ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุตตริยวรรคที่ ๓
๙. อุทายีสูตร

               อรรถกถาอุทายีสูตรที่ ๙               
               พึงทราบวินิจฉัยในอุทายีสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อุทายี ได้แก่ พระโลฬุทายีเถระ.
               บทว่า สุณามหํ อาวุโส ความว่า ดูก่อนอาวุโส เราไม่ใช่คนใบ้ เราได้ยินพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่เรายังใคร่ครวญปัญหาอยู่.
               บทว่า อธิจิตฺตํ ได้แก่ สมาธิจิตและวิปัสสนาจิต.
               บทว่า อิทํ ภนฺเต อนุสฺสติฏฺฐานํ ความว่า เหตุแห่งอนุสติ กล่าวคือฌานทั้ง ๓ นี้.
               บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การอยู่เป็นสุข ในอัตภาพนี้เท่านั้น.
               บทว่า อาโลกสญฺญํ ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นในอาโลกนิมิต.
               บทว่า ทิวา สญฺญํ อธิฏฺฐาติ ได้แก่ ตั้งสัญญาไว้ว่า กลางวัน.
               บทว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ความว่า ในเวลากลางวัน เธอมนสิการอาโลกสัญญาโดยประการใด แม้ในเวลากลางคืน ก็มนสิการอาโลกสัญญานั้น อย่างนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา ความว่า ในเวลากลางคืน เธอมนสิการอาโลกสัญญาอย่างใด แม้ในเวลากลางวัน ก็มนสิการอาโลกสัญญานั้นอย่างนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า วิวเฏน ได้แก่ ปรากฏแล้ว. บทว่า อปริโยนทฺเธน ความว่า จะถูกนิวรณ์รึงรัดไว้ก็หาไม่.
               บทว่า สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ ความว่า เพิ่มพูนจิตพร้อมด้วยแสงสว่าง คือยังจิตนั้นให้เจริญ เพื่อประโยชน์แก่ทิพยจักษุญาณ.
               ก็คำใดที่พระอานนทเถระเจ้ากราบทูลว่า อาโลกสญฺญํ มนสิ กโรติ คำนั้นพึงเข้าใจว่า ท่านกล่าวหมายเอาอาโลกสัญญาที่กำจัดถีนมิทธะออกไป ไม่ควรเข้าใจว่า หมายเอาอาโลกสัญญา คือทิพยจักณุญาณ.
               บทว่า ญาณทสฺสนปฺปฏิลาภาย ความว่า เพื่อการได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ กล่าวคือทิพยจักษุ.
               บรรดาคำมีอาทิว่า อิมเมว กายํ คำใดที่จะพึงกล่าว คำนั้นทั้งหมดข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว โดยพิสดาร โดยอาการทุกอย่าง ในตอนว่าด้วยกายคตาสติกัมมัฏฐาน ในวิสุทธิมรรค.
               บทว่า กามราคสฺส ปหานาย ความว่า เพื่อต้องการละราคะที่เกิดขึ้นจากเบญจกามคุณ.
               บทว่า เสยฺยถาปิ ปสฺเสยฺย ความว่า พึงเห็นฉันใด.
               บทว่า สรีรํ ได้แก่ สรีระของผู้ที่ตายแล้ว.
               บทว่า สีวถิกาย ฉทฺฑิตํ ได้แก่ ร่างกายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า.
               ซากศพชื่อว่า เอกาหมตํ เพราะเป็นซากของสัตว์ที่ตายแล้ววันเดียว.
               ชื่อว่า ทฺวีหมตํ เพราะเป็นซากของสัตว์ที่ตายแล้ว ๒ วัน.
               ชื่อว่า ตีหมตํ เพราะเป็นซากของสัตว์ที่ตายแล้ว ๓ วัน.
               ร่างสัตว์ชื่อว่า อุทธุมาตะ เพราะหลังจากสิ้นชีวิตแล้วจะพองขึ้นพองขึ้น โดยอืดขึ้นไปตามลำดับเหมือนเป่าด้วยลม. อุทธุมาตกะก็คืออุทธุมาตะนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ซากศพที่พองขึ้นๆ อย่างน่าเกลียด เพราะเป็นของปฏิกูล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอุทธุมาตกะ.
               ซากศพที่มีสีเปลี่ยนแปลงไป ท่านเรียกว่า วินีละ. วินีละก็คือวินีละ นั่นเอง.
               อีกอย่างหนึ่ง ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำจนน่าเกลียด เพราะเป็นของปฏิกูล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวินีลกะ
               คำว่า วินีลกะ นี้เป็นชื่อของซากศพที่มีสีแดงในที่ที่มีเนื้อนูนขึ้น มีสีขาวในที่ที่กลัดหนอง และโดยมากก็มีสีเขียว เหมือนห่อด้วยผ้าสีเขียวในที่ที่เขียว.
               ซากศพที่มีหนองไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ แห่งซึ่งเป็นที่ปะทุออก ชื่อว่าวิปุพพะบ้าง. วิปุพพกะก็คือวิปุพพะ นั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ซากศพที่มีหนองไหลออกอย่างน่าเกลียด เพราะเป็นของปฏิกูล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวิปุพพกะ. ซากศพที่กลายเป็นศพมีหนองไหลคือถึงความเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวิปุพพกชาตะ.
               บทว่า โส อิมเมว กายํ ความว่า ภิกษุนั้นน้อมนำกายของตนนี้เข้าไปเปรียบเทียบกับกายนั้นด้วยญาณ.
               เปรียบเทียบอย่างไร?
               เปรียบเทียบว่า ถึงแม้กายนี้แหละก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา จะเป็นอย่างนี้ ล่วงอย่างนี้ไปไม่ได้. มีคำอธิบายว่า เพราะธรรมทั้ง ๓ อย่างเหล่านี้ คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณมีอยู่. กายนี้จึงควรแก่อิริยาบถมีการยืนได้ เดินได้เป็นต้น แต่เพราะปราศจากธรรมทั้ง ๓ อย่างเหล่านี้ แม้ร่างกายนี้จะมีสภาพอย่างนี้เป็นธรรมดา คือมีสภาพเปื่อยเน่าอย่างนี้หมือนกัน.
               บทว่า เอวํ ภาวี ความว่า จักมีความแตกต่างโดยเป็นซากศพที่ขึ้นพองเป็นต้น อย่างนี้เหมือนกัน.
               บทว่า เอวํ อนตีโต ความว่า จะไม่ล่วงความเป็นศพขึ้นพองอย่างนี้ไปได้.
               บทว่า ขชฺชมานํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายมีกาเป็นต้น เกาะที่ท้องเป็นต้น แล้วจิกกินเนื้อท้อง ริมฝีปาก ลูกตาเป็นต้น.
               บทว่า สมํสโลหิตํ ได้แก่ ซากศพที่ประกอบด้วยเนื้อและเลือดที่ยังเหลือติดอยู่.
               บทว่า นิมฺมํสโลหิตมกฺขิตํ ความว่า ถึงเนื้อจะหมดไปแล้ว โลหิตก็ยังไม่เหือดแห้ง. คำว่า นิมฺมํสโลหิตมกฺขิตํ นี้ ท่านกล่าวไว้หมายถึง ซากศพที่หมดเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือดนั้น.
               บทว่า อญฺเญน ความว่า โดยทิศทางอื่น.
               บทว่า หตฺถฏฺฐิกํ ความว่า กระดูกมือถึงแยกออกเป็น ๖๔ ชิ้น ก็กระจัดกระจายแยกกันไป.
               แม้ในกระดูกเท้าเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า เตโรวสฺสิกานิ ความว่า กระดูกทั้งหลายที่ทิ้งไว้เกิน ๑ ปี.
               บทว่า ปูตีนิ ความว่า กระดูกที่ตั้งอยู่กลางแจ้งเกิน ๑ ปีนั่นแหละจะผุเพราะถูกลม แดดและฝนชะ แต่กระดูกที่ฝังอยู่ในแผ่นดิน จะอยู่ได้นาน.
               บทว่า จุณฺณกชาตานิ ได้แก่ กระจัดกระจายเป็นผุยผงไป.
               ในทุกๆ บทต้องทำการประกอบความด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายมีสัตว์จิกกินเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วว่า โส อิมเมว ดังนี้.
               บทว่า อสฺมิมานสมุคฺฆาตาย ความว่า เพื่อต้องการถอนมานะ ๙ อย่างอันเป็นไปแล้วว่าเรามีดังนี้.
               บทว่า อเนกธาตุปฏิเวธาย ความว่า เพื่อต้องการแทงตลอดธาตุ มีอย่างมิใช่น้อย.
               บทว่า สโตว อภิกฺกมติ ความว่า เมื่อจะเดินก็เป็นผู้ประกอบไปด้วยสติสัญญาเดินไป.
               บทว่า สโตว ปฏิกฺกมติ ความว่า เมื่อจะถอยกลับ ก็ประกอบไปด้วยสติปัญญา ถอยกลับ.
               แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า สติสมฺปชญฺญาย ความว่า ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่ความระลึกได้และความรู้.
               ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสติและญาณคละกันไป ด้วยประการฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาอุทายีสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุตตริยวรรคที่ ๓ ๙. อุทายีสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 22 / 1อ่านอรรถกถา 22 / 299อรรถกถา เล่มที่ 22 ข้อ 300อ่านอรรถกถา 22 / 301อ่านอรรถกถา 22 / 388
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=7595&Z=7659
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com