ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๑
๑๐. พลสูตร

               อรรถกถาพลสูตรที่ ๑๐               
               พึงทราบวินิจฉัยในพลสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อาสภํ ฐานํ ได้แก่ ฐานะอันประเสริฐสุด คือฐานะอันไม่หวั่นไหว.
               บทว่า สีหนาทํ ได้แก่ การบันลืออย่างไม่เกรงกลัว คือบันลือในฐานะเป็นประมุข.
               บทว่า พฺรหฺมจกฺกํ ได้แก่ จักรคือญาณอันประเสริฐ คือปฏิเวธญาณและญาณที่เหลือ.
               บทว่า ฐานญฺจ ฐานโต ได้แก่ รู้เหตุโดยความเป็นเหตุ.
               บทว่า ยมฺปิ ความว่า ด้วยญาณใด.
               บทว่า อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ความว่า ฐานาฐานญาณแม้นี้ ชื่อว่าเป็นตถาคตพละของพระตถาคต.
               แม้ในบททั้งปวงก็พึงทราบความอย่างนี้.
               บทว่า กมฺมสมาทานานํ ได้แก่ กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่บุคคลตั้งใจกระทำแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง กรรมนั่นเอง ชื่อว่ากรรมสมาทาน.
               บทว่า ฐานโส เหตุโส ความว่า ทั้งโดยปัจจัย ทั้งโดยเหตุ.
               บรรดาฐานะและเหตุทั้งสองอย่างนั้น คติ (กำเนิดมีนรกเป็นต้น) อุปธิ (อัตภาพ) กาล (เวลาที่กรรมให้ผล) ปโยค (การประกอบกรรม) เป็นฐานะของวิบาก. กรรมเป็นเหตุของวิบาก.
               บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ได้แก่ ฌาน ๔ วิโมกข์ ๘ สมาธิ ๓ อนุปุพสมาบัติ ๙.
               บทว่า สงฺกิเลสํ ได้แก่ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม.
               บทว่า โวทานํ ได้แก่ ธรรมที่เป็นส่วนแห่งคุณพิเศษ.
               บทว่า วุฏฺฐานํ ได้แก่ ฌานที่คล่องแคล่วที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า แม้โวทานะ ก็ชื่อว่าวุฏฐานะ แม้การออกจากสมาธินั้นๆ ก็ชื่อว่า วุฏฐานะ ๑ ภวังค์และผลสมาบัติ ๑ เพราะว่าฌานที่คล่องแคล่วชั้นต่ำๆ เป็นพื้นฐานของฌานชั้นสูงๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้น แม้โวทานะ จึงตรัสว่าเป็นวุฏฐาะ. ส่วนการออกจากฌานทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภวังค์. การออกจากนิโรธสมาบัติมีได้ด้วยผลสมาบัติ. พระพุทธพจน์ว่า แม้การออกจากสมาธินั้นๆ ก็ชื่อว่าวุฏฐานะ ดังนี้ ตรัสไว้ทรงหมายการออกจากนิโรธสมาบัตินั้น.
               บทว่า อเนกวิหิตํ เป็นต้น ได้พรรณนาไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
               อาสวักขยญาณก็มีเนื้อความดังที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล ผู้ประสงค์จะทราบข้อความอย่างพิสดารของญาณทั้ง ๓ แม้ข้างต้น พึงตรวจดูข้อความที่พรรณนาไว้ในมหาสีหนาทสูตร ในอรรถกถามัชฌิมนิกาย.
               บทว่า สมาหิตสฺส แปลว่า ผู้มีจิตเป็นอารมณ์เป็นหนึ่ง.
               บทว่า สมาธิ มคฺโค ความว่า สมาธิเป็นอุบายเพื่อบรรลุฌานเหล่านี้. ความไม่มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่าอสมาธิ. ทางที่ผิด ชื่อว่ากุมมัคคะ.
               ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงกำลังพระญาณของพระตถาคต.

               จบอรรถกถาพลสูตรที่ ๑๐               
               จบมหาวรรควรรณนาที่#- ๑               
               #-อรรถกถาเป็นวรรคที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. โสณสูตร
                         ๒. ผัคคุณสูตร
                         ๓. ฉฬาภิชาติยสูตร
                         ๔. อาสวสูตร
                         ๕. ทารุกัมมิกสูตร
                         ๖. จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร
                         ๗. ปรายนสูตร
                         ๘. อุทกสูตร
                         ๙. นิพเพธิกสูตร
                         ๑๐. พลสูตร
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๑ ๑๐. พลสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 22 / 1อ่านอรรถกถา 22 / 334อรรถกถา เล่มที่ 22 ข้อ 335อ่านอรรถกถา 22 / 336อ่านอรรถกถา 22 / 388
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=9754&Z=9852
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :