ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ยมกวรรคที่ ๒
๙. วัตถุกถาสูตรที่ ๑

               อรรถกถาปฐมวัตถุกถาสูตรที่ ๙               
               ปฐมวัตถุกถาสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า ติรจฺฉานกถํ ได้แก่ เรื่องที่ขัดขวางทางสวรรค์และนิพพาน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์. บรรดาดิรัจฉานกถานั้น กถาคือเรื่องที่ปรารภพระราชาแล้วดำเนินไปโดยนัยเป็นต้นว่า พระเจ้ามหาสมมตราช ชื่อว่าราชกถา.
               ในโจรกถาเป็นต้นก็นัยนี้.
               กถาคือเรื่องที่กล่าวเกี่ยวกับเหย้าเรือน โดยนัยเป็นต้นว่า ราชาพระองค์โน้นงดงามน่าชม ก็เป็นดิรัจฉานกถา. ส่วนกถาที่เป็นไปอย่างนี้ว่า พระราชาแม้พระองค์นั้นมีอานุภาพมากอย่างนั้น ถึงความสิ้นไป ดังนี้ ก็ยังตั้งอยู่ในความเป็นกรรมฐาน.
               แม้ในเหล่าโจร กถาที่อาศัยกรรมของโจรเหล่านั้นเป็นไป โดยนัยว่า มูลเทวโจรมีอำนาจมากอย่างนี้ เมฆมาลโจรมีอำนาจมากอย่างนี้ กถาที่เกี่ยวกับเหย้าเรือนว่า ใจพวกเขาเป็นคนกล้าหาญ ดังนั้น จึงเป็นดิรัจฉานกถา.
               แม้ในเรื่องการยุทธ์ทั้งหลายมีภารตยุทธ์เป็นต้น กถาที่เป็นไปโดยอำนาจความยินดีในกรรม ว่าคนโน้น ถูกคนโน้นทำให้ตายอย่างนี้ ยิงอย่างนี้ ชื่อว่าดิรัจฉานกถา.
               ส่วนกถาที่เป็นไปอย่างนี้ว่า แม้คนเหล่านั้นก็ถึงความสิ้นไป ย่อมเป็นกรรมฐานในกถาทุกกถา.
               อนึ่ง ในเรื่องอาหารมีข้าวเป็นต้น จะกล่าวด้วยอำนาจความยินดีในสิ่งน่าใคร่ว่า เราเคี้ยวกิน ดื่มบริโภค อาหารมีสีดีมีรสอร่อยอย่างนี้ ไม่ควร. แต่จะกล่าวให้มีประโยชน์ว่า แต่ก่อน เราได้ถวายข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน มาลัย ของหอมที่สมบูรณ์ด้วยสีเป็นต้น ได้ทำการบูชาพระเจดีย์อย่างนี้ ก็ควร.
               แม้ในเรื่องญาติทั้งหลาย จะกล่าวด้วยอำนาจความยินดีว่า พวกญาติของเราเป็นคนกล้าสามารถ หรือว่า แต่ก่อน พวกเราพากันท่องเที่ยวด้วยยานอันวิจิตรอย่างนี้ ไม่ควร. แต่พึงกล่าวให้เป็นประโยชน์อย่างนี้ว่า พวกญาติของเรานั้น ก็ถึงความสิ้นไป หรือว่า แต่ก่อน พวกเราได้ถวายรองเท้าอย่างนี้แก่สงฆ์.
               แม้กถาเรื่องบ้านที่เป็นไปด้วยอำนาจที่ตั้งอยู่ดี ที่ตั้งอยู่เลว หาภิกษาได้ง่าย หาภิกษาได้ยากเป็นต้น หรือด้วยอำนาจความยินดี อย่างนี้ว่า ชาวบ้านโน้นเป็นคนกล้าสามารถ ดังนี้ ไม่ควร. แต่จะกล่าวให้เป็นประโยชน์ว่า พวกเขามีศรัทธาเลื่อมใส หรือว่าเขาถึงความสิ้นความเสื่อมไป ดังนี้ก็ควร.
               แม้ในกถาเรื่องนิคม นคร ชนบทก็นัยนี้เหมือนกัน.
               แม้กถาเรื่องสตรีที่เป็นไปอาศัยวรรณะของทรวดทรงเป็นต้นด้วยอำนาจความยินดี ไม่ควร. แต่จะกล่าวอย่างนี้นี่แลว่า สตรีผู้นั้นมีศรัทธาเลื่อมใสก็ถึงความสิ้นไป ดังนี้ ก็ควร.
               แม้กถาเรื่องคนกล้าหาญที่เป็นไปด้วยอำนาจความยินดีเท่านั้นว่า เขาเป็นคนศรัทธา แต่ก็ถึงความสิ้นไปเสียแล้ว. ก็การกล่าวเรื่องสุราในบาลีมีหลายอย่าง กล่าวเรื่องของเมาด้วยอำนาจความยินดีไม่ควร. กล่าวด้วยอำนาจแห่งโทษเท่านั้นจึงควร.
               แม้กถาเรื่องถนนหนทางที่เป็นไปด้วยอำนาจความยินดีว่า ถนนโน้นตั้งอยู่ดี ตั้งอยู่เลว ไม่ควรที่เป็นไปว่า คนถนนโน้นมีศรัทธาเลื่อมใส ก็ถึงความสิ้นไปดังนี้ จึงควร.
               กถาที่เกิดขึ้นประจำที่ท่าน้ำ กถาเรื่องท่าน้ำ หรือกถาเรื่องทาสีเทินหม้อน้ำ ท่านเรียกชื่อว่ากุมภัฏฐานกถา แม้กุมภัฏฐานกถานั้นที่เป็นไปด้วยอำนาจความยินดีเท่านั้นว่า สตรีเทินหม้อน้ำน่าเลื่อมใส ฉลาดฟ้อนรำ ขับร้องดังนี้ ไม่ควร. ที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า นางมีศรัทธาเลื่อมใสดังนี้ จึงควร.
               กถาเรื่องญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ชื่อว่าปุพพเปตกถา. ในปุพพเปตกถานั้น พึงทราบวินิจฉัยเช่นเดียวกับกถาเรื่องญาติปัจจุบัน. ดิรัจฉานกถาที่มีสภาวะต่างๆ ที่เหลือ พ้นจากกถาต้นและกถาหลัง ชื่อว่านานัตตกถา.
               กถาสนทนากันด้วยโลกายตศาสตร์วิตัณฑศาสตร์เป็นต้นอย่างนี้ว่า โลกนี้ใครสร้าง กาขาวเพราะมีกระดูกขาว นกตะกรุมแดง เพราะมีเลือดแดง เทวะชื่อโน้นสร้าง ชื่อว่าโลกักขายิกา.
               กถาเรื่องกล่าวถึงสมุทร [ทะเล] อันกล่าวถึงเรื่องที่ไร้ประโยชน์เป็นต้นอย่างนี้ว่า เพราะเหตุไรสมุทรจึงชื่อว่าสาคร. เพราะพระเจ้าสาคระทรงขุด สาครชื่อว่าสมุทร เพราะพระเจ้าสาคระทรงประกาศด้วยพระราชสัญจกรว่า สาครเราขุด ชื่อว่าสมุททักขายิกา.
               บทว่า ภโว ได้แก่ ความเจริญ.
               บทว่า อภโว ได้แก่ ความเสื่อม.
               บทว่า อิติภโว ความว่า กถาที่กล่าวถึงเหตุที่ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเป็นไป ชื่อว่า อิติภวาภวกถา.
               บทว่า เตชสา เตชํ ได้แก่ เอาเดชครอบงำเดชของพระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านั้น.
               บทว่า ปริยาทิเยยฺยาถ ได้แก่ ทำเดชของพระจันทร์พระอาทิตย์ให้สิ้นไปดำรงอยู่.
               ในข้อนี้มีเรื่องสาธก ดังนี้.
               ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งถามพระมหาเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายเมื่อจะเอาเดชครอบงำเดชทำอย่างไร. พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ ภิกษุทั้งหลายยืนกลางแดดแห่งหนึ่ง กระทำโดยอาการที่เงาแดดไม่ลงข้างล่าง ไม่ขึ้นข้างบน.

               จบอรรถกถาปฐมวัตถุกถาสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ยมกวรรคที่ ๒ ๙. วัตถุกถาสูตรที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 24 / 1อ่านอรรถกถา 24 / 68อรรถกถา เล่มที่ 24 ข้อ 69อ่านอรรถกถา 24 / 70อ่านอรรถกถา 24 / 229
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=3035&Z=3063
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com