ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๓
๑. เจโตวิมุติสูตรที่ ๑

               โยธาชีววรรควรรณนาที่ ๓               
               อรรถกถาปฐมเจโตวิมุตติสูตรที่ ๑               
               พึงทราบวินิจฉัยในปฐมเจโตวิมุตติสูตรที่ ๑ แห่งโยธาชีววรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
               คำว่า ยโต โข ภิกฺขเว เป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่ม ณ บัดนี้ เพื่อทรงสรรเสริญภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัต ตามนัยที่ตรัสไว้แล้ว ณ หนหลัง.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต โข แปลว่า กาลใดแล.
               บทว่า อุกฺขิตฺตปลีโฆ ได้แก่ ยกลิ่มสลัก คืออวิชชาออกไปแล้ว.
               บทว่า สงฺกิณฺณปริกฺโข ได้แก่ รื้อคูคือสงสารวัฏให้ย่อยยับแล้ว.
               บทว่า อพฺพุเฬฺหสิโก ได้แก่ ถอนเสาระเนียดคือตัณหาออกไปแล้ว.
               บทว่า นิรคฺคโฬ ได้แก่ ถอดบานประตูคือนิวรณ์ออกเสียแล้ว.
               บทว่า ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร ได้แก่ ลดธงคือมานะ และภาระคือขันธ์ อภิสังขารและกิเลส ลงเสียแล้ว.
               บทว่า วิสํยุตฺโต ได้แก่ หลุดพ้นจากวัฏฏะ.
               คำทีเหลือพึงทราบตามนัยแห่งพระบาลีนั่นแล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวลาของพระขีณาสพ ผู้ทำกิเลสให้สิ้นไปด้วยมรรคแล้ว ไปยังที่นอนอันดีคือนิโรธ เข้าผลสมาบัติมีพระนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ ด้วยพระดำรัสมีประมาณเท่านี้.
               เปรียบเหมือนนคร ๒ นคร นครหนึ่งคือโจรนคร นครหนึ่งคือเขมนคร. ครั้งนั้น นักรบใหญ่ท่านหนึ่งคิดว่า ตราบใด โจรนครยังตั้งอยู่ ตราบนั้น เขมนครก็ย่อมไม่พ้นภัย จำเราจักทำโจรนคร ไม่ให้เป็นนคร แล้วจึงสวมเกราะถือพระขรรค์ [ศัสตราวุธ ๒ คม] เข้าไปยังโจรนคร เอาพระขรรค์ตัดเสาระเนียด ที่เขาตั้งไว้ใกล้ประตูนคร พังบานประตู พร้อมทั้งกรอบประตู ยกลิ่มสลักทำลายกำแพง รื้อค่ายคู ลดธงที่เขายกขึ้นเพื่อความสง่างามแห่งนครลง แล้วเอาไฟเผานครเสีย เข้าไปสู่เขมนครขึ้นปราสาท มีหมู่ญาติห้อมล้อม บริโภคอาหารอันอเร็จอร่อย.
               ข้ออุปมานี้ฉันใด ข้ออุปมัยก็ฉันนั้น
               สักกายะเหมือนโจรนคร พระนิพพานเหมือนเขมนคร พระโยคาวจรเหมือนนักรบใหญ่ ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่า ตราบใดสักกายะยังเป็นไปอยู่ ตราบนั้นก็ไม่รอดพ้นจากกรรมกรณ์ ๓๒ โรค ๙๘ และมหาภัย ๒๕ ท่านจึงเป็นเหมือนนักรบใหญ่ สวมเกราะคือศีล ถือพระขรรค์คือปัญญา เอาพระอรหัตมรรคตัดเสาระเนียดคือตัณหา เหมือนเอาพระขรรค์ตัดเสาระเนียด ถอดสลักคือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เหมือนนักรบพังบานประตูนครพร้อมทั้งกรอบประตู ยกลิ่มสลักคืออวิชชาเหมือนนักรบยกลิ่มสลัก ทำลายอภิสังขารคือกรรม รื้อคูคือชาติสงสาร เหมือนนักรบทำลายกำแพง รื้อค่ายคู ลดธงคือมานะ เหมือนนักรบลดธงที่เขายกขึ้นให้นครโจร สง่างามเสีย เผานครโจรคือสักกายะ แล้วเข้าสู่นครคือกิเลสปรินิพพาน เป็นที่ดับกิเลส เสวยสุขเกิดแต่ผลสมาบัติ อันมีอมตนิโรธเป็นอารมณ์ ยังเวลาให้ล่วงไปๆ เหมือนนักรบเข้าไปในเขมนคร ขึ้นปราสาทชั้นบน บริโภคอาหารอันอร่อย ฉะนั้น.

               จบอรรถกถาปฐมเจโตวิมุตติสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๓ ๑. เจโตวิมุติสูตรที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 22 / 1อ่านอรรถกถา 22 / 70อรรถกถา เล่มที่ 22 ข้อ 71อ่านอรรถกถา 22 / 72อ่านอรรถกถา 22 / 388
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=1959&Z=1992
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :