ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑
๑. โคตมีสูตร

               วรรคที่ไม่จัดเข้าในปัณณาสก์               
               สันธานวรรคที่ ๑               
               อรรถกถาโคตมีสูตรที่ ๑               
               วรรคที่ ๖ โคตมีสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า สกฺเกสุ วิหรติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปประทับอยู่โดยการเสด็จครั้งแรก.
               บทว่า มหาปชาปตี ได้แก่ ผู้ได้พระนามอย่างนี้ เพราะเป็นใหญ่ ประชาคือพระโอรสและในประชาคือพระธิดา.
               บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ให้นันทกุมารบวชก่อนทีเดียว ในวันที่ ๗ จึงให้ราหุลกุมารบวช. เมื่อชาวพระนครทั้ง ๒ ฝ่ายออกไปเพื่อเตรียมรบในเพราะเหตุทะเลาะกันเรื่องมงกุฎ พระศาสดาเสด็จไปทำพระเจ้าเหล่านั้นให้เข้าใจกันแล้วตรัสอัตตทัณทสูตร. เจ้าทั้งหลายทรงเลื่อมใสแล้วได้มอบถวายพระกุมารฝ่ายละ ๒๕๐ องค์. พระกุมาร ๕๐๐ องค์เหล่านั้นบวชในสำนักพระศาสดา.
               ลำดับนั้น พระชายาของท่านเหล่านั้นส่งข่าวไป ทำให้เกิดความไม่ยินดี (ในการบวช).
               พระศาสดาทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นเกิดความไม่ยินดี จึงนำภิกษุหนุ่ม ๕๐๐ รูปเหล่านั้นไปสู่สระชื่อว่ากุณาละ ประทับนั่งบนแผ่นหินที่ทรงเคยประทับนั่งในครั้งที่พระองค์เสวยพระชาติเป็นนกดุเหว่า. บรรเทาความไม่ยินดีของภิกษุเหล่านั้นด้วยเรื่องกุณาลชาดก แล้วให้ท่านทั้งหมดนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วนำกลับมาสู่ป่ามหาวันอีกครั้งหนึ่ง ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตตผลแล.
               เพื่อจะทราบจิตของภิกษุเหล่านั้น พระชายาทั้งหลายจึงส่งข่าวไปอีกครั้ง.
               ภิกษุเหล่านั้นส่งสาส์นตอบไปว่า พวกเราไม่ควรอยู่ครองเรือน.
               พระนางเหล่านั้นทรงดำริว่า บัดนี้ ไม่ควรที่พวกเราจะกลับไปยังเรือน เราจะไปสำนักของพระนางมหาปชาบดีขออนุญาตบรรพชาแล้วจักบวช. ทั้ง ๕๐๐ เข้าไปเฝ้าพระนางมหาปชาบดีทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ขอพระแม่เจ้าโปรดอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวชเถิด. พระนางมหาปชาบดีพาสตรีเหล่านั้นไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เข้าไปเฝ้าในเวลาที่พระราชาปรินิพพานภายใต้เศวตฉัตร ดังนี้ก็มี.
               ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงห้ามว่า อย่าเลย โคตมี ท่านอย่าชอบใจไปเลย. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมมีบริษัท ๔ มิใช่หรือ.
               มีก็จริง แต่พระองค์มีพระประสงค์จะทำให้หนักแน่น แล้วค่อยอนุาตจึงทรงห้ามเสีย ด้วยทรงพระดำริว่า สตรีเหล่านี้จักรักษาไว้โดยชอบซึ่งบรรพชาที่เราถูกอ้อนวอนหลายครั้งอนุญาตให้ยากๆ ด้วยคิดว่า เราได้บรรพชามาด้วยความลำบาก.
               บทว่า ปกฺกามิ ความว่า เสด็จเข้าไปยังกรุงกบิลพัสดุ์นั้นแหละอีกครั้งหนึ่ง
               บทว่า ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา ความว่า ทรงตรวจดูอุปนิสัยแห่งสัตว์ผู้จะตรัสรู้ จึงประทับอยู่ตามพระอัธยาศัย.
               บทว่า จาริกํ ปกฺกามิ ความว่า เมื่อจะทรงกระทำการสงเคราะห์มหาชน จึงเสด็จจาริกแบบไม่รีบด่วนด้วยพุทธศิริอันสูงสุด ด้วยพุทธวิลาสอันหาที่เปรียบมิได้.
               บทว่า สมฺพหุลาหิ สากิยานีหิ สทฺธึ ความว่า พระนางมหาปชาบดีทรงถือเพศบรรพชาอุทิศพระทศพลภายในพระนิเวศน์นั่นเอง แล้วให้นางศากิยานีทั้ง ๕๐๐ นั้น ถือเพศบรรพชาเหมือนกัน แล้วเสด็จหลีกไปพร้อมกับนางศากิยานีเป้นอันมากแม้ทั้งหมดนั้น.
               บทว่า ปกฺกามิ ได้แก่ทรงพระดำเนินไป.
               ในเวลาที่นางมหาปชาบดีนั้นทรงดำเนินไป เจ้าหญิงทั้งหลายผู้สุขุมาลชาติจักไม่สามารถเดินไปด้วยพระบาทได้ เพราะเหตุนั้น เจ้าศากยะและเจ้าโกลิยะจึงได้จัดวอทองส่งไป.
               ก็นางศากิยานีเหล่านั้นคิดว่า เราเมื่อขึ้นยานไป เป็นอันชื่อว่าไม่กระทำความเคารพในพระศาสดา ดังนี้แล้วจึงได้ใช้พระบาทดำเนินไปตลอดทาง ๕๑ โยชน์.
               ฝ่ายเจ้าทั้งหลายให้จัดอารักขาทั้งข้างหน้าข้างหลัง บรรทุกข้าวสาร เนยใสและน้ำมันเป็นต้นเต็มเกวียน แล้วส่งบุรุษทั้งหลายไปด้วยสั่งว่า พวกท่านจงตระเตรียมอาหารในที่ที่นางศากิยานีเหล่านั้นไปๆ กัน.
               บทว่า สูเนหิ ปาเทหิ ความว่า เพราะนางศากิยานีเหล่านั้นเป็นสุขุมาลชาติ ตุ่มพองเม็ดหนึ่งผุดขึ้นที่พระบาททั้งสอง เม็ดหนึ่งแตกไป พระบาททั้งสองพองขึ้นเป็นประหนึ่งเมล็ดผลตุ่มกา. เพราะเหตุนั้น ท่านพระอานนท์จึงกราบทูลว่า สูเนหิ ปาเทหิ ดังนี้.
               บทว่า พหิทฺวารโกฏฺฐเก ได้แก่ ภายนอกซุ้มประตู.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระนางมหาปชาบดีจึงยืนอยู่อย่างนั้น?
               ตอบว่า ได้ยินว่า พระนางมหาปชาบดีได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราพระตถาคตไม่ทรงอนุญาตแล้ว ก็ถือเพศบรรพชาด้วยตนเองทีเดียว ก็แลความที่เราถือเพศบรรพชาอย่างนี้ เกิดปรากฏไปทั่วชมพูทวีป ถ้าพระศาสดาทรงอนุญาตบรรพชาไซร้ ข้อนั้นเป็นการดี แต่ถ้าพระองค์จักไม่ทรงอนุญาตไซร้ จักมีความครหาอย่างใหญ่หลวง จึงไม่อาจจะเข้าไปยังวิหาร ได้ยืนทรงกรรแสงอยู่.
               บทว่า กึ นุ ตฺวํ โคตมิ ความว่า ความวิบัติแห่งราชตระกูลเกิดขึ้นแล้วหรือหนอ เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงภาวะแปลกไปอย่างนี้ คือมีเท้าบวม ฯลฯ ประทับยืนอยู่แล้ว ฯลฯ.
               บทว่า อญฺเญนปิ ปริยาเยน ได้แก่ แม้โดยเหตุอื่น.
               พระอานนท์กล่าวพระคุณของพระนางมหาปชาบดีนั้นด้วยคำมีอาทิว่า พระนางมหาปชาบดีนั้นด้วยคำมีอาทิว่า พระนางมหาปชาบดีมีอุปการะมาก พระเจ้าข้า ดังนี้ เมื่อจะทูลขอบรรพชาอีกครั้ง จึงได้ทูลอย่างนั้น.
               แม้พระศาสดาก็ทรงพระดำริว่า ธรรมดาว่าสตรีทั้งหลายมีปัญญาน้อย เมื่อเราอนุญาตการบรรพชาด้วยเหตุเพียงถูกขอครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะไม่ถือเอาคำสั่งสอนของเราให้หนักแน่น ดังนี้แล้วจึงทรงห้าม ๓ ครั้ง บัดนี้ เพราะเหตุที่เธอประสงค์จะถือเอาคำสอนของเราให้หนักแน่น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ ถ้ามหาปชาบดีโคตมีจะยอมรับครุธรรม ๘ ประการไซร้ การรับครุธรรมนั้นแหละ จงเป็นอุปสมบทของเธอ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาวสฺสา ความว่า การรับครุธรรมนั้นแหละเป็นทั้งบรรพชา เป็นทั้งอุปสมบทของเธอ.
               บทว่า ตทหุปสมฺปนฺนสฺส แปลว่า ผู้อุปสมบทในวันนั้น.
               บทว่า อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ กาตพฺพํ ความว่า ภิกษุณีไม่กระทำการดูถูกตนเองและดูหมิ่นผู้อื่น กระทำการกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำการลุกขึ้นด้วยอำนาจลุกขึ้นจากอาสนะออกไปต้อนรับ รวมนิ้วทั้ง ๑๐ แล้วไหว้. การกระทำสามีจิกรรม ๑.
               บทว่า อภิกฺขุเก อาวาเส ความว่า ไม่มีอาจารย์ผู้ให้โอวาท โดยไม่มีอันตราย สำหรับนางภิกษุณีผู้อยู่ในอาวาสใด อาวาสนี้ชื่อว่าอาวาสไม่มีภิกษุ. ภิกษุณีไม่ควรเข้าจำพรรษาในอาวาสเห็นปานนี้.
               บทว่า อนฺวฑฺฒมาสํ แปลว่า ทุกอุโบสถ.
               บทว่า โอวาทูปสงฺกมนํ แปลว่า เข้าไปเพื่อต้องการโอวาท.
               บทว่า ทิฏฺเฐน แปลว่า โดยเห็นด้วยตา.
               บทว่า สุเตน แปลว่า โดยได้ฟังด้วยหู.
               บทว่า ปริสงฺกาย แปลว่า โดยรังเกียจด้วยการเห็นและการฟัง.
               บทว่า ครุธมฺมํ ได้แก่ อาบัติหนัก คืออาบัติสังฆาทิเสส.
               บทว่า ปกฺขมานตฺตํ ได้แก่ ภิกษุณีพึงประพฤติมานัด ๑๕ วันเต็ม.
               บทว่า ฉสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ในสิกขาบททั้งหลาย มีวิกาลโภชนสิกขาบทเป็นที่ ๖.
               บทว่า สิกฺขิตสิกฺขาย ได้แก่ บำเพ็ญสิกขาโดยไม่ให้ขาดแม้สิกขาบทเดียว.
               บทว่า อกฺโกสิตพฺโพ ปริภาสิตพฺโพ ความว่า ภิกษุณีไม่พึงด่าภิกษุด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่พึงบริภาษด้วยการบริภาษอย่างใดอย่างหนึ่งอันอ้างถึงสิ่งที่น่ากลัว.
               บทว่า โอวโฏ ภิกฺขุนีนํ ภิกฺขูสุ วจนปโถ ความว่า คลองแห่งถ้อยคำ กล่าวคือโอวาท อนุศาสนีและธรรมกถาอันภิกษุณี ห้ามปิดในภิกษุทั้งหลาย คือภิกษุณีไม่ควรโอวาท ไม่ควรอนุศาสน์ภิกษุไรๆ. แต่ภิกษุณีควรจะกล่าวตามประเพณีอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า พระเถระในปางก่อนได้บำเพ็ญวัตรเช่นนี้ๆ มา.
               บทว่า อโนวโฏ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีสุ วจนปโถ ความว่า ภิกษุทั้งหลายไม่ห้ามคำอันเป็นคลองในภิกษุณีทั้งหลาย คือภิกษุทั้งหลายจงโอวาท จงอนุศาสน์ จงกล่าวธรรมกถาตามชอบใจ.
               ความสังเขปในข้อนี้มีดังว่ามานี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร กถาว่าด้วยครุธรรมนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาพระวินัย ชื่อว่าสมันตปาสาทิกานั้นแล.
               โทมนัสอย่างใหญ่หลวงของพระปชาบดี สงบลงทันที เพราะได้ฟังครุธรรม ๘ ประการนี้ที่พระเถระเรียนในสำนักพระศาสดาแล้วมาทูลแก่พระนาง พระนางปราศจากความกระวนกระวาย มีใจชื่นชมยินดี ประหนึ่งว่าโสรจสรงลงบนกระหม่อมด้วยน้ำเย็น ๑๐๐ หม้อที่นำมาจากสระอโนดาด เมื่อจะทำให้แจ้งซึ่งปีติและปราโมทย์ที่เกิดขึ้นเพราะรับครุธรรม จึงได้เปล่งอุทานมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ภนฺเต ดังนี้.
               บทว่า กุมฺภตฺเถนเกหิ ความว่า อันโจรผู้จุดไฟในหม้อแล้วเลือกเอาสิ่งของในเรือนของผู้ชื่นด้วยแสงสว่างนั้นขโมยไป.
               บทว่า เสตฏฐิกา นาม โรคชาติ ความว่า รวงข้าวแม้ออกจากต้นข้าวที่ถูกหนอนตัวเล็กๆ เจาะถึงกลางก้านก็ไม่อาจถือเอาน้ำนม (คือให้น้ำนม) ได้.
               บทว่า มญฺเชฏฺฐิกา นามโรคชาติ ได้แก่ ภายในลำต้นอ้อยมีสีแดง.
               ก็ด้วยบทว่า มหโต ตฬากสฺส ปฏิกจฺเจว ปาลี นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความนี้ไว้ว่า เหมือนอย่างว่า เมื่อเขาไม่พูนคันกั้นสระใหญ่ น้ำสักหน่อยหนึ่งก็ไม่ขังอยู่เลย แต่เมื่อเขาปิดไว้ครั้งแรกนั่นแหละ น้ำใดที่ไม่ขังอยู่ เพราะไม่ปิดกั้นเป็นปัจจัย น้ำแม้นั้นก็พึงขังอยู่ได้ฉันใด. ครุธรรมเหล่านี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราบัญญัติเสียก่อนเพื่อประโยชน์จะไม่ให้นางภิกษุณีจงใจล่วงละเมิดในเมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อเราไม่บัญญัติครุธรรมเหล่านั้น เพราะมาตุคามบวช พระสัทธรรมพึงดำรงอยู่ได้ ๕๐๐ ปี แต่ครุธรรมที่เราบัญญัติไว้เสียก่อน พระสัทธรรมจักดำรงอยู่ได้อีก ๕๐๐ ปี รวมความว่าพระสัทธรรมจักดำรงอยู่ได้เพียง ๑,๐๐๐ ปี ซึ่งได้ตรัสไว้ก่อนดังกล่าวมาฉะนี้.
               ก็คำว่า วสฺสสหสฺสํ นี้ ตรัสโดยมุ่งถึงพระขีณาสพผู้บรรลุปฏิสัมภิทาเท่านั้น แต่เมื่อกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น ๑,๐๐๐ ปี โดยมุ่งถึงพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสก ๑,๐๐๐ ปี โดยมุ่งถึงพระอนาคามี ๑,๐๐๐ ปี โดยมุ่งถึงพระสกทาคามี ๑,๐๐๐ ปี โดยมุ่งถึงพระโสดาบัน ปฏิเวธสัทธรรมจักดำรงอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปีโดยอาการดังกล่าวมานี้ แม้พระปริยัติธรรมก็ดำรงอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปีนั้นเหมือนกัน. เพราะเมื่อปริยัติธรรมไม่มี ปฏิเวธธรรมก็มีไม่ได้ แม้เมื่อปริยัติธรรมไม่มี ปฏิเวธธรรมก็ไม่มี ก็เมื่อปริยัติธรรมแม้อันตรธานไปแล้ว เพศ (แห่งบรรพชิต) ก็จักแปรเป็นอย่างอื่นไปแล.

               จบอรรถกถาโคตมีสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑. โคตมีสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 23 / 1อ่านอรรถกถา 23 / 140อรรถกถา เล่มที่ 23 ข้อ 141อ่านอรรถกถา 23 / 142อ่านอรรถกถา 23 / 281
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=5753&Z=5887
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :