ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒
๙. มูลสูตร

               อรรถกถามูลสูตรที่ ๙               
               พึงทราบวินิจฉัยในมูลสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
               ธรรมที่เป็นมูลแห่งอกุศล ชื่อว่า อกุศลมูล. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมนั้นด้วย เป็นมูลด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอกุศลมูล.
               บทว่า ยทปิ ภิกฺขเว โลโภ เท่ากับ โยปิ ภิกฺขเว โลโภ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความโลภแม้ใด.
               บทว่า ตทปิ อกุสลมูลํ ความว่า แม้ความโลภนั้นเป็นรากเง่าแห่งอกุศล หรือเป็น (ตัว) อกุศลก็ได้. อธิบายว่า ในที่นี้แม้อกุศลนั้นหมายถึงอกุศลมูลนั้นก็ควรเหมือนกัน.
               ในบททั้งปวงพึงนำนัยนี้ (ไป) โดยอุบายนี้.
               บทว่า อภิสงฺขโรติ ความว่า ย่อมประมวล คือรวบรวมมา ได้แก่ทำให้เป็นกอง.
               บทว่า อสตา ทุกฺขํ อุปทหติ ความว่า ก่อทุกข์โดยกล่าวโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ไม่เป็นจริงแก่เขา ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง คือไม่มีอยู่.
               บทว่า วเธน วา เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อทรงแสดงอาการที่เขาก่อนทุกข์ขึ้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานิยา ได้แก่ ความเสื่อมทรัพย์.
               บทว่า ปพฺพาชนาย ความว่า ได้แก่ การขับออกจากบ้าน ออกจากป่าหรือจากรัฐ.
               บทว่า พลวมฺหิ ความว่า เราเป็นผู้มีกำลัง.
               บทว่า พลตฺโต อิติปิ ความว่า พูดว่า เราต้องการกำลังบ้าง เราอยู่ในกำลังบ้าง.
               บทว่า อกาลวาที ความว่า ไม่พูดในเวลาที่ควรพูด ชื่อว่า พูดในเวลาอันไม่ควร.
               บทว่า อภูตวาที ความว่า ไม่พูดเรื่องจริง ชื่อว่าพูดเรื่องไม่จริง.
               บทว่า อนตฺถวาที ความว่า ไม่พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์ ชื่อว่าพูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์.
               บทว่า อธมฺมวาที ความว่า ไม่พูดสิ่งที่เป็นธรรม ชื่อว่าพูดสิ่งที่ไม่เป็นธรรม.
               บทว่า อวินยวาที ความว่า ไม่พูดสิ่งที่เป็นวินัย ชื่อว่าพูดสิ่งที่มิใช่วินัย.
               บทว่า ตถาหยํ ตัดบทเป็น ตถา หิ อยํ.
               บทว่า น อาตปฺปํ กโรติ ตสฺส นิพฺเพธนาย ความว่า ไม่ทำความเพียร เพื่อประโยชน์แก่การแก้เรื่องที่ไม่เป็นจริงนั้น.
               บทว่า อิติเปตํ อตจฺฉํ ความว่า สิ่งนี้ไม่แท้ด้วยเหตุแม้นี้.
               บทนอกนี้ (อภูตํ) เป็นไวพจน์ของบทว่า อตจฺฉํ นั้นนั่นแหละ.
               บทว่า ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา ความว่า ทุคติที่แยกประเภทเป็นนรกเป็นต้น พึงหวังได้. อธิบายว่า ทุคติจะต้องเป็นส่วนของเขาแน่นอน คือเขาจะต้องบังเกิดในทุคตินั้น.๑-
____________________________
๑- ปาฐะว่า ตตฺถ เนน ฉบับพม่าเป็น ตตฺถาเนน.

               บทว่า อุทฺธสฺสโต ความว่า ถูกเถาย่านทรายขึ้นปกคลุมแล้วในเบื้องบน.
               บทว่า ปริโยนทฺโธ ความว่า ถูกเถาย่านทรายขึ้นปกคลุมแล้วโดยรอบ.
               บทว่า อนยํ อาปชฺชติ แปลว่า ถึงความไม่เจริญเติบโต.
               บทว่า พฺยสนํ อาปชฺชติ แปลว่า ย่อมถึงความพินาศ.
               อธิบายว่า ในฤดูร้อน เมื่อผลย่านทรายสุกแตกออกแล้ว เมล็ดทั้งหลายจะกระเด็นไปตกที่โคนต้นไทนเป็นต้น ในต้นไม้เหล่านั้น ที่โคนต้นไม้ต้นใดมีเมล็ดตกไป ๓ เมล็ดในทิศทั้ง ๓ เมื่อต้นไม้นั้นถูกฝนในฤดูฝนโชย หน่อ ๓ หน่อจากเมล็ดทั้ง ๓ จะงอกขึ้นแนบติดต้นไม้นั้น ต่อแต่นั้นรุกขเทวดาเป็นต้นก็ไม่สามารถจะอาศัยอยู่ตามทางของตนได้ หน่อแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นงอกงามขึ้น กลายเป็นเถาเลื้อยเกาะต้นไม้นั้น เกี่ยวพัน คาคบ กิ่งน้อย กิ่งใหญ่ทั้งหมด คลุมต้นไม้นั้นจนมิด. ต้นไม้นั้นถูกเถาย่านทรายเกี่ยวพันไว้ ดาดาษไปด้วยเถาย่านทรายหนา (และ) ใหญ่ เมื่อฝนตกลงมาหรือลมพัด ก็จะหักล้มลงในที่นั้นๆ เหลือแต่ตอเท่านั้น.
               บทว่า พฺยสนํ อาปชฺชติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงต้นไม้นั้น.
               ก็ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้
               ก็สัตวโลกพึงเห็นเหมือนต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง ในบรรดาต้นรังเป็นต้น อกุศลมูล ๓ พึงเห็นเหมือนเถาย่านทราย ๓ เถา. เวลาที่ความโลภเป็นต้นยังไม่ประจวบทวาร พึงเห็นเหมือนการที่เถาวัลย์เหล่านั้น โอบต้นไม้ขึ้นไปตรงๆ ยังไม่ถึงกิ่งไม้. เวลาที่ความโลภเป็นต้นดำเนินไปด้วยอำนาจแห่งทวาร พึงเห็นเหมือนเวลาที่เถาวัลย์เลื้อยไปตามแนวกิ่งไม้. เวลาที่ความโลภเป็นต้นกลุ้มรุมจิตใจ พึงเห็นเหมือนเวลาที่เถาวัลย์คลุมต้นไม้. เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ด้วยอำนาจแห่งกิเลสทั้งหลายที่มาประจวบทวารแล้ว พึงเห็นเหมือนเวลาที่กิ่งเล็กๆ หลุดลงมา. เวลาที่ภิกษุต้องครุกาบัติ พึงเห็นเหมือนเวลาที่กิ่งไม้ใหญ่หักลงมา. เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้วตกลงไปในอบายทั้ง ๔ ตามลำดับ พึงเห็นเหมือนเวลาที่ต้นไม้ล้มลงที่พื้นดิน ในเมื่อโคนชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำที่ไหลลงมาตามแนวเถาวัลย์.
               ธรรมฝ่ายขาว (กุศลธรรม) พึงทราบโดยตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว.
               แต่ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงทราบข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้
               สัตว์โลกนี้พึงเห็นเหมือนต้นไม้อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาต้นรังเป็นต้น. อกุศลมูลทั้ง ๓ พึงเห็นเหมือนเถาย่านทราย ๓. พระโยคาวจรพึงเห็นเหมือนบุรุษผู้มาทำเถาวัลย์เหล่านั้นให้เป็นไป (ขุดเถาวัลย์ทิ้ง). ปัญญาพึงเห็นเหมือนจอบ. พลังแห่งศรัทธาพึงเห็นเหมือนพลับแห่งจอบ. การขุดด้วยวิปัสสนาพึงเห็นเหมือนการขุดด้วยจอบ. เวลาที่พระโยคาวจรใช้วิปัสสนาญาณ ตัดรากของอวิชชา พึงเห็นเหมือนการตัดรากของเถาวัลย์ โดยการขุด. เวลาที่พระโยคาวจรเห็น (รูป-นาม) ด้วยสามารถแห่งขันธ์ พึงเห็นเหมือนเวลาที่ตัดเถาวัลย์ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่. เวลาที่พระโยคาวจรถอนกิเลสขึ้นได้ด้วยมัคคญาณพึงเห็นเหมือนเวลาที่ผ่าเถาวัลย์. เวลาที่เบญจขันธ์ยังดำรงอยู่พึงเห็นเหมือนเวลาทำเถาวัลย์ให้เป็นขี้เถ้า. เวลาที่พระโยคาวจรดับอุปาทินนกขันธ์โดยการดับไม่ให้มีปฏิสนธิ แล้วไม่ถือปฏิสนธิในภพใหม่ พึงเห็นเหมือนเวลาที่เขาโปรยขี้เถ้าลงไปที่พายุใหญ่ ทำให้ไม่ให้เกิดอีกฉะนั้นแล.
               ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.

               จบอรรถกถามูลสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๙. มูลสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 508อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 509อ่านอรรถกถา 20 / 510อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=5320&Z=5420
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com