ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑

หน้าต่างที่   ๒ / ๑๔.

               ๒. เรื่องมัฏฐกุณฑลี [๒]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               ฝ่ายพระคาถาที่สองว่า “มโนปุพฺพงฺคมา” เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภมัฏฐกุณฑลีมาณพ ภาษิตแล้ว ในกรุงสาวัตถีนั่นแล.

               พราหมณ์ทำตุ้มหูให้บุตร               
               ดังได้สดับมา ในกรุงสาวัตถี ได้มีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อ อทินนปุพพกะ. เขาไม่เคยให้สิ่งของอะไรๆ แก่ใครๆ, เพราะฉะนั้น ประชุมชนจึงได้ตั้งชื่อเขาว่า “อทินนปุพพกะ”๑- เขาได้มีบุตรคนเดียวเป็นที่รักใคร่พอใจ. ภายหลัง เขาอยากจะทำเครื่องประดับให้บุตร คิดว่า “ถ้าเราจักจ้างช่างทอง ก็จะต้องให้ค่าบำเหน็จ” ดังนี้แล้วจึงแผ่ทองคำ ทำให้เป็นตุ้มหูเกลี้ยงๆ เสร็จแล้ว ได้ให้ (แก่บุตรของตน). เพราะฉะนั้น บุตรของเขาจึงได้ปรากฏโดยชื่อว่า “มัฏฐกุณฑลี”
____________________________
๑- ผู้ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร

               รักษาบุตรเองเพราะกลัวเสียขวัญข้าว               
               ในเวลาเมื่อบุตรนั้นอายุได้ ๑๖ ปี เกิดเป็นโรคผอมเหลือง. มารดาแลดูบุตรแล้ว จึงพูดกะพราหมณ์ (ผู้สามี) ว่า “พราหมณ์ โรคเกิดขึ้นแล้วแก่บุตรของท่าน, ขอท่านจงหาหมอมารักษาเขาเสียเถิด.”
               พราหมณ์ตอบว่า “นางผู้เจริญ ถ้าเราจะหาหมอมา, เราจะต้องให้ขวัญข้าวเขา๑- หล่อนช่างไม่มองดูความเปลืองทรัพย์ของเรา (บ้าง).”
               นางพราหมณีถามว่า “เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจะทำอย่างไรเล่า? พราหมณ์.”
               พราหมณ์ตอบว่า “ทรัพย์ของเราจะไม่ขาดไปได้อย่างใด เราจะทำอย่างนั้น.”
               พราหมณ์นั้นไปยังสำนักพวกหมอแล้ว ถามว่า “พวกท่านวางยาขนานไหน? แก่คนที่เป็นโรคชนิดโน้น.”
               ลำดับนั้น พวกหมอก็บอกยาเกล็ดที่เข้าเปลือกไม้เป็นต้นแก่เขา. เขา (ไป) เอารากไม้เป็นต้นที่พวกหมอบอกให้นั้นมาแล้ว ทำยาให้แก่บุตร. เมื่อพราหมณ์ทำอยู่เช่นนั้นนั่นแล, โรคได้ (กำเริบ) กล้าแล้ว (จน) เข้าถึงความไม่มีใครที่จะเยียวยาได้. พราหมณ์รู้ว่าบุตรทุพพลภาพแล้ว จึงหาหมอมาคนหนึ่ง. หมอนั้น (มา) ตรวจดูแล้ว จึงพูด (เลี่ยง) ว่า “ข้าพเจ้ามีกิจอยู่อย่างหนึ่ง ท่านจงหาหมออื่นมาให้รักษาเถิด” ดังนี้แล้ว บอกเลิกกับพราหมณ์นั้นแล้วก็ลาไป.
____________________________
๑- ภตฺตเวตนํ ค่าจ้างและรางวัล.

               ให้บุตรนอนที่ระเบียงเพราะกลัวเห็นสมบัติ               
               พราหมณ์รู้เวลาว่าบุตรจวนจะตายแล้วคิดว่า “เหล่าชนที่มาแล้วๆ เพื่อประโยชน์จะเยี่ยมเยียนบุตรนี้ จักเห็นทรัพย์สมบัติภายในเรือน เราจะเอาเขาไว้ข้างนอก” ดังนี้แล้ว จึงนำเอาบุตรออกมาให้นอนที่ระเบียงเรือนข้างนอก.

               พระพุทธเจ้าเล็งเห็นอุปนิสัยของมัฏฐกุณฑลี               
               ในเวลากำลังปัจจุสมัย (คือเวลาจวนสว่าง) วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงเล็งดูโลกด้วยพุทธจักษุ เพื่อทอดพระเนตรเหล่าสัตว์ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์อันพระองค์พอแนะนำได้ ซึ่งมีกุศลมูลอันหนาแน่นแล้ว มีความปรารถนา๑- ซึ่งได้ทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ได้ทรงแผ่ตาข่ายคือพระญาณไปในหมื่นจักรวาล. มัฏฐกุณฑลีมาณพปรากฏแล้ว ณ ภายในตาข่าย คือพระญาณนั้น โดยอาการอันนอนที่ระเบียงข้างนอกอย่างนั้น.
____________________________
๑- กตาธการานํ มีอธิการอันทำไว้แล้ว.

               พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว ทรงทราบว่า พราหมณ์ผู้บิดานำเขาออกจากภายในเรือนแล้ว ให้นอนในที่นั้น ทรงดำริว่า “จะมีประโยชน์บ้างหรือไม่หนอ ด้วยปัจจัยที่เราไปในที่นั้น” กำลังทรงรำพึง (อยู่) ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า “มาณพนี้จักทำจิตให้เลื่อมใสในเรา ทำกาละแล้ว จักเกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ในดาวดึงสเทวโลก มีนางอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง. ฝ่ายพราหมณ์จักทำฌาปนกิจสรีระนั้น ร้องไห้ไปในป่าช้า. เทพบุตรจักมองดูอัตภาพตนสูงประมาณ ๓ คาวุต (สามร้อยเส้น) ประดับด้วยเครื่องอลังการ หนัก ๖๐ เล่มเกวียน มีนางอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง คิดว่า “สิริสมบัตินี้ เราได้ด้วยกรรมอะไรหนอ?” ดังนี้แล้ว เล็งดูอยู่, ก็ทราบว่าได้ด้วยจิตเลื่อมใสในเราคิดว่า “บิดาไม่หาหมอมาให้ประกอบยาให้แก่เรา เพราะเกรงว่าทรัพย์จะหมดไป เดี๋ยวนี้ไปป่าช้าร้องไห้อยู่, เราจักทำเขาให้ถึงประการอันแปลก” ดังนี้ ด้วยความขัดเคืองในบิดา จักจำแลงตัวเหมือนมัฏฐกุณฑลีมาณพ มาทำนองร้องไห้อยู่ในที่ใกล้ป่าช้า. ทีนั้น พราหมณ์ จักถามเขาว่า “เจ้าเป็นใคร?” เขาจักตอบ ฉันเป็นมัฏฐกุณฑลีมาณพ บุตรของท่าน.”
               พราหมณ์. ท่านไปเกิดในภพไหน?
               เทพบุตร. ในภพดาวดึงส์.
               เมื่อพราหมณ์ถามว่า “เพราะทำกรรมอะไร?” เขาจักบอกว่า เขาเกิดเพราะจิตที่เลื่อมใสในเรา. พราหมณ์จักถามเราว่า “ขึ้นชื่อว่า ความทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ (เท่านั้น) แล้วไปเกิดในสวรรค์ มีหรือ?” ทีนั้น เราจักตอบเขาว่า “ไม่มีใครอาจจะกำหนดด้วยการนับได้ว่า มีประมาณเท่านั้นร้อย หรือเท่านั้นพัน หรือเท่านั้นแสน” ดังนี้แล้ว จักภาษิตคาถาในธรรมบท. ในกาลจบคาถา ความตรัสรู้ธรรมจักมีแก่สัตว์ประมาณแปดหมื่นสี่พัน. มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรจักเป็นพระโสดาบัน; ถึงอทินนปุพพกพราหมณ์ก็เหมือนกัน. อาศัยกุลบุตรนี้ ความบูชาธรรมเป็นอันมากจักมี ด้วยประการฉะนี้,
               ในวันรุ่งขึ้น ทรงทำความปฏิบัติ (ชำระ) พระสรีระเสร็จแล้ว อันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต เสด็จถึงประตูเรือนของพราหมณ์โดยลำดับ.

               มัฏฐกุณฑลีทำใจให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า               
               ในขณะนั้น มัฏฐกุณฑลีมาณพกำลังนอนผินหน้าไปข้างในเรือน. พระศาสดาทรงทราบว่าไม่เห็นพระองค์, จึงได้เปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง. มาณพคิดว่า “นี่แสงสว่างอะไร?” จึงนอนพลิกกลับมา เห็นพระศาสดาแล้ว คิดว่า “เราอาศัยบิดาเป็นอันธพาล จึงไม่ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เห็นปานนี้แล้ว ทำความขวนขวายด้วยกาย หรือถวายทาน หรือฟังธรรม, เดี๋ยวนี้แม้แต่มือสองข้างของเราก็ยกไม่ไหว กิจที่ควรทำอย่างอื่นไม่มี" ดังนี้แล้ว ได้ทำใจเท่านั้นให้เลื่อมใส.

               เพราะใจเลื่อมใสทำกาละไปเกิดในเทวโลก               
               พระศาสดาทรงพระดำริว่า “พอละ ด้วยการที่มาณพนี้ทำใจให้เลื่อมใสประมาณเท่านั้น” ก็เสด็จหลีกไปแล้ว. เมื่อพระตถาคตพอกำลังเสด็จลับตาไป, มาณพนั้นมีใจเลื่อมใส ทำกาละแล้ว เป็นประดุจดังว่า หลับแล้วกลับตื่นขึ้น ไปเกิดในวิมานทองสูงประมาณ ๓๐ โยชน์ในเทวโลก.

               พราหมณ์คร่ำครวญถึงบุตร               
               ฝ่ายพราหมณ์ทำฌาปนกิจสรีระมาณพนั้นแล้ว ได้มีแต่การร้องไห้เป็นเบื้องหน้า, ไปที่ป่าช้า ทุกวันๆ ร้องไห้พลางบ่นพลางว่า “เจ้าลูกคนเดียวของพ่ออยู่ที่ไหน? เจ้าลูกคนเดียวของพ่ออยู่ที่ไหน?”

               เทพบุตรจำแลงกายไปหาพราหมณ์               
               (แม้) เทพบุตรแลดูสมบัติของตนแล้ว คิดว่า “สมบัตินี้เราได้ด้วยกรรมอะไร?” เมื่อพิจารณาไปก็รู้ว่า “ได้ด้วยใจที่เลื่อมใสในพระศาสดา” ดังนี้แล้ว จึงคิดต่อไปว่า “พราหมณ์ผู้นี้ ในกาลเมื่อเราไม่สบาย หาได้ให้หมอประกอบยาไม่ เดี๋ยวนี้สิ ไปป่าช้าร้องไห้อยู่, ควรที่เราจะทำแกให้ถึงประการอันแปลก” ดังนี้แล้ว จึงจำแลงตัวเหมือนมัฏฐกุณฑลีมาณพ มาแล้ว ได้กอดแขนยืนร้องไห้อยู่ ในที่ไม่ไกลป่าช้า.

               เทพบุตรกับพราหมณ์โต้วาทะกัน               
               พราหมณ์เห็นเขาแล้ว จึงคิดว่า “เราร้องไห้เพราะโศกถึงบุตรก่อน, ก็มาณพนั่นร้องไห้ต้องการอะไรเล่า? เราจะถามเขาดู” ดังนี้แล้ว
               เมื่อจะถาม ได้กล่าวคาถานี้ว่า
                                   “ท่านตกแต่งแล้ว เหมือนมัฏฐกุณฑลี มีภาระ
                         คือระเบียบดอกไม้ มีตัวฟุ้งด้วยจันทน์เหลือง,
                         กอดแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ในกลางป่าช้า,
                         ท่านเป็นทุกข์อะไรหรือ?”
               มาณพกล่าวว่า
                                   “เรือนรถ ทำด้วยทองคำ ผุดผ่อง เกิดขึ้นแล้ว
                         แก่ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าหาคู่ล้อของมันยังไม่ได้
                         ข้าพเจ้าจักยอมเสียชีวิต เพราะความทุกข์นั้น.”
               ทีนั้น พราหมณ์ได้พูดกะเขาว่า
                                   “พ่อมาณพผู้เจริญ คู่ล้อของมันนั้น จะทำด้วย
                         ทองคำก็ตาม ทำด้วยแก้วก็ตาม ทำด้วยโลหะก็ตาม
                         ทำด้วยเงินก็ตาม ท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด,
                         ข้าพเจ้าจะรับประกันให้ท่านได้คู่ล้อ (ของมัน).”
               มาณพได้ฟังคำนั้น คิดว่า “พราหมณ์ผู้นี้ ไม่ทำยาให้แก่บุตรแล้ว ครั้นมาเห็นเรารูปร่างคล้ายบุตร ร้องไห้อยู่ ยังพูดว่า ‘เราจะทำล้อรถซึ่งทำด้วยทองคำเป็นต้นให้’, ช่างเถิด เราจักแกล้งแกเล่น” ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า “ท่านจะทำคู่ล้อให้แก่ข้าพเจ้าโตเท่าไร?” เมื่อพราหมณ์นั้นกล่าวว่า “ท่านจะต้องการโตเท่าไรเล่า?”
               จึงบอกว่า
                                   “ข้าพเจ้าต้องการด้วยพระจันทร์ และพระอาทิตย์
                         ทั้งสองดวง ท่านอันข้าพเจ้าขอแล้ว โปรดให้พระจันทร์
                         และพระอาทิตย์ทั้งสองนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.”
               มาณพนั้นกล่าวซ้ำแก่เขาว่า
                                   “พระจันทร์และพระอาทิตย์ ส่องแสงเป็นคู่กัน
                         ในวิถีทั้งสอง รถของข้าพเจ้าทำด้วยทองคำ ย่อมงาม
                         สมกับคู่ล้ออันนั้น.”
               ลำดับนั้น พราหมณ์พูดกับเขาว่า
                                   “พ่อมาณพ ท่านผู้ปรารถนาของที่ไม่ควรปรารถนา
                         เป็นคนเขลาแท้ๆ, ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านจักตายเสียเปล่า
                         จักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองเลย.”
               ลำดับนั้น มาณพจึงพูดกะพราหมณ์นั้นว่า “ก็บุคคลผู้ร้องไห้ เพื่อต้องการสิ่งซึ่งปรากฏอยู่ เป็นคนเขลา หรือว่าบุคคลผู้ร้องไห้เพื่อต้องการสิ่งซึ่งไม่ปรากฏอยู่ เป็นคนเขลาเล่า?” ดังนี้แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
                                   “แม้ความไปและความมา ของพระจันทร์
                         และพระอาทิตย์ก็ปรากฏอยู่ ธาตุคือวรรณะแห่ง
                         พระจันทร์และพระอาทิตย์ ก็ปรากฏอยู่ในวิถีทั้ง
                         สอง (ส่วน) ชนที่ทำกาละ ละไปแล้ว ใครก็ไม่แล
                         เห็น, บรรดาเราทั้งสอง ผู้คร่ำครวญอยู่ในที่นี้
                         ใครจะเป็นคนเขลากว่ากัน.”

               พราหมณ์ยอมจำนนแล้วชมเชยเทพบุตร               
               พราหมณ์สดับคำนั้นแล้ว กำหนดได้ว่า “มาณพนี่พูดถูก”
               จึงกล่าวว่า
                                   “พ่อมาณพ ท่านพูดจริงทีเดียว, บรรดาเราทั้งสอง
                         ผู้คร่ำครวญอยู่ (ในที่นี้) ข้าพเจ้าเองเป็นคนเขลากว่า,
                         ข้าพเจ้าอยากได้บุตรที่ทำกาละแล้วคืนมา เป็นเหมือน
                         ทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์”
               ดังนี้แล้ว เป็นผู้หายโศก เพราะถ้อยคำของมาณพนั้น,
               เมื่อจะทำความชมเชยมาณพ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
                                   “ท่านมารดข้าพเจ้า ซึ่งเป็น๑- ผู้ร้อนหนักหนา
                         เหมือนบุคคลดับไฟที่ติดน้ำมันด้วยน้ำ, ข้าพเจ้าย่อมยัง
                         ความกระวนกระวายทั้งปวง ให้ดับได้ ท่านผู้บรรเทา
                         ความโศกถึงบุตรของข้าพเจ้า อันความโศกครอบงำ
                         แล้ว ได้ถอนลูกศรคือความโศกอันเสียดหฤทัยข้าพเจ้า
                         ออกได้หนอ ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้มีลูกศรอันท่านถอนเสีย
                         แล้ว เป็นผู้เย็นสงบแล้ว, พ่อมาณพ ข้าพเจ้าหายเศร้า
                         โศก หายร้องไห้ เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน.”
____________________________
๑- สนฺตํ ในคาถาเท่ากับสมานํ

               พราหมณ์ซักถามเทพบุตร               
               ขณะนั้น พราหมณ์เมื่อจะถามเขาว่า “ท่านชื่ออะไร?” จึงกล่าวว่า
                                   “ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือว่าเป็น
                         ท้าวปุรินททสักกเทวราช, ท่านชื่อไร? หรือเป็น
                         บุตรของใคร? อย่างไร ข้าพเจ้าจะรู้จักท่านได้?”
               ลำดับนั้น มาณพบอกแก่เขาว่า
                                   “ท่านเผาบุตรคนใด ในป่าช้าเองแล้ว ย่อม
                         คร่ำครวญและร้องไห้ถึงบุตรคนใด บุตรคนนั้น
                         คือข้าพเจ้า ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นเพื่อน
                         ของเหล่าไตรทศ (เทพดา).”
               พราหมณ์ได้กล่าวว่า
                                   “เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมาก ในเรือนของตน
                         หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้นอยู่ ข้าพเจ้าไม่เห็น,
                         ท่านไปเทวโลกได้เพราะกรรมอะไร?”
               มาณพได้กล่าวว่า
                                   “ข้าพเจ้ามีโรค เจ็บลำบาก มีกายระส่ำระสาย
                         อยู่ในเรือนของตน, ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
                         กิเลสธุลี ข้ามความสงสัยเสียได้ เสด็จไปดี มีพระ
                         ปัญญาไม่ทราม, ข้าพเจ้านั้นมีใจเบิกบานแล้ว มีจิต
                         เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายอัญชลีแด่พระตถาคตเจ้า.
                         ข้าพเจ้าได้ทำกุศลกรรมนั้นแล้ว จึงได้ถึงความเป็น
                         เพื่อนของเหล่าไตรทศ (เทพดา).”

               พราหมณ์ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ               
               เมื่อมาณพนั้น กำลังพูดพร่ำอยู่นั่นเทียว, สรีระทั้งสิ้นของพราหมณ์ก็เต็มแล้วด้วยปีติ. เขาเมื่อจะประกาศปีตินั้น จึงกล่าวว่า
                                   “น่าอัศจรรย์หนอ น่าประหลาดหนอ วิบาก
                         ของการทำอัญชลีนี้ เป็นไปได้เช่นนี้ แม้ข้าพเจ้ามี
                         ใจเบิกบานแล้ว มีจิตเลื่อมใสแล้ว ถึงพระพุทธเจ้า
                         ว่า เป็นสรณะในวันนี้แล.”

               เทพบุตรโอวาทพราหมณ์แล้วก็หายตัวไป               
               ลำดับนั้น มาณพได้กล่าวตอบเขาว่า
               “ท่านจงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ถึงพระพุทธเจ้า ทั้งพระธรรม ทั้งพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะในวันนี้แล ท่านจงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสอย่างนั้นนั่นแล สมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดทำลาย, จงรีบเว้นจากปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) จงเว้นของที่เจ้าของยังไม่ให้ในโลก, จงอย่าดื่มน้ำเมา, จงอย่าพูดปด, และจงเป็นผู้เต็มใจด้วยภรรยาของตน.”
               เขารับว่า “ดีแล้ว” ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ว่า
               “ดูก่อนยักษ์๑- ท่านเป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, ดูก่อนเทพดา ท่านเป็นผู้ใคร่สิ่งที่เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าจะทำ (ตาม) ถ้อยคำของท่าน, ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเข้าถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะด้วย, ข้าพเจ้าเข้าถึงแม้พระธรรม ซึ่งไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่าว่าเป็นสรณะด้วย, ข้าพเจ้าเข้าถึงพระสงฆ์ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นมนุษย์ (พิเศษ) ดุจเทพดาว่าเป็นสรณะด้วย, ข้าพเจ้าจะรีบเว้นจากปาณาติบาต, เว้นของที่เจ้าของยังไม่ให้ในโลก, ไม่ดื่มน้ำเมา, ไม่พูดปด, และเป็นผู้เต็มใจด้วยภรรยาของตน.”
____________________________
๑- คำนี้ในที่อื่นหมายถึงผู้ดุร้าย แต่ในที่นี้ หมายถึงผู้อันบุคคลควรบูชา

               ลำดับนั้น เทพบุตรกล่าวกะเขาว่า “พราหมณ์ ทรัพย์ในเรือนของท่านมีมาก, ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วถวายทาน, จงฟังธรรม, จงถามปัญหา” ดังนี้แล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นแล.

               พราหมณ์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า               
               ฝ่ายพราหมณ์ไปเรือนแล้วเรียกนางพราหมณีมา พูดว่า “นางผู้เจริญ ฉันจักนิมนต์พระสมณโคดมแล้วทูลถามปัญหา, หล่อนจงทำสักการะ” ดังนี้แล้ว ไปสู่วิหาร ไม่ถวายบังคมพระศาสดาเลย ไม่ทำปฏิสันถาร ยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า
               “พระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์กับทั้งพระภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารแห่งข้าพระองค์ เพื่อเสวยในวันนี้.”
               พระศาสดาทรงรับแล้ว. เขาได้ทราบว่า พระศาสดาทรงรับแล้ว จึงมาโดยเร็ว ใช้คนให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารไว้ในเรือนของตน. พระศาสดาอันหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปสู่เรือนแห่งพราหมณ์นั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งไว้. พราหมณ์อังคาสแล้ว (เลี้ยงแล้ว) โดยเคารพ.
               มหาชนประชุมกัน. ได้ยินว่า เมื่อพระตถาคตอันพราหมณ์ผู้มิจฉาทิฏฐินิมนต์แล้ว, หมู่ชน ๒ พวกมาประชุมกัน คือพวกชนผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า “วันนี้ พวกเราจักคอยดูพระสมณโคดมที่ถูกพราหมณ์เบียดเบียนอยู่ ด้วยการถามปัญหา”, พวกชนผู้เป็นสัมมาทิฏฐิก็ประชุมกัน ด้วยตั้งใจว่า “วันนี้ พวกเราจักคอยดูพุทธวิสัย พุทธลีลา.”
               ลำดับนั้น พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระตถาคตผู้ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว นั่งบนอาสนะต่ำ ได้ทูลถามปัญหาว่า “พระโคดมผู้เจริญ มีหรือ ขึ้นชื่อว่า เหล่าชนที่ไม่ได้ถวายทานแก่พระองค์ ไม่ได้บูชาพระองค์ ไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้รักษาอุโบสถเลย ได้ไปเกิดในสวรรค์ ด้วยมาตรว่า ใจเลื่อมใสอย่างเดียวเท่านั้น”
               ศ. พราหมณ์ เหตุใดท่านมาถามเรา, ความที่ตนทำใจให้เลื่อมใสในเราแล้วเกิดในสวรรค์ อันมัฏฐกุณฑลีผู้บุตรของท่านบอกแก่ท่านมิใช่หรือ?
               พ. เมื่อไร? พระโคดมผู้เจริญ.
               ศ. วันนี้ ท่านไปป่าช้าคร่ำครวญอยู่. เห็นมาณพคนหนึ่ง กอดแขนคร่ำครวญอยู่ในที่ไม่ไกลแล้ว ถามว่า
                                   “ท่านตกแต่งแล้วเหมือนมัฏฐกุณฑลี มีภาระ
                         คือระเบียบดอกไม้ มีตัวฟุ้งด้วยจันทน์เหลือง”
               ดังนี้เป็นต้น มิใช่หรือ? เมื่อจะทรงประกาศถ้อยคำที่ชนทั้งสองกล่าวกันแล้ว ได้ตรัสเรื่องมัฏฐกุณฑลีทั้งหมด. เพราะฉะนั้นแล เรื่องมัฏฐกุณฑลีนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นพุทธภาษิต. ก็แล ครั้นพระศาสดาตรัสเล่าเรื่องมัฏฐกุณฑลีนั้นแล้ว จึงตรัสว่า “พราหมณ์ ใช่ว่าจะมีแต่ร้อยเดียวและสองร้อย, โดยที่แท้ การที่จะนับเหล่าสัตว์ซึ่งทำใจให้เลื่อมใสในเราแล้วเกิดในสวรรค์ย่อมไม่มี” มหาชนได้เป็นผู้เกิดความสงสัยแล้ว.
               ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบความที่มหาชนนั้นไม่สิ้นความสงสัย ได้ทรงอธิษฐานว่า “ขอมัฏฐกุณฑลีเทวบุตร จงมาพร้อมด้วยวิมานทีเดียว.” เธอมีอัตภาพอันประดับแล้วด้วยเครื่องอาภรณ์ทิพย์ สูงประมาณ ๓ คาวุตมาแล้ว ลงมาจากวิมาน ถวายบังคมพระศาสดาแล้วได้ยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.
               ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะตรัสถามเธอว่า “ท่านทำกรรมสิ่งไรจึงได้สมบัตินี้” ได้ตรัสพระคาถาว่า
                                   “เทพดา ท่านมีกายงามยิ่งนัก ยืนทำทิศ
                         ทั้งสิ้นให้สว่าง เหมือนดาวประจำรุ่ง, เทพดา
                         ผู้มีอานุภาพมาก เราขอถามท่าน (เมื่อ) ท่าน
                         เป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้.”
               เทพบุตรกราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ สมบัตินี้ข้าพระองค์ได้แล้ว เพราะทำใจให้เลื่อมใสในพระองค์.”
               ศ. สมบัตินี้ ท่านได้แล้ว เพราะทำใจให้เลื่อมใสในเราหรือ?
               ท. พระเจ้าข้า.
               มหาชนแลดูเทพบุตรแล้ว ได้ประกาศความยินดีว่า “แน่ะพ่อ! พุทธคุณน่าอัศจรรย์จริงหนอ บุตรของพราหมณ์ ชื่ออทินนปุพพกะ ไม่ได้ทำบุญอะไรๆ อย่างอื่น ยังใจให้เลื่อมใสในพระศาสดาแล้ว ได้สมบัติเห็นปานนี้.”

               ใจเป็นใหญ่ในกรรมทุกอย่าง               
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสแก่พวกชนเหล่านั้นว่า “ในการทำกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นใหญ่. เพราะว่า กรรมที่ทำด้วยใจอันผ่องใสแล้ว ย่อมไม่ละบุคคลผู้ไปสู่เทวโลกมนุษยโลก ดุจเงาฉะนั้น”
               ครั้นตรัสเรื่องนี้แล้ว พระองค์ผู้เป็นธรรมราชาได้ตรัสพระคาถานี้สืบอนุสนธิ ดุจประทับพระราชสาสน์ซึ่งมีดินประจำไว้แล้ว ด้วยพระราชลัญจกรว่า
                         ๒.  มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
                         มนสา เจ ปสนฺเนน                 ภาสติ วา กโรติ วา
                         ตโต นํ สุขมเนฺวติ                 ฉายาว อนุปายินี.
                         “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่
                         สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว
                         พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา
                         เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัวฉะนั้น.”

               แก้อรรถ               
               จิตที่เป็นไปใน ๔#- แม้ทั้งหมด เรียกว่าใจ ในพระคาถานั้นก็จริง โดยไม่แปลกกัน, ถึงอย่างนั้น เมื่อนิยม กะ กำหนดลงในบทนี้ ย่อมได้แก่จิตเป็นกามาพจรกุศล ๘ ดวง; ก็เมื่อกล่าวด้วยสามารถวัตถุ ย่อมได้แก่จิตประกอบด้วยญาณ เป็นไปกับด้วยโสมนัสแม้จากกามาพจรกุศลจิต ๔ ดวงเท่านั้น.
____________________________
#- ภูมิ ๔ คือ กามาวจรภูมิ ๑ รูปาวจรภูมิ ๑ อรูปาวจรภูมิ ๑ โลกุตรภูมิ ๑

               บทว่า ปุพฺพงฺคมา ความว่า ประกอบกับใจซึ่งเป็นผู้ไปก่อนนั้น ขันธ์ ๓ มีเวทนาเป็นต้น ชื่อว่าธรรม. แท้จริง ใจเป็นหัวหน้าของอรูปขันธ์ทั้ง ๓ มีเวทนาขันธ์เป็นต้นนั่น โดยอรรถ คือเป็นปัจจัยเครื่องให้เกิดขึ้น เหตุนั้น ขันธ์ทั้ง ๓ ประการนั่น จึงชื่อว่า มีใจเป็นหัวหน้า
               เหมือนอย่างว่า เมื่อทายกเป็นอันมากกำลังทำบุญ มีถวายบาตรและจีวรเป็นต้น แก่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ดี มีบูชาอันยิ่ง และฟังธรรม และตามประทีป และทำสักการะด้วยระเบียบดอกไม้เป็นต้นก็ดี ด้วยกัน เมื่อมีผู้กล่าวว่า “ใครเป็นหัวหน้าของทายกเหล่านั้น,” ทายกผู้ใดเป็นปัจจัยของพวกเขา, คือพวกเขาอาศัยทายกผู้ใดจึงทำบุญเหล่านั้นได้, ทายกผู้นั้นชื่อติสสะก็ตาม ชื่อปุสสะก็ตาม ประชุมชนย่อมเรียกว่า “เป็นหัวหน้าของพวกเขา” ฉันใด,
               คำอุปไมยซึ่งเป็นเครื่องให้เกิดเนื้อความถึงพร้อมนี้ บัณฑิตพึงทราบฉันนั้น.
               ใจ ชื่อว่าเป็นหัวหน้าของธรรมเหล่านี้ ด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัยเครื่องให้เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ เหตุนั้น ธรรมเหล่านี้จึงชื่อว่ามีใจเป็นหัวหน้า. แท้จริง ธรรมเหล่านั้น เมื่อใจไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้, ส่วนใจ เมื่อเจตสิกบางเหล่าถึงยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นได้แท้. และใจชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าธรรมเหล่านี้ ด้วยอำนาจเป็นอธิบดี เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านี้จึงชื่อว่ามีใจเป็นใหญ่. อนึ่ง สิ่งของทั้งหลายนั้นๆ เสร็จแล้วด้วยวัตถุมีทองคำเป็นต้น ก็ชื่อว่าสำเร็จแล้วด้วยทองคำเป็นต้น ฉันใด, ถึงธรรมทั้งหลายนั้นก็ได้ชื่อว่า สำเร็จแล้วด้วยใจ เพราะเป็นของเสร็จมาแต่ใจ ฉันนั้น.
               บทว่า ปสนฺเนน ความว่า ผ่องใสแล้ว ด้วยคุณทั้งหลาย มีความไม่เพ่งเล็งเป็นต้น.
               สองบทว่า ภาสติ วา กโรติ วา ความว่า บุคคลมีใจเห็นปานนี้ เมื่อจะพูด ย่อมพูดแต่วจีสุจริต ๔ อย่าง เมื่อจะทำ ย่อมทำแต่กายสุจริต ๓ อย่าง เมื่อไม่พูด เมื่อไม่ทำ ย่อมทำแต่มโนสุจริต ๓ อย่างให้เต็มที่ เพราะความที่ตัวเป็นผู้มีใจผ่องใสแล้ว ด้วยคุณทั้งหลายมีความไม่เพ่งเล็งเป็นต้นนั้น. กุศลกรรมบถ ๑๐ ของเขาย่อมถึงความเต็มที่ ด้วยประการอย่างนี้.
               บาทพระคาถาว่า ตโต นํ สุขมเนฺวติ ความว่า ความสุขย่อมตามบุคคลนั้นไป เพราะสุจริต ๓ อย่างนั้น. กุศลทั้ง ๓ ภูมิ๒- พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์แล้วในที่นี้, เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบอธิบายว่า “ความสุขที่เป็นผล ซึ่งเป็นไปในกายและเป็นไปในจิต (โดยบรรยายนี้) ว่า ‘ความสุขมีกายเป็นที่ตั้งบ้าง ความสุขมีจิตนอกนี้เป็นที่ตั้งบ้าง’ ย่อมตามไป คือว่า ย่อมไม่ละบุคคลนั้น ผู้เกิดแล้วในสุคติภพก็ดี ตั้งอยู่แล้วในที่เสวยสุขในสุคติก็ดี เพราะอานุภาพแห่งสุจริตที่เป็นไปในภูมิ ๓.
____________________________
๒- ภูมิ ๓ คือ กามาวจรภูมิ ๑ รูปาวจรภูมิ ๑ อรูปาวจรภูมิ ๑

               มีคำถามสอดเข้ามาว่า “เหมือนอะไร”
               แก้ว่า “เหมือนเงามีปกติไปตามตัว”
               อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมดา เงาเป็นของเนื่องกับสรีระ เมื่อสรีระเดินไป มันก็เดินไป, เมื่อสรีระหยุดอยู่ มันก็หยุด, เมื่อสรีระนั่ง มันก็นั่ง, ไม่มีใครสามารถที่จะว่ากล่าวกะมันด้วยถ้อยคำอันละเอียดก็ดี ด้วยถ้อยคำอันหยาบก็ดีว่า “เจ้าจงกลับไปเสีย หรือเฆี่ยนตีแล้วจึงให้กลับได้.”
               ถามว่า “ เพราะเหตุไร?”
               ตอบว่า “เพราะมันเป็นของเนื่องกับสรีระ ฉันใด. ความสุขที่เป็นไปในกายและเป็นไปในจิต ต่างโดยสุขมีกามาพจรสุขเป็นต้น มีกุศลแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ที่บุคคลประพฤติมากแล้วและประพฤติดีแล้ว เป็นรากเหง้า ย่อมไม่ละ(บุคคลนั้น) ในที่แห่งเขาไปแล้วและไปแล้ว เหมือนเงาไปตามตัว ฉันนั้นแล.”
               ในกาลจบคาถา ความตรัสรู้ธรรมได้มีแล้วแก่เหล่าสัตว์แปดหมื่นสี่พัน, มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตั้งอยู่แล้วในพระโสดาปัตติผล, อทินนปุพพกพราหมณ์ ก็เหมือนกัน. เขาได้หว่านสมบัติใหญ่ถึงเท่านั้น ลงไว้ในพระพุทธศาสนาแล้ว ดังนี้แล.

               เรื่องมัฏฐกุณฑลี จบ.               
               ------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 10อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 11อ่านอรรถกถา 25 / 12อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=268&Z=329
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com