ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑
๑. เมตตสูตร

               อรรถกถาอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต               
               เมตตาวรรคที่ ๑               
               อรรถกถาเมตตาสูตรที่ ๑               
               อัฏฐกนิบาต สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า อาเสวิตาย แปลว่า เสพโดยเอื้อเฟื้อ.
               บทว่า ภาวิตาย แปลว่า เจริญแล้ว.
               บทว่า พหุลีกตาย แปลว่า กระทำบ่อยๆ.
               บทว่า ยานีกตาย แปลว่า กระทำให้เป็นดุจยานอันเทียมแล้ว (ด้วยม้า).
               บทว่า วตฺถุกตาย แปลว่า กระทำให้เป็นดุจวัตถุที่ตั้ง เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งไว้.
               บทว่า อนุฏฺฐิตาย แปลว่า เข้าไปตั้งไว้เฉพาะ (คือปรากฏ).
               บทว่า ปริจิตาย แปลว่า สั่งสมไว้คือเข้าไปสั่งสมไว้โดยรอบ.
               บทว่า สุสมารทฺธาย แปลว่า เริ่มไว้ดีแล้ว คือกระทำไว้ดีแล้ว.
               บทว่า อานิสํสา ได้แก่ คุณความดี.
               คำที่จะพึงกล่าวในบทว่า สุขํ สุปติ ดังนี้เป็นต้น ข้าพเจ้าจักกล่าวในเอกาทสกนิบาตข้างหน้า.
               บทว่า อปฺปมาณํ คือ ไม่มีประมาณโดยการแผ่ไป.
               บทว่า ตนู สํโยชนา โหนฺติ ปสฺสโต อุปธิกฺขยํ ความว่า สังโยชน์ ๑๐ อันผู้บรรลุพระอรหัต กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิกิเลสโดยลำดับ ละได้ด้วยวิปัสสนามีเมตตาเป็นปทัฏฐาน (คือเหตุใกล้ที่สุด).
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตนู สํโยชนา โหนฺติ ความว่า ปฏิฆะและสังโยชน์อันสัมปยุตด้วยปฏิฆะ เป็นกิเลสที่เบาบาง.
               บทว่า ปสฺสดต อุปธิกฺขยํ ความว่า ผู้เห็นอยู่ซึ่งพระอรหัต กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิกิเลสเหล่านั้นแหละด้วยอำนาจบรรลุ.
               บทว่า กุสลํ เตน โหติ แปลว่า ย่อมเป็นกุศลด้วยการเจริญเมตตานั้น.
               บทว่า สตฺตสณฺฑํ ความว่า ประกอบด้วยชัฎคือหมู่สัตว์. อธิบายว่า เต็มด้วยหมู่สัตว์.
               บทว่า ชินิตฺวา ได้แก่ ชนะโดยไม่ใช่อาญา ไม่ใช้สาตรา ใช้ธรรมอย่างเดียว.
               บทว่า ราชิสฺสโย ได้แก่ พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมเสมือนพระฤาษี.
               บทว่า ยชมานา ได้แก่ ให้ทานทั้งหลาย.
               บทว่า อนุจริยคา แปลว่า เที่ยวไปแล้ว.
               ในบทว่า สสฺสเมธํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               ได้ยินว่า ครั้งพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมแต่โบราณ มีสังคหวัตถุ ๔ ที่พระราชาทั้งหลายทรงสงเคราะห์โลก คือ สัสสเมธะ ปริสเมธะ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ.
               ในสังคหวัตถุ ๔ ประการนั้น การถือเอาส่วนที่ ๑๐ จากข้าวกล้าที่เผล็ดผลแล้ว ชื่อว่าสัสสเมธะ .อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาดในการทะนุบำรุงข้าวกล้า. การเพิ่มให้อาหารและค่าจ้างเพียงพอใช้ไป ๖ เดือน แก่นักรบใหญ่ทั้งหลาย ชื่อว่าปุริสเมธะ. อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาดในการยึดเหนี่ยว (น้ำใจ) คน. การจดจำนวนคนจนเป็นรายตัว แล้วให้ทรัพย์ประมาณพันหนึ่งสองพัน โดยไม่เอาดอกเบี้ยตลอด ๓ ปี ชื่อว่าสัมมาปาสะ. ก็การกระทำเช่นนั้นย่อมคล้องคนทั้งหลายไว้ได้ดี คือตั้งอยู่เหมือนผูกหัวใจไว้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าสัมมาปาสะ. การกล่าววาจาอ่อนหวานโดยนัยเป็นต้นว่า พ่อ, ลุง ชื่อว่าวาชเปยยะ. อธิบายว่า ปิยวาจามีวาจาน่ารัก.
               รัฐที่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นรัฐที่เจริญ มั่งคั่ง มีข้าวน้ำสมบูรณ์ ปลอดโปร่ง ปราศจากโจรผู้ร้าย. มนุษย์ทั้งหลายรื่นเริงให้ลูกรำอยู่บนอก ไม่ต้องปิดประตูบ้านอยู่. นี้เรียกว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่ต้องลงสลักที่ประตูเรือน. นี้เป็นประเพณีโบราณ.
               ก็แหละในกาลต่อมา ในสมัยพระเจ้าโอกกากราช พวกพราหมณ์เปลี่ยนแปลงสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้และสมบัติของรัฐอันนี้เสีย กระทำให้ผิดจากของเดิม ทั้งเป็นยัญทั้ง ๕ มีอัสสเมธะเป็นต้น.
               ในยัญ ๕ ประการนั้น ยัญที่ชื่อว่าอัสสเมธะ เพราะฆ่าม้าในยัญนั้น.
               คำว่าอัสสเมธะนั้นเป็นชื่อของยัญที่พึงบูขาด้วยยัญอันเป็นบริวาร ๒ อย่าง มีเสายัญ ๒๑ เสา มีการเบียดเบียนเพราะการฆ่าปศุสัตว์ ๕๙๗ ตัว เฉพาะในวันสุดท้ายวันเดียว มีสมบัติทั้งปวงไม่เหลือ เว้นที่ดินและคนเป็นทักษิณา.
               ยัญชื่อว่าปุริสเมธะ เพราะฆ่าคนในยัญนั้น. คำว่าปุริสเมธะนั้น เป็นชื่อของยัญที่จะบูชาด้วยยัญอันเป็นบริวาร ๔ อย่าง. มีสมบัติเหมือนดังกล่าวในอัสสเมธะพร้อมด้วยที่ดินเป็นทักษิณ.
               ยัญชื่อว่าสัมมาปาสะ เพราะมีการสอดสลักไม้ในยัญนั้น. คำว่าสัมมาปาสะนี้เป็นชื่อของสัตรยาคบูชา (การบูชายัญที่มีเสายัญและทำหลายวัน) ที่ใส่สลัก คือท่อนไม้ที่สอดเข้าไปในช่องแอกทุกๆ วัน แล้วทำภูมิที่บูชา ณ โอกาสที่ไม้สลักนั้นตก แล้วเดินถอยหลังไปตั้งแต่โอกาสที่ ที่(พระราชาในครั้งก่อน) ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี บูชาด้วยเสายัญเป็นต้นที่เคลื่อนที่ได้ (ด้วยพาหนะ).
               ชื่อว่าวาชเปยยะ เพราะดื่มวาชะ (คือเนยใสและน้ำผึ้งเสก) ในยัญนั้น. คำว่าวาชเปยยะนี้เป็นชื่อของยัญที่ต้องบูชาด้วยปศุสัตว์ ๑๗ ตัว ด้วยยัญบริวารอย่างหนึ่ง มีเสายัญเป็นไม้มะตูม อันให้ของที่ประกอบด้วยของ ๑๗ อย่าง เป็นทักษิณา.
               ชื่อว่านิรัคคฬะ เพราะไม่มีลิ่มสลักในยัญนั้น. คำว่านิรัคคฬะนี้เป็นชื่อของอัสสเมธะอีกชื่อหนึ่ง ซึ่งมีชื่อโดยอ้อมว่าสัพพเมธะ ซึ่งต้องบูชาด้วยยัญบริวาร ๙ อย่างให้สมบัติดังกล่าวในอัสสเมธะ พร้อมด้วยที่ดินและคนเป็นทักษิณา.
               บทว่า กลมฺปิ เต นานุภวนฺติ โสฬสี ความว่า ด้วยว่ามหายัญทั้งหมดนั้นมีค่าไม่ถึงส่วนที่ ๑๖. อธิบายว่าไม่ถึงส่วนที่ ๑๖ เพราะเมตตาจิตดวงเดียวมีวิบากคือผลมาก.
               บทว่า น ชินาติ ได้แก่ ไม่ทำความเสื่อมแก่ผู้อื่นด้วยตนเอง.
               บทว่า น ชาปเย ได้แก่ ไม่ใช้ผู้อื่นทำความเสื่อมแก่ผู้อื่น.
               บทว่า เมตฺตโส ได้แก่ เป็นผู้มีส่วนแห่งสมาธิจิตที่สัมปยุตด้วยเมตตา.
               บทว่า สพฺพภูตานํ ได้แก่ ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย.
               บทว่า เวรํ ตสฺส น เกนจิ ความว่า เขาย่อมไม่มีอกุศลเวร หรือบุคคลเวรกับใครๆ.

               จบอรรถกถาเมตตาสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๑. เมตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 23 / 1อ่านอรรถกถา 23 / 82อรรถกถา เล่มที่ 23 ข้อ 91อ่านอรรถกถา 23 / 92อ่านอรรถกถา 23 / 281
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=3076&Z=3110
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com