ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓
๙. คันธสูตร

               อรรถกถาคันธสูตรที่ ๙               
               พึงทราบวินิจฉัยในคันธสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า เอตทโวจ ความว่า ในเวลาหลังภัตตาหาร พระอานนท์เถรเจ้ากลับจากบิณฑบาต แสดงวัตรต่อพระทศพลแล้ว ไปยังที่พักกลางวันของตน แล้วคิดว่า ในโลกนี้ ต้นไม้ที่มีรากหอมมีอยู่ ต้นไม้ที่มีแก่นหอมมีอยู่ ต้นไม้ที่มีดอกหอมมีอยู่ แต่กลิ่นทั้ง ๓ อย่างนี้ย่อมฟุ้งไปตามลมเท่านั้น ไม่ฟุ้งไปทวนลม มีกลิ่นอะไรที่ฟุ้งไปทวนลมได้บ้างหรือหนอ ดังนี้แล้ว เพราะเหตุที่ท่านรับพร คือการเข้าไปเฝ้าในเวลาที่เกิดความสงสัย๑- ในกาลเป็นที่รับพร ๘ ประการนั่นเอง.
               ทันใดนั้น จึงออกจากที่พักกลางวันไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เพื่อจะบรรเทาความสงสัยที่เกิดขึ้น จึงได้กราบทูลคำนี้ คือคำมีอาทิว่า ตีณิมานิ ภนฺเต ดังนี้.
____________________________
๑- ปาฐะว่า อุปสงฺกมนสฺส คหิตตฺตา ฉบับพม่าเป็น อุปสงฺกมนวรสฺส คหิตตฺตา.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺธชาตานิ ได้แก่ ของหอมโดยกำเนิดทั้งหลาย.
               บทว่า มูลคนฺโธ ได้แก่ กลิ่นที่ตั้งอยู่ในราก. หรือรากที่สมบูรณ์ด้วยกลิ่นนั่นเอง ชื่อว่า มูลคนฺโธ เพราะว่ากลิ่นของรากนั้น ย่อมฟุ้งไปตามลม. แต่กลิ่นของกลิ่น (นั้น) ไม่มี. แม้ในกลิ่นที่แก่นและกลิ่นที่ราก ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อตฺถานนฺท คนฺธชาตํ นี้ ดังต่อไปนี้
               การถึงสรณะเป็นต้น ชื่อว่าเป็นกลิ่น เพราะคล้ายกับกลิ่น โดยฟุ้งขจรไปทุกทิศ ด้วยสามารถแห่งการกล่าวสรรเสริญคุณความดีกลิ่นเหล่านั้น มีบุคคลเป็นที่ตั้ง จึงชื่อว่า คันธชาต.
               บทว่า คนฺโธ คจฺฉติ ความว่า ฟุ้งไปด้วยสามารถแห่งการกล่าวสรรเสริญ.
               บทว่า สีลวา ได้แก่ มีศีล โดยเป็นศีล ๕ หรือศีล ๑๐.
               บทว่า กลฺยาณธมฺโม ความว่า มีกัลยาณธรรม คือมีธรรมอันดีงาม โดยศีลธรรมนั่นเอง. อธิบายของคำมีอาทิว่า วิคตมลมจฺเฉเรน เป็นต้น ได้ให้พิสดารไว้แล้ว ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล.
               บทว่า ทิสาสุ ได้แก่ ในทิศใหญ่ ๔ ในทิศน้อย ๔.
               บทว่า สมณพฺราหฺมณา ได้แก่ สมณพราหมณ์ผู้สงบบาป และลอยบาปแล้ว.
               บทว่า น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิวาตเมติ ความว่า กลิ่นของดอกมะลิเป็นต้น จะไม่ฟุ้งขจรไปทวนลม.
               บทว่า น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา มีอรรถาธิบายว่า ถึงกลิ่นของจันทน์ กฤษณาและกระลำพัก ก็ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้.
               จริงอยู่ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า แม้ในเทวโลก ก็ยังมีดอกมะลิที่บานแล้วเหมือนกัน ในวันที่ดอกมะลินั้นบานแล้ว กลิ่นก็จะฟุ้งไปตั้ง ๑๐๐ โยชน์ แต่กลิ่นนั้นก็ไม่สามารถจะฟุ้งไปทวนลมได้ แม้เพียงคืบเดียวหรือเพียงศอกเดียว.
               บทว่า สตญฺจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ ความว่า ส่วนกลิ่นคือคุณมีศีลเป็นต้นของสัตบุรุษทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลาย ได้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกทั้งหลาย ย่อมฟุ้งไปทวนลมได้.
               บทว่า สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ ความว่า สัตบุรุษคือบัณฑิต ย่อมฟุ้งไปทั่วทุกทิศด้วยกลิ่นคือคุณความดีมีศีลเป็นต้น. อธิบายว่า มีกลิ่นตระหลบไปทั่วทุกทิศ.

               จบอรรถกถาคันธสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๙. คันธสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 518อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 519อ่านอรรถกถา 20 / 520อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=5952&Z=5984
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :