ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓
๕. หัตถกสูตร

               อรรถกถาหัตถกสูตรที่ ๕               
               พึงทราบวินิจฉัยในหัตถกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :
               อภิกฺกนฺต ศัพท์ในบทว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา นี้ปรากฏในความว่า สิ้นไป ดี รูปงาม และน่าอนุโมทนายิ่ง เป็นต้น.
               ในอรรถ ๔ อย่างนั้น อภิกฺกนฺต ศัพท์ปรากฏในความสิ้นไป เช่นในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีสิ้นไปแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงปาฏิโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.
               ปรากฏในความว่า ดี เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ผู้นี้ทั้งงาม ทั้งประณีตกว่าบุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้.
               ปรากฏในความว่า รูปงาม เช่นในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า
                         ใครรุ่งโรจน์อยู่ด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีผิวพรรณงามยิ่งนัก
                         ยังทิศทั้งปวงให้สว่างผิวพรรณงามไสวไหว้เท้าทั้งสอง
                         ของเราอยู่ ดังนี้.
               ปรากฏในความว่า อนุโมทนาอย่างยิ่ง เช่นในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอนุโมทนายิ่งนัก.
               แต่ในบทว่า อภิกฺกนตาย รตฺติยา นี้ อภิกฺกนฺตศัพท์ปรากฏในความดี
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวขยายความไว้ว่า บทว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา ความว่า ในราตรีที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ. อภิกฺกนฺตศัพท์ในบทว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา นี้ปรากฏในความว่า รูปงาม.
               ส่วน วณฺณ ศัพท์ปรากฏใน ฉวิ (ผิวพรรณ) ถุติ (การชมเชย) กุลวรรค (ชนชั้น) การณะ (เหตุ) สัณฐาน (รูปร่าง) ปมาณ (ขนาด) และในรูปายตนะเป็นต้น.
               ในบรรดาอรรถ ๖ อย่างนั้น วณฺณศัพท์ปรากฏในผิว เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ทรงมีพระฉวีเพียงดังวรรณะแห่งทอง. ปรากฏในความชมเชย เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดี ก็การสรรเสริญคุณของพระสมณโคดม ท่านได้ผูกพันไว้ แต่เมื่อไร. ปรากฏในกุลวรรค (ชนชั้น) เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ วรรณะของข้าพระองค์มี ๔ อย่าง. ปรากฏในการณะ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ เขาเรียกว่า คนฺธตฺเถโน (ขโมยกลิ่น). ปรากฏในสัณฐาน เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า เนรมิต สัณฐาน (รูปร่าง) เป็นพญาช้างใหญ่. ปรากฏในประมาณ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ประมาณ (ขนาด) ของบาตรมี ๓ อย่าง. ปรากฏในรูปายตนะ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า รูป (วรรณะ) คันธะ รสะ โอชา.
               วัณณ ศัพท์นั้น ในที่นี้พึงทราบว่า ได้แก่ผิว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวขยายความไว้ว่า บทว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา ความว่า มีผิวพรรณงาม คือมีผิวพรรณน่าปรารถนา มีผิวพรรณน่าพอใจ.
               เกวลศัพท์ในบทว่า เกวลกปฺปํ นี้มีอรรถมิใช่น้อย เช่น อนวเสส (ไม่มีส่วนเหลือ) เยภุยฺย (โดยมาก) อพฺยามิสฺส (ไม่เจือปนกัน) นาติเรก (ไม่มาก) ทฬฺหตฺถ (มุ่งมั่น) วิสํโยคะ (พรากจากกัน)
               จริงอย่างนั้น เกวล ศัพท์นั้นมีเนื้อความไม่มีส่วนเหลือ ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า พรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง. ความที่เกวลศัพท์ใช้ความหมายว่าโดยมาก เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ก็ชาวอังคะและมคธจำนวนมากจักพากันถือเอาขาทนียและโภชนียหาร อันพอเพียง เข้าไปเฝ้า. ความที่เกวลศัพท์มีความหมายว่าไม่เจือปน ดังในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ล้วนๆ ย่อมมี. ความที่เกวลศัพท์มีความหมายไม่มาก ดังในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้มีเพียงศรัทธาอย่างเดียว (ไม่มาก). ความที่เกวลศัพท์มีความหมายว่ามุ่งมั่น เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สัทธิวิหาริกของท่านอนุรุทธะ ชื่อว่าพาหิกะ ตั้งอยู่ในสังฆเภทเป็นแม่นมั่น. เกวลศัพท์มีความว่าพรากจากกันเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ผู้แยกกันอยู่ท่าน เรียกว่าอุตตมบุรุษ.
               แต่ในที่นี้ ทรงประสงค์เอาความไม่มีส่วนเหลือ ว่าเป็นความหมายของเกวลศัพท์นั้น.
               ส่วนกัปปศัพท์มีความหมายมากอย่าง เช่นเป็นต้นว่า อภิสัททหนะ (การปลงใจเชื่อ) โวหาร (การเรียกร้อง) การบัญญัติ เฉทนะ (การตัด) วิกัปปะ (กำหนด) เลศ (ข้ออ้าง) สมันตภาว (ภาวะใกล้เคียง).
               จริงอย่างนั้น กัปปศัพท์นั้นมีความปลงใจเชื่อเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า พระดำรัสนี้ของพระโคดมผู้เจริญ ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า น่าปลงใจเชื่อ. กัปปศัพท์มีโวหาร (การเรียกร้อง) เป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตให้ฉันผลไม้ ตามสมณโวหาร ๕ อย่าง. กัปปศัพท์มีกาลเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า เราจะอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ โดยอาการใด. กัปปศัพท์มีบัญญัติเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุชื่อว่ากัปปะ ทูลถามว่า... ดังนี้. กัปปศัพท์มีการตัดเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ผู้ประดับแล้ว โกนผมและหนวดแล้ว. กัปปศัพท์มีการกำหนดเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า กำหนด ๒ องคุลี ย่อมควร. กัปปศัพท์มีเลศเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า เลศเพื่อจะนอนมีอยู่. กัปปศัพท์มีภาวะรอบด้านเป็นอรรถ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ให้สว่างไสวทั่วทั้งพระเชตวัน.
               แต่ในที่นี้ ทรงประสงค์เอาความรอบด้านเป็นความหมายของกัปปศัพท์นั้น. เพราะฉะนั้น ในบทว่า เกวลกปฺปํ เชตวนํ นี้จึงมีความหมายว่า ยังพระเชตวันให้สว่างไสวรอบด้าน ไม่มีเหลือ.
               บทว่า โอภาเสตฺวา ได้แก่ แผ่รัศมีไป.
               บทว่า วาลุกาย ได้แก่ ทรายละเอียด.
               บทว่า น สณฺฐาติ ความว่า ไม่ยืนอยู่.
               บทว่า โอฬาริกํ ความว่า เพราะว่า ในเวลาที่พระพรหมและเทวายืนอยู่ที่แผ่นดิน ควรจะเนรมิตอัตภาพให้หยาบ หรือเนรมิตแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้
               ด้วยบทว่า ธมฺมา นี้ ทรงแสดงถึงพระพุทธพจน์ที่หัตถกเทพบุตรเคยเรียนมาในกาลก่อน.
               บทว่า นปฺปวตฺติโน อเหสุ ํ ความว่า ธรรมทั้งหลายได้เสื่อมไป จากการกล่าวของผู้ที่ลืมสาธยาย.
               บทว่า อปฺปฏิ ภาโณ ความว่า ไม่วกกลับ คือไม่กระสัน.
               บทว่า ทสพลสฺส ความว่า ต่อการเห็นด้วยจักษุวิญญาณ.
               บทว่า อุปฏฺฐานสฺส ความว่า ต่อการบำรุงด้วยปัจจัย ๔.
               บทว่า อธิสีลํ ได้แก่ ศีล ๑๐ อย่าง. ด้วยว่าศีล ๑๐ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าอธิศีล เพราะเทียบกับเบญจศีล.
               ด้วยบทว่า อวิหํ คโต หัตถกเทพบุตรแสดงว่า ข้าพระองค์เกิดแล้วในพรหมโลกชั้นอวิหา.

               จบอรรถกถาหัตถกสูตรที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๕. หัตถกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 566อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 567อ่านอรรถกถา 20 / 568อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=7337&Z=7368
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com