ทรงมีพระชนมายุยืนนานถึง ๒๐,๐๐๐ ปีดังนี้ ชื่อว่า กล่าวคาถาปรารภอดีต.
               เมื่อกล่าวโดยนัยนี้ว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่า เมตไตรย จักมีมาในอนาคต พระราชาพระนามว่า สังขะ จักเป็นอรรคอุปัฏฐากของพระองค์ พระองค์จะมีพระชนมายุ ๘๐,๐๐๐ ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวคาถาปรารภอนาคต.
               เมื่อกล่าวโดยนัยมีอาทิว่า ในปัจจุบันนี้ พระราชาพระนามอย่างโน้นเป็นธรรมิกราช พระองค์โน้นก็เป็นธรรมิกราช ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวกถาปรารภปัจจุบัน.
               บทว่า กถาสมฺปโยเคน ได้แก่ ประคารมกัน.
               บทว่า กจฺโฉ แปลว่า ควรเพื่อจะกล่าว.
               บทว่า อกจฺโฉ ความว่า ไม่ควรเพื่อจะกล่าว
               พึงทราบวินิจฉัย ในคำมีอาทิว่า เอกํสพฺยากรณียํ ปญฺหํ ดังต่อไปนี้
               ผู้ถูกถามว่า จักษุไม่เที่ยงหรือ ควรตอบโดยส่วนเดียวว่า ถูกแล้ว จักษุไม่เที่ยง. ในอินทรีย์ทั้งหลายมีโสตะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. นี้ชื่อว่าเป็นปัญหาที่พึงตอบโดยส่วนเดียว (คือตอบประเด็นเดียว).
               แต่ผู้ถูกถามว่า จักษุ ชื่อว่าไม่เที่ยงหรือ ก็ควรแยกตอบอย่างนี้ว่า ไม่ใช่จักษุอย่างเดียวที่ไม่เที่ยง ถึงโสตะก็ไม่เที่ยง ถึงฆานะก็ไม่เที่ยง. นี้ชื่อว่าเป็นปัญหาที่ต้องแยกตอบ.
               ผู้ถูกถามว่า โสตะเหมือนกับจักษุ จักษุเหมือนกับโสตะหรือ ควรย้อนถามว่า ท่านถามโดยหมายความอย่างไร? เมื่อเขาตอบว่าเราถามหมายถึงการเห็น แล้วจึงตอบว่า ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเขาตอบว่า ผมถามหมายถึงความไม่เที่ยง ก็ควรตอบว่า ถูกแล้ว. นี้ชื่อว่าเป็นปัญหาที่ต้องย้อนถาม แล้วจึงตอบ.
               แต่ผู้ถูกถามปัญหา เป็นต้นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ? ควรงดตอบ โดยพูดว่า ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาแบบนี้ เป็นปัญหาที่ไม่ควรพยากรณ์. นี้ชื่อว่าเป็นปัญหาที่ควรงดตอบ.
               บทว่า ฐานฏฺฐาเน น สณฺฐาติ ความว่า ไม่ตั้งอยู่ในเหตุหรือในสิ่งที่ไม่ใช่เหตุ.
               ในข้อนั้นมีนัยดังต่อไปนี้
               ก็สัสสตวาทีบุคคล (ผู้ถือลัทธิว่ายั่งยืน) สามารถเพื่อจะข่มอุจเฉทวาทีบุคคล (ผู้ถือลัทธิว่าขาดสูญ) ด้วยเหตุที่สมควรได้. อุจเฉทวาทีบุคคลเมื่อถูกข่มขู่ จะแสดงความเป็นสัสสตวาทีบุคคลออกมาว่า ก็ผมพูดความขาดสูญหรือ? เขาชื่อว่าไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในวาทะของตนได้ เมื่ออุจเฉทวาทีบุคคลสามารถ (ข่มเขาอยู่) อย่างนี้ เขาจะกลายเป็นสัสสตวาทีบุคคลไป เมื่อปุคคลวาทีบุคคล (ผู้ถือลัทธิว่ามีบุคคล) สามารถ (ข่มเขาอยู่) เขาก็จะกลายเป็นสุญญตวาทีบุคคล (ผู้ถือลัทธิว่าสูญ) ไป เมื่อสุญญตวาทีบุคคลสามารถ (ข่มเขาอยู่) เขาก็จะกลายเป็นปุคคลวาทีบุคคลไป ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ย่อมชื่อว่า ไม่ยืนหยัดอยู่ ทั้งในฐานะและอฐานะ.
               คำว่า ปริกปฺเป น สณฺฐาติ นี้ ได้ทั้งในการถามปัญหาและการตอบปัญหา.
               ถามว่า ข้อนี้อย่างไร
               ตอบ ก็คนบางคนชูคอหมายจะถามปัญหาว่า เราจักถามปัญหาเขาดู. อีกฝ่ายหนึ่งพูดว่า ท่านจะถามปัญหานี้หรือ รู้ว่าเขารู้แล้วก็พูดว่า ไม่ใช่ข้อนี้ ผมจะถามข้ออื่น. แม้เธอถูกถามปัญหาก็เชยคางหมายจะตอบปัญหาว่า เราจักตอบปัญหา. เธอถูกอีกฝ่ายหนึ่งพูดว่า ท่านจักตอบปัญหานี้หรือ รู้ว่าเขารู้แล้ว ก็พูดว่า ไม่ใช่ข้อนี้ เราจะตอบข้ออื่น. อย่างนี้ ชื่อว่าไม่ตั้งมั่นอยู่ในข้อที่กำหนดไว้.
               บทว่า อญฺญวาเท น สณฺฐาติ ความว่า ไม่ตั้งมั่นในวาทะที่รู้แล้ว คือในวาทะที่ทราบแล้ว.
               ถามว่า ข้อนี้อย่างไร.
               ตอบว่า คนลางคนถามปัญหาอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งพูดกะเขาว่า ท่านถามปัญหาถูกใจ ปัญหานี้ ท่านเรียนมาจากไหน? ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งถามปัญหาตามแนวที่จะต้องถามนั่นแหละ ก่อให้เกิดความฉงนในถ้อยคำแก่ผู้นั้นว่า ที่เราถามแล้วไม่ตรงประเด็นหรืออย่างไร?
               ฝ่ายหนึ่งที่ถูกถามปัญหาแล้ว ตอบปัญหาอยู่. คนอื่นพูดกะเขาว่า ท่านตอบปัญหาดีแล้ว ท่านเรียนปัญหามาจากไหน ธรรมดาผู้จะตอบปัญหาต้องตอบอย่างนี้.
               ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง แม้แก้ปัญหาตามแนวที่จะต้องแก้นั่นแหละ แต่ก่อให้เกิดความฉงนในถ้อยคำแก่ผู้นั้นว่า ที่เราตอบไปแล้วไม่ตรงประเด็นหรืออย่างไร?
               บทว่า ปฏิปทาย น สณฺฐาติ ความว่า ไม่ตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติ.
               อธิบายว่า ถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม โดยไม่รู้ธรรมเนียม.
               ก็ธรรมดาปัญหานี้ ผู้ที่ถูกเขาถามที่ลานเจดีย์ ไม่ควรตอบ. ในทางภิกษาจารก็ดี ในเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านก็ดี ในเวลานั่งบนอาสนศาลาก็ดี ในเวลานั่งรับข้าวยาคูและภัตรก็ดี ในเวลานั่งฉันก็ดี แม้ในเวลาเดินทางไปสู่ที่พำนักกลางวันก็ดี ก็ไม่ควรตอบเหมือนกัน. แต่ในเวลานั่งในที่พักกลางวัน เมื่อเขาขอโอกาสก่อนถามก็ควรตอบ เมื่อไม่ขอโอกาสแล้วถามก็ไม่ควรตอบ. ผู้ถามโดยไม่รู้ธรรมเนียมนี้ ชื่อว่าไม่ตั้งมั่นอยู่ในปฏิปทา.
               บทว่า เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเหตุนี้มีอยู่ บุคคลนี้ ชื่อว่าไม่ควรตอบปัญหานี้.
               บทว่า ฐานฏฺฐาเน สณฺฐาติ ความว่า สัสสตวาทีบุคคลมีพอที่จะข่มอุจเฉทวาทีบุคคล. อุจเฉทวาทีบุคคล แม้ถูกสัสสตวาทีบุคคลข่มอยู่ ก็กล่าว (ยืนยัน) ว่า เราแม้จะถูกท่านข่มขู่อยู่ ๗ ครั้งก็ยังคงเป็นอุจเฉทวาทีอยู่นั่นเอง แม้ในสัสสตวาทีบุคคล ปุคคลวาทีบุคคลและสุญญตวาทีบุคคล ก็พึงนำนัยไปโดยนัยนี้แหละ. อย่างนี้ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในฐานะและอฐานะ.
               บทว่า ปริกปฺเป สณฺฐาติ ความว่า คนบางคนชูคอหมายจะถามปัญหาว่า เราจะถามปัญหา เมื่อถูกเขาพูดว่า ท่านจักถามปัญหาชื่อนี้หรือ? ก็ตอบว่า ถูกละ เราจะถามปัญหาข้อนี้แหละ. (ถึงเธอถูกถามปัญหา) ก็เชยคางหมายจะตอบปัญหาว่า เราจะตอบปัญหา เมื่อถูกถามว่า ท่านจักตอบปัญหาข้อนี้หรือ? ก็พูดยืนยันว่า ถูกละ เราจะตอบปัญหาข้อนี้แหละ. อย่างนี้ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในข้อที่กำหนด.
               บทว่า อญฺญวาเท สณฺฐาติ ความว่า บุคคลบางคนถามปัญหาแล้ว มีผู้กล่าวว่า ท่านถามปัญหาดีแล้ว ธรรมดาผู้ถามปัญหาควรถามอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ก็รับรองไม่ให้เกิดความฉงน (แก่ผู้อื่น). แม้ตอบปัญหาแล้ว เมื่อมีผู้พูดว่า ท่านตอบปัญหาดีแล้ว ธรรมดาตอบปัญหาควรตอบอย่างนี้ ก็รับรองไม่ให้เกิดความฉงนขึ้น (อย่างนี้ ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในเพราะวาทะของผู้อื่น).
               บทว่า ปฏิปทาย สณฺฐาติ ความว่า ภิกษุบางรูปเขานิมนต์ให้นั่งในเรือน ถวายข้าวยาคูและของควรเคี้ยวเป็นต้น นั่งอยู่ในระหว่างจนกว่าจะเสร็จภัตกิจ จึงจะถามปัญหา ถือเอาเภสัชมีเนยใสเป็นต้น น้ำปานะ ๘ อย่าง หรือผ้าเครื่องปกปิด ระเบียบและของหอมเป็นต้น เดินไปวิหารให้ของเหล่านั้นแล้ว เข้าสู่ที่พักกลางวัน ขอโอกาสแล้วจึงถามปัญหา.
               จริงอยู่ ผู้ถามปัญหาโดยรู้ธรรมเนียมอย่างนี้ ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในปฏิปทา เธอจะตอบปัญหาของเขาก็ควร.
               บทว่า อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ ความว่า กลบเกลื่อนถ้อยคำอย่างหนึ่ง ด้วยถ้อยคำอีกอย่างหนึ่ง หรือถูกถามปัญหาอย่างหนึ่ง ตอบไปอีกอย่างหนึ่ง.
               บทว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ ความว่า เมื่อข้ามเรื่องแรกเสีย ชื่อว่าพูดถลากไถล (ไม่ตรงไปตรงมา).
               ในข้อนั้นมีเรื่องดังต่อไปนี้

               เรื่องพระพูดถลากไถลนอกเรื่อง               
               เล่ากันว่า ภิกษุทั้งหลายประชุมกันแล้ว กล่าวกะภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติชื่อนี้และชื่อนี้. ภิกษุหนุ่มตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผมเดินทางไปนาคทวีป. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า อาวุโส พวกเราไม่สนใจเรื่องที่ท่านไปนาคทวีป แต่พวกเราถามท่านว่า ท่านต้องอาบัติหรือ.
               ภิกษุหนุ่ม. ท่านขอรับ ผมไปนาคทวีปแล้วฉันปลา.
               ภิกษุทั้งหลาย. อาวุโส เรื่องฉันปลาของคุณ พวกเราไม่เกี่ยว เขาว่าคุณต้องอาบัติ.
               ภิกษุหนุ่ม. ครับผม ปลาไม่ค่อยสุก ทำให้ผมไม่สบาย.
               ภิกษุทั้งหลาย. อาวุโส คุณจะสบาย หรือไม่สบาย พวกเราไม่เกี่ยว (แต่) คุณต้องอาบัติ.
               ภิกษุหนุ่ม. ขอรับ กระผมเกิดไม่สบาย ตลอดเวลาที่อยู่ในนาคทวีปนั้น.
               ด้วยเรื่องตามที่เล่ามานี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าย่อมพูดถลากไถลไปนอกเรื่อง โดยการเอาเรื่องอื่นเข้ามาพูดซอกแซก.
               บทว่า อภิหรติ ความว่า พูดพล่าม โดยนำเอาพระสูตรโน้นบ้างนี้บ้าง ดุจพระเตปิฎกติสสเถระ. เล่ากันมาว่า เมื่อก่อนภิกษุทั้งหลายประชุมกันที่ลานเจดีย์ กระทำกิจของสงฆ์แล้ว ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว สนทนาไต่ถามปัญหากัน. ในที่ประชุมนั้น พระเถระรูปนี้ชักพระสูตรมาจากคัมภีร์นั้นๆ จากพระไตรปิฎก ตลอดทั้งวัน แม้ปัญหาข้อเดียวก็จบไม่ได้.
               บทว่า อภิมทฺทติ ความว่า ชักเหตุมาพูดย่ำยี.
               บทว่า อนูปชคฺฆติ ความว่า เมื่อภิกษุรูปอื่นถามปัญหาก็ดี ตอบปัญหาก็ดี ปรบมือหัวเราะเฮฮาอันเป็นเหตุให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ว่า เราถามปัญหาที่ผู้อื่นเขาไม่ถาม หรือตอบปัญหาที่เขาไม่ตอบกัน.
               บทว่า ขลิตํ คณฺหาติ ความว่า จับเอาข้อความที่กล่าวพลาดไปเล็กน้อย คือเที่ยวยกโทษว่า ข้อนี้ต้องตอบอย่างนี้ ในเมื่อพูดพลาดไปอักขระ ๑ บท ๑ หรือพยัญชนะ ๑.
               บทว่า สอุปนิโส ได้แก่ มีอุปนิสัย คือมีปัจจัย.
               บทว่า โอหิตโสโต ได้แก่ ตั้งใจฟัง.
               บทว่า อภิชานาติ เอกํ ธมฺมํ ความว่า รู้ยิ่งซึ่งกุศลธรรมอย่างหนึ่ง คือรู้อริยมรรค.
               บทว่า ปริชานาติ เอกํ ธมฺมํ ความว่า กำหนดรู้ทุกขสัจธรรมอย่างหนึ่งด้วยตีรณปริญญา (การกำหนดรู้ด้วยการพิจารณา).
               บทว่า ปชหติ เอกํ ธมฺมํ ความว่า ละธรรมอย่างหนึ่ง คืออกุศลธรรมทั้งหมด.
               บทว่าสจฺฉิกโรติ เอกํ ธมฺมํ ความว่า กระทำธรรมอย่างหนึ่ง คืออรหัตผลธรรม หรือนิโรธนั่นแหละให้ประจักษ์.
               บทว่า สมฺมา วิมุตฺตึ ผุสติ ความว่า ถูกต้องวิโมกข์คืออรหัตผลด้วยการถูกต้องด้วยญาณ โดยชอบคือโดยเหตุ โดยนัย โดยการณะ.
               บทว่า เอตทตฺถา ภิกฺขเว กถา ความว่า ภิกษุทั้งหลาย กถาที่เราแสดงไว้ว่าด้วยการพูดสนทนาปราศรัยกัน มีวิมุตตินี้เป็นประโยชน์ ได้แก่มีความหลุดพ้นแห่งจิต เพราะไม่ยึดมั่นนี้ เป็นพื้นฐาน คือเป็นที่ตั้ง เป็นวัตถุแห่งกถานั้น
               พึงทราบการประกอบความในทุกๆ บท ดังพรรณนามานี้.
               บทว่า เอตทตฺถา มนฺตนา ความว่า ในบรรดาบุคคลผู้สมควรและไม่สมควร การปรึกษากับบุคคลผู้สมควรแม้นี้ มีวิมุตติเป็นประโยชน์เหมือนกัน.
               บทว่า เอตทตฺถา อุปนิสา ความว่า แม้อุปนิสัยที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ผู้เงี่ยโสตลงสดับ ผู้มีอุปนิสัย มีวิมุตตินี้เป็นประโยชน์เหมือนกัน.
               บทว่า เอตทตฺถํ โสตาวธานํ ความว่า แม้การเงี่ยโสตลงพร้อมทั้งอุปนิสัยของผู้นั้นมีวิมุตตินี้เป็นประโยชน์เหมือนกัน.
               บทว่า อนุปาทา แปลว่า เพราะไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทานทั้ง ๔. ความหลุดพ้นคือพระอรหัตผล ชื่อว่าความหลุดพ้นแห่งจิต.
               เพราะว่า คำทั้งหมดนี้ตรัสไว้เพื่อประโยชน์แก่อรหัตผล เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์จะทรงสรุปพระสูตรรวมยอดด้วยพระคาถาต่อไป จึงตรัสคำมีอาทิว่า เย วิรุทฺธา ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิรุทฺธา ความว่า ผิดใจกันเพราะโกรธ กล่าวคือพิโรธ.
               บทว่า สลฺลปนฺติ ได้แก่ การเจรจาปราศรัยกัน.
               บทว่า วินิวิฏฺฐา ได้แก่ เป็นผู้หมายมั่น.
               บทว่า สมุสฺสิตา ความว่า ยกขึ้นสูงโดยการยกด้วยอำนาจมานะ.
               บทว่า อนริยคุณมาสชฺช ความว่า กล่าวคุณกถาที่ไม่ใช่แบบอย่างพระอริยะ กระทบกระเทือนคุณความดี. อธิบายว่า กล่าวกถากระทบกระทั่งคุณความดี ที่ชื่อว่า อนริยกถา ไม่ใช่อริยกถา.
               บทว่า อญฺโญญฺญวิวเรสิโน ความว่า จ้องหาช่อง คือความผิดของกันแลกัน.
               บทว่า ทุพฺภาสิตํ ได้แก่ พูดไม่ดี.
               บทว่า วิกฺขลิตํ ได้แก่ พูดพลั้งปากไปเล็กน้อย.
               บทว่า สมฺปโมหํ ปราชยํ ความว่า ยินดีข้อพลาดพลั้ง และความพ่ายแพ้ของกันและกัน เพราะปากร้ายไปเล็กน้อย.
               บทว่า อภินนฺทนฺติ แปลว่า ยินดี.
               บทว่า นาจเร ความว่า ไม่ประพฤติ คือไม่พูด.
               บทว่า ธมฺมฏฺปฏิสํยุตฺตา ความว่า กถาที่ผู้ตั้งอยู่ในธรรมสนทนากันชื่อว่า ธัมมัฏฐปฏิสังยุตตา เพราะตั้งอยู่ในธรรมด้วย ประกอบด้วยธรรมนั้นด้วย.
               บทว่า อนุตฺติณฺเณน มนสา ได้แก่ มีใจฟุ้งซ่าน.
               บทว่า อปฬาโส ความว่า ไม่ตีเสมอด้วยการตีเสมอโดยถือเป็นคู่แข่ง.๑-
____________________________
๑- ปาฐะว่า อปฬาโส หุตฺวา ฉบับพม่าเป็น ยุคคฺคาหปฬาสวเสน อปฬาโส หุตฺวา แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า อสาหโส ความว่า ไม่รุนแรงด้วยสามารถแห่งความรุนแรง คือราคะโทสะและโมหะ.
               บทว่า อนุสฺสุยฺยายมาโน ได้แก่ ริษยา.
               บทว่า ทุพฺภฏฺเฐ นาปสาทเย ความว่า ไม่รุกรานในเพราะถ้อยคำที่พลั้งพลาด.
               บทว่า อุปารมฺภํ น สิกฺเขยฺย ความว่า ไม่สนใจคำติเตียนที่มีลักษณะเกินกว่าเหตุ.
               บทว่า ขลิตญฺจ น คาหเย ความว่า คำพูดที่พลั้งปากไปเล็กน้อยก็ไม่ถือว่า นี้เป็นความผิดของท่าน.
               บทว่า นาภิหเร ได้แก่ ไม่พูดทับถม.
               บทว่า นาภิมทฺเท ได้แก่ ไม่พูดย่ำยี โดยอ้างเหตุอีกอย่างหนึ่ง.

               จบอรรถกถากถาวัตถุสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๗. กถาวัตถุสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 506อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 507อ่านอรรถกถา 20 / 508อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=5215&Z=5267
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com