ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔
๙. โกกาลิกสูตร

               อรรถกถาโกกาลิกสูตรที่ ๙               
               โกกาลิกสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า โกกาลิโก ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ความว่า ภิกษุโกกาลิกะนี้คือใคร และเหตุไรจึงเข้าไปเฝ้า.
               เล่ากันว่า โกกาลิกภิกษุนี้เป็นบุตรของโกกาลิกเศรษฐีในนครโกกาลิกะ รัฐโกกาลิกะ บวชแล้วอยู่ประจำในวิหารที่บิดาสร้างไว้ แต่ภิกษุผู้เป็นศิษย์ของพระเทวทัต ชื่อว่าจูฬโกกาลิกะ. ก็โกกาลิกะบุตรพราหมณ์นั้นชื่อว่า มหาโกกาลิกะ.
               ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี พระอัครสาวกทั้งสองก็จาริกไปในชนบทพร้อมกับภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เมื่อวันใกล้เข้าพรรษาประสงค์จะอยู่อย่างวิเวก จึงส่งภิกษุเหล่านั้นกลับไป ตนเองถือบาตรและจีวรถึงนครนั้น ในชนบทนั้น ครั้นถึงวิหารนั้นก็ไปวิหารนั้น.
               ในวิหารนั้น พระโกกาลิกะก็ทำวัตรปฏิบัติแก่พระอัครสาวกทั้งสองนั้น ท่านพระอัครสาวกก็สัมโมทนากับพระโกกาลิกะนั้นรับคำว่า ผู้มีอายุ เราจะอยู่ที่นี้ ๓ เดือน ท่านอย่าบอกเรื่องของเราแก่ใครๆ แล้วก็อยู่จำพรรษา ครั้นจำพรรษาแล้วก็ปวารณา ในวันปวารณาก็บอกลาโกกาลิกภิกษุว่า ผู้มีอายุ เราจะไปละ.
               โกกาลิกภิกษุกล่าวว่า ผู้มีอายุ วันนี้อยู่เสียอีกวันหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยไป.
               วันรุ่งขึ้นก็เข้าพระนครบอกผู้คนทั้งหลายว่า ผู้มีอายุ ท่านไม่รู้กันดอกหรือว่า ท่านพระอัครสาวกทั้งสองมาอยู่ในที่นี้ ใครๆ จะไม่นิมนต์ท่านด้วยปัจจัยบ้างหรือ.
               ชาวพระนครจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า พระเถระอยู่ไหนเล่า เหตุไร ท่านจึงไม่บอกพวกเรา. โกกาลิกภิกษุกล่าวว่า ผู้มีอายุ จะต้องบอกทำไม พวกท่านไม่เห็นพระเถระ ๒ รูปนั่งอยู่เหนือเถระอาสน์ดอกหรือ นั้นแหละพระอัครสาวก. ชาวพระนครเหล่านั้นรีบเร่งประชุมรวบรวมเนยใสน้ำผึ้งเป็นต้น และผ้าทำจีวรทั้งหลาย.
               โกกาลิกภิกษุคิดว่า ท่านพระอัครสาวกมีความมักน้อยอย่างยิ่ง จักไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นด้วยปยุตตวาจา (วาจาพูดเลียบเคียงหาลาภ). เมื่อท่านไม่ยินดี ก็จะบอกให้ให้แก่ภิกษุประจำวัด แล้วจึงให้เขาถือลาภนั้นไปยังสำนักพระเถระ.
               พระเถระเห็นแล้วก็ปฏิเสธว่า ปัจจัยไม่สมควรแก่เรา ทั้งไม่สมควรแก่โกกาลิกภิกษุ ดังนี้แล้วก็กลับไป. โกกาลิกภิกษุเกิดอาฆาตว่า อะไรเล่า ท่านพระอัครสาวกเมื่อตนเองไม่รับก็ไม่ให้แก่เรา แล้วหลีกไปเสีย.
               พระอัครสาวกทั้งสองแม้นั้นมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วก็พาบริษัทของตนจาริกไปในชนบทอีก กลับมายังนครนั้น ในรัฐนั้นนั่นแหละตามลำดับ.
               พวกชาวเมืองจำพระเถระได้ ก็จัดแจงทานพร้อมบริขารสร้างมณฑปกลางพระนคร ถวายทานแล้วน้อมบริขารถวายพระเถระ.
               พระเถระก็มอบแก่ภิกษุสงฆ์.
               พระโกกาลิกะเห็นดังนั้นคิดว่า พระอัครสาวกนี้แต่ก่อนเป็นผู้มักน้อย บัดนี้กลายเป็นผู้มีความปรารถนาเลว ชะรอยเมื่อก่อนจะทำทีว่ามักน้อย สันโดษและสงัด จึงเข้าไปหาพระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พวกท่านแต่ก่อนทำเหมือนว่ามักน้อย แต่บัดนี้กลายเป็นภิกษุชั่วไปเสียแล้ว คิดว่าจำเราจักทำลายที่พึ่งของพระเถระเหล่านั้นที่ต้นตอ จึงรีบออกไปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               ก็ภิกษุโกกาลิกะนี้นี่แหละ พึงทราบว่า เข้าไปเฝ้าด้วยเหตุนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเห็นโกกาลิกภิกษุนั้นรีบร้อนมา ทรงพิจารณาอยู่ทราบว่า ภิกษุนี้มาเพื่อประสงค์จะด่าพระอัครสาวก เราจะห้ามได้ไหมหนอ ทรงเห็นว่าห้ามไม่ได้ เธอทำผิดในพระเถระทั้งสองมาแล้ว จักบังเกิดในปทุมนรกโดยส่วนเดียว ทรงห้ามถึง ๓ ครั้งว่า อย่าพูดอย่างนี้เลย เพื่อทรงเปลื้องวาทะที่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า โกกาลิกภิกษุติเตียนพระสารีบุตรและโมคคัลลานะแล้วก็ยังไม่ทรงห้าม และเพื่อจะทรงแสดงว่า อริยุปวาทมีโทษมาก.
               บทว่า มาเหวํ ในคำนั้นแปลว่า อย่าพูดอย่างนี้เลย.
               บทว่า สทฺธายิโก ได้แก่ เรียกความเชื่อถือ นำมาซึ่งความเลื่อมใส หรือมีวาจาที่ควรเชื่อได้.
               บทว่า ปจฺจยิโก ได้แก่ มีวาจาที่น่านับถือ.
               บทว่า ปกฺกามิ ได้แก่ ถูกอานุภาพของกรรมเตือนก็หลีกไป.
               จริงอยู่ กรรมที่ถึงโอกาสแล้ว อะไรๆ ก็ห้ามไม่ได้.
               บทว่า อจิรปกฺกนฺตสฺส ได้แก่ หลีกไปไม่นาน.
               บทว่า สพฺโพ กาโย ผุฏฺโฐ อโหสิ ความว่า ทั่วตัวไม่เว้นโอกาสเพียงปลายผม ก็ได้ถูกต่อมทั้งหลายชำแรกกระดูกผุดขึ้นเต็มไป. ก็เพราะเหตุที่กรรมเห็นปานนั้น ไม่อาจให้วิบากเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยพุทธานุภาพ ก็ย่อมให้ผลเมื่อพอพ้นอุปจารที่เฝ้า ฉะนั้น ต่อมทั้งหลายจึงผุดขึ้น เมื่อโกกาลิกภิกษุนั้นหลีกไปไม่นาน.
               บทว่า กฬายกมตฺติโย แปลว่า ถั่วดำ.
               บทว่า เวลุวสราฏุกมตฺติโย แปลว่า เท่าผลมะตูมอ่อน.
               บทว่า ปภิชฺชึสุ แปลว่า แตกแล้ว.
               เมื่อต่อมเหล่านั้นแตกแล้ว ทั่วตัวก็ได้เป็นเหมือนขนุนสุก. โกกาลิกภิกษุนั้นมีตัวอันสุกแล้ว นอนบนใบตองใกล้ซุ้มประตูพระเชตวัน เหมือนปลากลืนยาพิษ.
               ครั้งนั้น ผู้คนทั้งหลายที่มาฟังธรรมก็พากันพูดว่า ชิ โกกาลิกะ ชิ โกกาลิกะ ทำไม่ถูกเลย อาศัยปากของตนอย่างเดียวก็ถึงความย่อยยับ. อารักขเทพยดาทั้งหลายฟังเสียงของผู้คนเหล่านั้น ก็ได้กระทำเสียงตำหนิเหมือนกัน อากาสเทวดาฟังอารักขเทวดาก็ตำหนิดังนั้นเหมือนกัน เหตุนั้นจึงเกิดเสียงตำหนิเป็นอันเดียวกัน โดยอุบายอย่างนี้จนถึงอกนิฏฐภพ.
               บทว่า ตุทิ ได้แก่ อุปัชฌาย์ของพระโกกาลิกะชื่อตุทิเถระ บรรลุอนาคามิผล บังเกิดในพรหมโลก ท่านได้ยินเสียงตำหนิตั้งแต่ภุมมัฏฐกเทวดาต่อๆ กันไปจนถึงพรหมโลกว่า โกกาลิกะกล่าวตู่พระอัครสาวกด้วยอันติมวัตถุ กระทำกรรมไม่ถูก คิดว่า น่าสงสารเมื่อเราเห็นเขาอยู่ ก็อย่าพินาศไปเสียเลย จำเราจักสั่งสอนเขาเพื่อให้จิตเลื่อมใสในพระอัครสาวกทั้งสองดังนี้ แล้วจึงมายืนอยู่ตรงหน้าโกกาลิกะภิกษุนั้น.
               ท่านหมายเอาตุทิพรหมผู้นั้น จึงกล่าวคำนี้ว่า "ตุทิปจฺเจกพฺรหฺมา."
               บทว่า เปสลา หมายความว่า มีศีลเป็นที่รัก.
               พระโกกาลิกะนอนลืมตาพร่าพรายกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้นี้มีอายุท่านเป็นใคร.
               บทว่า ปสฺส ยาวญฺจ เต ความว่า พระโกกาลิกะกล่าวว่า จงดู ท่านทำผิดไว้มีประมาณเท่าใด เมื่อไม่เห็นฝีหัวใหญ่ที่หน้าผากของตน สำคัญว่า พึงตักเตือนเราด้วยต่อมขนาดเมล็ดพันธุ์ผักกาด.
               ครั้งนั้น ตุทิพรหมรู้ว่าโกกาลิกะนี้ไม่พอใจ จักไม่เชื่อใครๆ เหมือนปลาที่กลืนยาพิษ จึงกล่าวกะโกกาลิกะนั้นว่า ปุริสสฺส หิ เป็นต้น.
               บทว่า กุฐารี ในคาถานั้น ได้แก่ วาจาหยาบเสมือนขวาน.
               บทว่า ฉินฺทติ ได้แก่ ย่อมตัดที่รากทีเดียว กล่าวคือกุศลมูล.
               บทว่า นินฺทิยํ ได้แก่ บุคคลทุศีลที่ พึงติเตียน.
               บทว่า ปสํสติ ได้แก่ ชมเชยประโยชน์สูงสุด จึงกล่าวว่า "พระขีณาสพ"
               บทว่า ตํ วา นินฺทติ โย ปสํสิโย ความว่า ก็หรือว่าผู้ใดอันเขาพึงสรรเสริญเป็นพระขีณาสพ โกกาลิกะนี้ก็ยังโจทผู้นั้น กล่าวว่าภิกษุนี้ทุศีล.
               บทว่า วิจินาติ มุเขน โส กลึ ความว่า ผู้นั้นชื่อว่าพบโทษนั้นด้วยปาก.
               บทว่า กลินา เตน ความว่า ย่อมไม่พบความสุขเพราะโทษนั้น.
               จริงอยู่ การสรรเสริญผู้ที่ควรติเตียน และการติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญมีวิบากเสมอกัน.
               บทว่า สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา ความว่า ชื่อว่าการพ่ายแพ้ทางทรัพย์ในการพนันทั้งหลายอันใด โดยทรัพย์ของตนทั้งหมด พร้อมแม้ทั้งตน ความพ่ายทรัพย์อันนี้ เป็นโทษเล็กน้อย.
               บทว่า โย สุคเตสุ ความว่า ผู้ใดคิดร้ายในบุคคลผู้ปฏิบัติชอบ ความคิดร้ายของบุคคลนั้น นี้มีโทษมากกว่าโทษนั้น.
               บัดนี้ ตุทิพรหมเมื่อจะแสดงว่า ความคิดร้ายนั้นมีโทษมากกว่า จึงกล่าวคำว่า สตํ สหสฺสานํ เป็นต้น.
               บทว่า สตํ สหสฺสานํ ได้แก่ แสนหนึ่งด้วยการนับนิรัพพุทะ.
               บทว่า ฉตฺตึสติ ได้แก่ อีก ๓๖ นิรัพพุทะ.
               บทว่า ปญฺจ จ ได้แก่ ๕ อัพพุทะด้วยการนับอัพพุทะ.
               บทว่า ยมริยครหี ความว่า ผู้ติเตียนพระอริยะ ย่อมเข้าถึงนรกอันใดนั้นเป็นอายุประมาณในนรกนั้น.
               บทว่า กาลมกาสิ ความว่า กระทำกาละเมื่ออุปัชฌาย์หลีกไป.
               บทว่า ปทุมนิรยํ ความว่า ชื่อว่าปทุมนรกที่แยกออกต่างหาก ย่อมไม่มี แต่บังเกิดในที่แห่งหนึ่งในอเวจีมหานรกนั่นแหละ.
               ก็คำว่า อัพพุทะนี้เป็นชื่อของสถานที่ที่สัตว์จะพึงไหม้ ด้วยการนับอัพพุทะในอเวจีนรกนั้นเอง. แม้ในนรกชื่อว่านิรัพพุทะเป็นต้นก็นัยนี้
               อนึ่ง ในนรกเหล่านี้ พึงทราบแม้การนับปีอย่างนี้.
               เหมือนอย่างร้อยแสนเป็นโกฏิหนึ่งฉันใด ร้อยแสนโกฏิ ชื่อว่าปโกฏิหนึ่งก็ฉันนั้น ร้อยแสนโกฏิ ชื่อว่าโกฏิปโกฏิหนึ่ง. ร้อยแสนโกฏิปโกฏิ ชื่อว่านหุตหนึ่ง. ร้อยแสนนหุตเป็นนินนหุตหนึ่ง ร้อยแสนนินนหุตเป็นอัพพุทะหนึ่ง. แต่อัพพุทะนั้นไปเอา ๒๐ คูณเป็นนิรัพพุทะ.
               ในบททุกบทก็นัยนี้แล.

               จบอรรถกถาโกกาลิกสูตรที่ ๙               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ ๙. โกกาลิกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 24 / 1อ่านอรรถกถา 24 / 88อรรถกถา เล่มที่ 24 ข้อ 89อ่านอรรถกถา 24 / 90อ่านอรรถกถา 24 / 229
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=3916&Z=4009
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :