ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธรรมิกวรรคที่ ๕
๒. มิคสาลาสูตร

               อรรถกถามิคสาลาสูตรที่ ๒               
               พึงทราบวินิจฉัยในมิคสาลาสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า กถํ กถํ นาม ความว่า ด้วยเหตุอะไรๆ.
               บทว่า อญฺเญยฺโย แปลว่า (ธรรม) อันบุคคลพึงรู้ให้ทั่วถึง.
               บทว่า ยตฺร หิ นาม คือ ในธรรมชื่อใด.
               บทว่า สมสมคติกา ความว่า พรหมจารีบุคคลและอพรหมจารีบุคคล (ผู้มิใช่เป็นพรหมจารี) อันชนทั้งหลายรู้แล้วว่า จักเป็นผู้มีคติเสมอกันโดยภาวะที่เสมอกันนั่นเอง.
               บทว่า สกทาคามี สตฺโต ตุสิตํ กายํ อุปปนฺโน ความว่า บังเกิดเป็นสกทาคามีบุคคลในภพดุสิตนั่นเอง.
               บทว่า กถํ กถํ นาม ความว่า (มิคสาลาอุบาสิกาถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพรหมจารีบุคคลและอพรหมจารีบุคคลไว้) ด้วยเหตุอะไรหนอแล คือ พระองค์ทรงรู้จักแล้วจึงแสดงไว้หรือว่าไม่ทรงรู้จัก พระเถระ(อานนท์) ไม่ทราบเหตุจึงกล่าวว่า ดูก่อนน้องหญิง ก็แลข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ไว้อย่างนี้.
               บทว่า อมฺพกา อมฺพกสญฺญา ความว่า (มิคสาลาอุบาสิกา) เป็นหญิงยังประกอบด้วยความสำคัญอย่างหญิงอยู่นั่นเอง.
               ในบทว่า เก จ ปุริสปุคฺคลปโรปริยญาเณ นี้ มีความย่อดังนี้ว่า ญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของบุรุษบุคคลทั้งหลาย ว่าแข็งกล้า ว่าอ่อน เรียกว่าปุริสปุคคลปโรปริยญาณ ในคำว่า เก จ ปุริสปุคฺคลปโรปริยญาเณ นี้. เพราะเหตุนั้น มิคสาลาอุบาสิกาหญิงโง่คือใคร และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีอารมณ์ไม่ถูกขัดขวางในเพราะญาณเป็นเครื่องรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของบุรุษบุคคลทั้งหลายเป็นใคร การเปรียบเทียบ (บุคคล) ทั้งสองนั้นยังอยู่ห่างไกลกันมาก.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า มิคสาลาอุบาสิกากับพระองค์ห่างไกลกันมาก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ฉ อิเม อานนฺท เป็นต้น.
               บทว่า โสรโต โหติ ความว่า (บุคคลบางคน) เป็นผู้งด คือเว้นด้วยดีจากบาป. ปาฐะเป็น สูรโต ดังนี้ก็มี.
               บทว่า อภินนฺทนฺติ สพฺรหฺมจารี เอกตฺตวาเสน ความว่า พรหมจารีบุคคลทั้งหลายต่างพากันชื่นชม คือยินดี ด้วยการอยู่ร่วมกันกับบุคคลนั้น. ปาฐะเป็น เอกนฺตวาเสน ดังนี้ก็มี. หมายความว่า ด้วยการอยู่ใกล้ชิดกัน.
               บทว่า สวเนนปิ อกตํ โหติ ความว่า มิได้ฟังสิ่งที่ควรฟัง.
               ในบทว่า พาหุจสจฺเจนปิ อกตํ โหติ นี้มีความว่า วิริยะเรียกว่าพาหุสัจจะ มิได้ทำสิ่งที่ควรทำด้วยวิริยะ.
               บทว่า ทิฏฺฐิยาปิ อปฺปฏิวิทฺธํ โหติ ความว่า มิได้แทงตลอดสิ่งที่ควรแทงตลอดด้วยทิฏฐิ.
               บทว่า สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ น ลภติ ความว่า ไม่ได้ปีติและปราโมทย์ (ที่เกิดขึ้น) เพราะอาศัยการฟังธรรมตามกาลอันสมควร.
               บทว่า หานคามีเยว โหติ ความว่า ย่อมถึงความเสื่อมถ่ายเดียว.
               บทว่า ปมาณิกา คือ เป็นผู้ถือประมาณ (การเปรียบเทียบ) ในบุคคลทั้งหลาย.
               บทว่า ปมินนฺติ ได้แก่ เริ่มที่จะเปรียบเทียบ คือชั่ง. บทว่า เอโก หีโน ความว่า คนหนึ่งต่ำกว่าโดยคุณ (มีคุณต่ำกว่า). บทว่า เอโก ปณีโต ความว่า คนหนึ่งประณีตกว่าโดยคุณ (มีคุณสูงกว่า). บทว่า ตญฺหิ ได้แก่ การทำการเปรียบเทียบนั้น.
               บทว่า อภิกฺกนฺตตโร คือ ดีกว่า. บทว่า ปณีตตโร คือ อุดมกว่า.
               บทว่า ธมฺมโสโต นิพฺพหติ ความว่า วิปัสสนาญาณเป็นไปอย่างกล้าแข็งนำออกไป (จากกิเลส) คือให้ถึงอริยภูมิ.
               บทว่า ตทนนฺตรํ โก ชาเนยฺย ความว่า ช่วงติดต่อนั้น คือเหตุนั้น นอกจากพระตถาคตแล้ว ใครเล่าจะรู้?
               บทว่า โกธมาโน ได้แก่ ความโกรธและความถือตัว.
               บทว่า โลกธมฺมา ได้แก่ ความโลภนั่นเอง.
               บทว่า วจีสํขารา ได้แก่ การพูดด้วยอำนาจการสนทนาปราศรัย.
               บทว่า โย วา ปนสฺส มาทิโส ความว่า ก็หรือว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใดที่เหมือนกับเราตถาคต จะพึงมีอีกพระองค์หนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็จะพึงถือประมาณ (การเปรียบเทียบ) ในบุคคลทั้งหลาย.
               บทว่า ขญฺญติ ได้แก่ ถึงการขุดคุณ.
               บทว่า อิเม โข อานนฺท ฉ ปุคฺคลา ความว่า บุคคล ๖ จำพวกเหล่านี้ คือบุคคลผู้สงบเสงี่ยม ๒ จำพวก บุคคลผู้ข่มความโกรธ ความถือตัวและธรรมคือความโลภได้ ๒ จำพวก บุคคลผู้ข่มความโกรธ ความถือตัวและวจีสังขารได้ ๒ จำพวก.
               บทว่า คตึ ได้แก่ ญาณคติ.
               บทว่า เอกงฺคหีนา ความว่า (บุคคลทั้ง ๒ จำพวก คือ ปุราณะกับอิสิทัตตะ) ต่ำกว่ากันโดยองค์คุณคนละอย่าง. (คือ) ปุราณะวิเศษโดยศีล (สูงกว่าโดยศีล) อิสิทัตตะวิเศษโดยปัญญา (สูงกว่าโดยปัญญา) ศีลของปุราณะตั้งอยู่ในฐานะเสมอกับปัญญาของอิสิทัตตะ. ปัญญาของอิสิทัตตะตั้งอยู่ในฐานะเสมอกับศีลของปุราณะแล.

               จบอรรถกถามิคสาลาสูตรที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธรรมิกวรรคที่ ๕ ๒. มิคสาลาสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 22 / 1อ่านอรรถกถา 22 / 314อรรถกถา เล่มที่ 22 ข้อ 315อ่านอรรถกถา 22 / 316อ่านอรรถกถา 22 / 388
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=8199&Z=8302
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :