ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 147อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 148อ่านอรรถกถา 20 / 149อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๓

หน้าต่างที่ ๙ / ๑๐.

               อรรถกถาสูตรที่ ๙               
               ประวัติพระกุมารกัสสปเถระ               
               ในสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า จิตฺตกถิกานํ ได้แก่ ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร.
               จริงอยู่ พระเถระเมื่อจะกล่าวธรรมแก่คนคนเดียวก็ดี สองคนก็ดี ก็ประดับด้วยอุปมาและเหตุเป็นอันมากให้เขารู้ จึงกล่าวว่า เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร.
               ปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้ :-
               แท้จริง ท่านพระกุมารกัสสปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล ในกรุงหงสวดี เจริญวัย กำลังฟังธรรมกถาของพระทศพล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยอดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้นเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.
               ครั้งศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าเสื่อมลง เป็นภิกษุรูปหนึ่งระหว่างภิกษุ ๗ รูปกระทำสมณธรรมบนยอดเขา มีศีลไม่เสื่อม จุติจากภพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง.
               ครั้งพระศาสดาของพวกเรา ก็เกิดในครรภ์ของหญิงสาวแห่งสกุลคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ก็หญิงสาวแห่งสกุลนั้น อ้อนวอนบิดามารดาก่อนแต่ไม่ได้บรรพชา ครั้นไปอยู่เรือนแห่งสกุล (มีสามี) ก็ตั้งครรภ์ แต่ตัวเองไม่รู้ จึงบอกกล่าวสามี (ขอบรรพชา) สามีอนุญาตแล้วก็บรรพชาในสำนักภิกษุณี.
               เหล่าภิกษุณีเห็นครรภ์นางเติบโตขึ้นมา จึงพากันไปถามพระเทวทัต. พระเทวทัตนั้นก็กล่าวว่า นางไม่เป็นสมณะ เหล่าภิกษุณีจึงพากันไปทูลถามพระทศพล.
               พระศาสดาก็ทรงมอบเรื่องให้พระอุบาลีเถระ. พระเถระให้เชิญเหล่าสกุลชาวกรุงสาวัตถี และนางวิสาขาอุบาสิกามาช่วยตรวจชำระ ก็กล่าวว่า นางมีครรภ์มาก่อน (บวช) บรรพชาของนางจึงไม่เสีย.
               พระศาสดาได้ประทานสาธุการรับรองแก่พระเถระว่า อธิกรณ์อุบาลีวินิจฉัยชอบแล้ว. ภิกษุณีนั้นคลอดบุตรประพิมประพายคล้ายรูปทอง. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับเด็กนั้นโปรดให้ชุบเลี้ยง พระราชทานนามว่า กัสสป. ต่อมา ทรงชุบเลี้ยงเติบโตแล้ว ก็พาไปฝากยังสำนักพระศาสดา โปรดให้บรรพชา.
               แต่เพราะท่านบวชเวลายังเป็นเด็กรุ่น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเรียกกัสสปมา จงให้ผลไม้หรือของขบฉันอันนี้แก่กัสสป. พวกภิกษุสงสัยก็ทูลถามว่า กัสสปองค์ไหน พระเจ้าข้า. ตรัสว่า กุมารกัสสป กัสสปองค์เด็กนะสิ. เพราะได้รับขนานนามอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็ถูกเรียกว่า กุมารกัสสป แม้ในเวลาที่ท่านแก่เฒ่าแล้ว.
               อีกนัยหนึ่ง คนทั้งหลายจำหมายท่านว่ากุมารกัสสป เพราะเหตุที่เป็นบุตรชุบเลี้ยงของพระราชาก็มี. ตั้งแต่บวชแล้ว ท่านทำงานเจริญวิปัสสนาและเล่าเรียนพระพุทธวจนะ.
               ครั้งนั้น ท่านมหาพรหมผู้กระทำสมณธรรมบนยอดเขากับพระเถระนั้น บรรลุอนาคามิผล บังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสนั้น ระลึกถึงในสมัยนั้น เห็นพระกุมารกัสสป คิดว่า สหายของเรากำลังลำบากในการเจริญวิปัสสนา จำเราจักไปแสดงทางแห่งวิปัสสนาแก่เธอ กระทำอุบายให้บรรลุมรรคผล ดังนี้แล้ว ดำรงอยู่ในพรหมโลกนั่นแล แต่งปัญหา ๑๕ ข้อ แล้วไปปรากฏในสถานที่อยู่ของพระกุมารกัสสปเถระ ต่อจากเวลาเที่ยงคืน พระเถระเห็นแสงสว่าง จึงถามว่า ใครอยู่ที่นั่น.
               มหาพรหมตอบว่า เราคือพรหมผู้กระทำสมณธรรมกับท่านมาแต่ก่อน บรรลุอนาคามิผลแล้วบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส. พระเถระถามว่า ท่านมาด้วยการงานอะไรเล่า. มหาพรหมบอกปัญหาเหล่านั้น เพื่อแสดงเหตุที่ตนมา แล้วกล่าวว่า ท่านจงเล่าเรียนปัญหาเหล่านี้ เมื่ออรุณขึ้นก็จงเข้าไปเฝ้าพระตถาคต ถวายบังคมแล้วทูลถาม. ด้วยว่าเว้นพระตถาคตเสียผู้อื่นที่สามารถกล่าวแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่มีดอก แล้วก็กลับพรหมโลกตามเดิม.
               วันรุ่งขึ้น แม้พระเถระก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลถามปัญหาโดยทำนองที่มหาพรหมกล่าวไว้. พระศาสดาทรงตอบปัญหาให้พระกุมารกัสสปเถระบรรลุพระอรหัต. พระเถระเล่าเรียนโดยทำนองที่พระศาสดาตรัสไว้ ไปป่าอันธวันเจริญวิปัสสนาแก่กล้า (สำนวนท่านว่าให้วิปัสสนาตั้งท้อง) ก็บรรลุพระอรหัต.
               ตั้งแต่นั้นมา ท่านเมื่อจะกล่าวธรรมกถาแก่บริษัท ๔ มากก็ดี ไม่มากก็ดี ประดับด้วยอุปมาและเหตุทั้งหลาย จึงกล่าวเสียอย่างวิจิตรทีเดียว. ครั้งนั้น เมื่อท่านแสดงสูตรประดับประดาด้วยปัญหา ๑๕ ข้อแก่พระยาปายาสิ.
               พระศาสดาทรงทำพระสูตรนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติต้นเรื่อง จึงทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดเหล่าภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตรในพระศาสนานี้แล.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๓
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 147อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 148อ่านอรรถกถา 20 / 149อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=660&Z=674
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=5351
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=5351
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :