ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑

หน้าต่างที่   ๖ / ๑๔.

               ๖. เรื่องจุลกาลและมหากาล [๖]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยเสตัพยนคร ประทับอยู่ในป่าไม้ประดู่ลาย ทรงปรารภจุลกาลและมหากาล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ” เป็นต้น.

               พี่น้อง ๓ คนทำการค้าขาย               
               ความพิสดารว่า กุฏุมพี๑- ชาวเสตัพยนคร ๓ พี่น้อง คือ จุลกาล ๑ มัชฌิมกาล ๑ มหากาล ๑. บรรดาพี่น้อง ๓ คนนั้น พี่ชายใหญ่และน้องชายน้อยเที่ยวไปในทิศทั้งหลาย นำสิ่งของมาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม. มัชฌิมกาลขายสิ่งของที่พี่และน้องทั้งสองนำมา.
               ต่อมาสมัยหนึ่ง พี่น้องทั้งสองนั้นบรรทุกสิ่งของต่างๆ ด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มไปสู่กรุงสาวัตถี ปลดเกวียนทั้งหลายในระหว่างกรุงสาวัตถีและพระเชตวัน (ต่อกัน).
____________________________
๑- กุฏุมพี คือคนมั่งมี คนมีทรัพย์สมบัติมาก, ผู้ครองเรือน, พ่อเรือน, ผู้ดูแลการงาน

               มหากาลฟังธรรมแล้วลาน้องชายไปบวช               
               ในพี่น้อง ๒ คนนั้น มหากาลเห็นอริยสาวกทั้งหลายชาวกรุงสาวัตถี มีมือถือระเบียบดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรมในเวลาเย็น จึงถามว่า “ชนเหล่านี้ไปไหนกัน?” ได้ฟังความนั้นแล้วคิดว่า “แม้เราก็จักไป” เรียกน้องชายมาแล้วบอกว่า “พ่อ! เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทในเกวียนทั้งหลาย, ฝ่ายเราจักไปฟังธรรม” ดังนี้แล้ว ไปถวายบังคมพระตถาคต นั่งที่สุดบริษัทแล้ว.
               วันนั้น พระศาสดา เมื่อจะตรัสอนุปุพพีกถาตามอัธยาศัยของมหากาลนั้น จึงตรัสโทษความเลวทรามและความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย โดยปริยายเป็นอันมาก ด้วยสามารถแห่งสูตรมี ทุกขักขันธสูตร เป็นอาทิ.
               มหากาลได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงคิดว่า “นัยว่า คนเราจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป, โภคะ (และ) ญาติทั้งหลาย ย่อมไม่ติดตามบุคคลผู้ไปปรโลกเลย, เราจะต้องการอะไรด้วยการครองเรือน เราจักบวชละ,”
               เมื่อมหาชนถวายบังคมแล้วหลีกไป, ทูลขอบรรพชากะพระศาสนา, เมื่อพระศาสดารับสั่งว่า “ผู้ที่ท่านควรลาไรๆ ไม่มีหรือ?” ทูลว่า “น้องชายของข้าพระองค์มี พระเจ้าข้า” เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ถ้ากระนั้น เธอจงลาเขาเสีย,” ทูลรับว่า “ดีละ พระเจ้าข้า” กลับมาบอกน้องชาย ดังนี้ว่า “พ่อ เจ้าจงปกครองสมบัติทั้งหมดนี้เถิด.”
               จ. ก็พี่เล่า? ขอรับ.
               ม. พี่จักบวชในสำนักของพระศาสดา.
               เขาอ้อนวอนพี่ชายนั้นด้วยประการต่างๆ ก็ไม่อาจให้กลับได้, จึงกล่าวว่า “ดีละพี่ ขอพี่จงทำตามอัธยาศัยเถิด” มหากาลไปบวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว.
               ฝ่ายจุลกาลก็ (ไป) บวช ด้วยตั้งใจว่า “เราจักชวนพี่ชายสึก”

               พระมหากาลบำเพ็ญโสสานิกธุดงค์               
               ในกาลต่อมา มหากาลได้อุปสมบทแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามถึงธุระในพระศาสนา, เมื่อพระศาสดาตรัสบอกธุระ ๒ อย่างแล้ว, ทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่สามารถบำเพ็ญคันถธุระได้ เพราะข้าพระองค์บวชในกาลเป็นคนแก่, แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์” ทูลให้พระองค์ตรัสบอกโสสานิกธุดงค์จนถึงพระอรหัต, ครั้นล่วงปฐมยาม เมื่อชนนอนหลับหมดทุกคนแล้ว, ไปสู่ป่าช้า เวลาจวนรุ่ง เมื่อชนทั้งหมดยังไม่ทันลุกขึ้น (ตื่น) เลย กลับมายังวิหาร.

               ระเบียบของผู้อยู่ในป่าช้า               
               ครั้งนั้น หญิงสัปเหร่อคนหนึ่งชื่อกาลี ผู้เฝ้าป่าช้า เห็นที่ยืนที่นั่งและที่จงกรมของพระเถระเข้า คิดว่า “ใครหนอมาในที่นี้? เราจักคอยจับตัว” เมื่อไม่อาจจับได้, วันหนึ่ง จึงตามประทีปไว้ที่กระท่อมใกล้ป่าช้า พาบุตรธิดาไปแอบอยู่ในที่ส่วนข้างหนึ่ง เห็นพระเถระเดินมาในมัชฌิมยาม จึงไปไหว้แล้วพูดว่า “ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าพำนักอยู่ในที่ของพวกดิฉันนี้หรือ?”
               ถ. จ้ะ อุบาสิกา.
               ญ. ท่านผู้เจริญ ธรรมดาผู้อยู่ในป่าช้าทั้งหลายเรียนระเบียบ (ก่อน) จึงจะควร.
               พระเถระไม่กล่าวว่า “ก็ข้าพเจ้าจักประพฤติในระเบียบที่เจ้าบอกแล้วอย่างไรเล่า?” กลับกล่าวว่า “ทำอย่างไรเล่าจึงจะควร? อุบาสิกา.”
               ญ. ท่านผู้เจริญ ธรรมดาผู้อยู่ในป่าช้าทั้งหลาย ควรแจ้งความที่ตนอยู่ในป่าช้าแก่ผู้เฝ้าป่าช้า พระมหาเถระในวิหาร และนายบ้าน.
               ถ. เพราะเหตุไร?
               ญ. เพราะพวกโจรทำกรรมแล้ว ถูกพวกเจ้าของ (ทรัพย์) สะกดตามรอยเท้าไป จึงทิ้งห่อภัณฑะไว้ในป่าช้าแล้วหลบหนีไป; เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกมนุษย์ก็ (รุมกัน) ทำอันตรายแก่คนที่อยู่ในป่าช้า แต่เมื่อได้แจ้งความแก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นแล้ว, เจ้าหน้าที่เหล่านั้นย่อมช่วยกันป้องกันอันตรายได้ ด้วยกล่าวรับรองว่า ‘พวกข้าพเจ้าทราบความที่ท่านผู้เจริญนี้อยู่ในที่นี้สิ้นกาลประมาณเท่านี้, ท่านผู้เจริญรูปนี้มิใช่โจร’ เพราะฉะนั้น ควรบอกแก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้น.
               ถ. กิจอื่นอะไรเล่า? ที่ข้าพเจ้าควรทำ.
               ญ. ท่านผู้เจริญ ธรรมดาพระผู้เป็นเจ้า ผู้อยู่ในป่าช้า จำต้องเว้นวัตถุทั้งหลายมีปลา เนื้อ แป้ง งาและน้ำอ้อยเป็นต้นเสีย, ไม่ควรจำวัดกลางวัน ไม่ควรเป็นผู้เกียจคร้าน ควรปรารภความเพียร, ควรเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่ใช่เจ้าเล่ห์ เป็นผู้มีอัธยาศัยงาม,
               เวลาเย็น เมื่อชนหลับหมดแล้ว พึงมาจากวิหาร, เวลาจวนรุ่ง เมื่อหมู่ชนทุกคนยังไม่ลุกขึ้น (ตื่นนอน) เลย พึงไปวิหาร, ท่านผู้เจริญ ถ้าพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในที่นี้ด้วยอาการอย่างนี้ไซร้ จักอาจยังกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้,
               ถ้าหมู่ชนนำศพมาทิ้ง, ดิฉันจะยกขึ้นสู่เรือนยอดอันดาดด้วยผ้ากัมพล๑- ทำสักการะด้วยวัตถุทั้งหลายมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นแล้ว จักทำการปลงศพ, ผิว่า พระผู้เป็นเจ้าจักยังไม่อาจเพื่อยังกิจแห่งบรรพชิต ให้ถึงที่สุดได้ไซร้, ดิฉันจะยกขึ้นสู่เชิงตะกอนแล้วติดไฟเผา เอาขอเกี่ยวลาก (ศพ) ออกมาวางไว้ภายนอก ทอนด้วยขวาน เฉือนให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่แล้วใส่ในไฟ แสดงแก่ท่าน (พระผู้เป็นเจ้า) แล้วจึงค่อยเผา.
____________________________
๑- ผ้าทำด้วยขนสัตว์

               ทีนั้น พระเถระสั่งนางกาลีนั้นว่า “ดีละ นางผู้เจริญ ก็นางเห็นรูปารมณ์อย่างหนึ่งแล้ว จงบอกแก่ข้าพเจ้านะ.” นางกาลีรับว่า “จ้ะ.” พระเถระทำสมณธรรมอยู่ในป่าช้าตามอัธยาศัย (ของตน).

               พระจุลกาลกลุ้มใจ               
               ส่วนพระจุลกาลเถระผุดลุกผุดนั่ง รัญจวนถึงฆราวาส คิดถึงบุตรและภรรยา คิดว่า “พี่ชายของเรานี้ ทำกรรมหนักยิ่ง”

               พระมหากาลพิจารณาศพกุลธิดา               
               ลำดับนั้น กุลธิดาคนหนึ่งได้ทำกาละในเวลาเย็น ซึ่งยังมิทันเหี่ยวแห้ง ซูบซีด เพราะพยาธิกำเริบขึ้นในครู่เดียวนั้น. พวกญาติหามศพกุลธิดานั้นไปสู่ป่าช้าในเวลาเย็น พร้อมด้วยเครื่องเผาต่างๆ มีฟืนและน้ำมันเป็นต้น ให้ค่าจ้างแก่หญิงเฝ้าป่าช้า ด้วยคำว่า “นางจงจัดการเผาศพนี้” ดังนี้แล้ว มอบ (ศพ) ให้แล้วหลีกไป.
               นางเปลื้องผ้าห่มของกุลธิดานั้นออกแล้ว เห็นสรีระซึ่งตายเพียงครู่เดียวนั้น แสนประณีต มีสีดังทองคำ จึงคิดว่า “อารมณ์นี้ควรจะแสดงแก่พระผู้เป็นเจ้า” แล้วไปไหว้พระเถระ กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า อารมณ์ชื่อเห็นปานนี้ มีอยู่, ขอพระคุณเจ้าพึง (ไป) พิจารณาเถิด.”
               พระเถระรับว่า “จ้ะ” ดังนี้แล้วไป ให้เลิกผ้าห่มออกแล้ว พิจารณาตั้งแต่ฝ่าเท้าถึงปลายผมแล้ว พูดว่า “รูปนี้ประณีตยิ่งนัก มีสีดุจทองคำ, นางพึงใส่รูปนั้นในไฟ ในกาลที่รูปนั้นถูกเปลวไฟใหญ่ลวกแล้ว จึงบอกแก่ข้าพเจ้า” ดังนี้แล้ว ไปยังที่อยู่ของตนนั่นแล นั่งแล้ว. นางทำอย่างนั้นแล้วจึงแจ้งแก่พระเถระ, พระเถระไปพิจารณา. ในที่ถูกเปลวไฟกระทบแล้วๆ สีแห่งสรีระได้เป็นดังแม่โคด่าง. เท้าทั้งสองงอหงิกห้อยลง มือทั้งสองกำเข้า หน้าผากได้มีหนังปอกแล้ว.

               พระมหากาลบรรลุพระอรหัต               
               พระเถระพิจารณาว่า “สรีระนี้เป็นธรรมชาติทำให้ไม่วายกระสันแก่บุคคลผู้แลดูอยู่ในบัดเดี๋ยวนี้เอง, แต่บัดนี้ (กลับ) ถึงความสิ้นถึงความเสื่อมไปแล้ว.” กลับไปที่พักกลางคืน นั่งพิจารณาถึงความสิ้นและความเสื่อมอยู่ กล่าวคาถาว่า
                                   “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและ
                         เสื่อมไปเป็นธรรมดา, เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความ
                         สงบแห่งสังขารนั้นเป็นสุข”

               เจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.
               เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว, พระศาสดามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จจาริกไปยังเสตัพยนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ป่าไม้ประดู่ลาย.
               พวกภรรยาของพระจุลกาล ได้ยินว่า “ข่าวว่า พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้ว”, คิดว่า “พวกเราจัก (ช่วยกัน) จับสามีของพวกเรา” ดังนี้แล้ว ส่ง (คน) ไปให้ทูลอาราธนาพระศาสดา.

               ระเบียบปูอาสนะสมัยพุทธกาล               
               ก็ในสถานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงคุ้นเคย ควรที่ภิกษุรูปหนึ่งผู้บอกการปูอาสนะจะต้องล่วงหน้าไปก่อน.
               ก็อาสนะสำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงให้ปูในที่ท่ามกลาง,
               อาสนะสำหรับพระสารีบุตรเถระพึงให้ปูข้างขวา,
               อาสนะสำหรับพระมหาโมคคัลลานเถระ พึงให้ปูข้างซ้ายแห่งอาสนะของพระพุทธเจ้านั้น, อาสนะสำหรับภิกษุสงฆ์พึงให้ปูในข้างทั้งสองถัดจากที่นั้นไป. เพราะฉะนั้น พระมหากาลเถระพักอยู่ในที่ห่มจีวร ส่งพระจุลกาลไปว่า “เธอจงล่วงหน้าไปบอกการปูอาสนะ.”

               พระจุลกาลถูกหญิงจับสึก               
               พวกชนในเรือนทำการเสสรวลกับท่าน จำเดิมแต่กาลที่พวกเขาเห็นท่าน (แกล้ง) ปูอาสนะต่ำในที่สุดพระสังฆเถระ ปูอาสนะสูงในที่สุดของสังฆนวกะ๑- พระจุลกาลนอกนี้ ชี้แจงว่า “พวกเจ้าจงอย่าทำอย่างนั้น, จงปูอาสนะสูงในที่สูง ปูอาสนะต่ำในที่ต่ำ.”
____________________________
๑- ผู้ใหม่ในสงฆ์ หมายความว่า ผู้มีพรรษาน้อยกว่าทุกรูปในหมู่นั้น.

               พวกหญิงทำทีเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำของท่าน รุมกันว่า “ท่านเที่ยวทำอะไรอยู่? หน้าที่ให้ปูอาสนะไม่สมควรแก่ท่านหรือ? ท่านลาใครบวช? ท่านใครเป็นผู้ยอมให้บวช? มาในที่นี้ทำไม?” ดังนี้แล้ว ช่วยกันฉุดสบงและจีวรออกแล้ว ให้นุ่งผ้าขาว สวมเทริดมาลาบนศีรษะ แล้วส่งไปด้วยคำว่า “เธอจงไปนำเสด็จพระศาสดามา, พวกข้าพเจ้าจะปูอาสนะ.”
               จุลกาลดำรงอยู่ในภาวะแห่งภิกษุ สิ้นกาลไม่นาน ยังไม่ทันได้พรรษา ก็สึก จึงไม่รู้สึกอาย, เพราะฉะนั้น เขาจึงหมดความรังเกียจด้วยกิริยาอาการนั้นเสียทีเดียว ไปถวายบังคมพระศาสดาแล้ว พาภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมา.
               ก็ในกาลเสร็จภัตกิจของภิกษุสงฆ์ พวกภรรยาของพระมหากาลคิดกันว่า “หญิงพวกนี้รุมจับสามีของตนได้ พวกเราก็จักจับสามีของพวกเราบ้าง” จึงให้นิมนต์พระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่การเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น.

               พระมหากาลก็ถูกภรรยาจับสึก               
               ก็ในกาลนั้น ภิกษุรูปอื่นได้ไป (ชี้แจง) ให้ปูอาสนะ. หญิงเหล่านั้นไม่ได้โอกาสในขณะนั้น อาราธนาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้นั่งแล้ว ได้ถวายภิกษา.
               ก็จุลกาลมีภรรยา ๒ คน มัชฌิมกาลมี ๔ คน, มหากาลมี ๘ คน.
               ฝ่ายภิกษุทั้งหลายใคร่ทำภัตกิจ ได้นั่งทำภัตกิจแล้ว. พวกที่ใคร่ไปภายนอก ก็ได้ลุกไปแล้ว; ส่วนพระศาสดาประทับนั่งทรงทำภัตกิจ ในกาลเสร็จภัตกิจของพระองค์ หญิงเหล่านั้นทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหากาลทำอนุโมทนาแก่พวกข้าพระองค์แล้ว จึงจักไป, ขอพระองค์เสด็จไปก่อนเถิด.”
               พระศาสดาตรัสว่า “ดีละ” ได้เสด็จล่วงหน้าไปแล้ว.
               ครั้นถึงประตูบ้าน ภิกษุสงฆ์ก็ยกโทษว่า “ทำไม พระศาสดาจึงทรงทำเช่นนี้นี่? พระองค์ทรงทราบแล้วจึงทรงทำ หรือไม่ทรงทราบแล้ว ทรงทำหนอ? วานนี้ อันตรายแห่งบรรพชาเกิดขึ้นแก่จุลกาล เพราะการล่วงหน้าไปก่อน, วันนี้ อันตรายมิได้มี เพราะภิกษุอื่นล่วงหน้าไปก่อน, บัดนี้ พระศาสดารับสั่งให้พระมหากาลยับยั้งอยู่๑- แล้วเสด็จมา, ก็ภิกษุผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระ หญิงเหล่านั้นจักทำอันตรายแห่งบรรพชาแก่พระมหากาลนั้นได้ละหรือ?”
____________________________
๑- นิวตฺเตตฺวา ตามศัพท์ว่า ให้กลับ.

               พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว เสด็จกลับมาประทับยืนอยู่ ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกล่าวอะไรกัน?” ภิกษุเหล่านั้นทูลความนั้นแล้ว.
               ศ. ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอสำคัญมหากาลเหมือนจุลกาลหรือ?
               ภ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า เพราะจุลกาลนั้นมีภรรยา ๒ คน (ส่วน) พระมหากาลนี้มีถึง ๘ คน, เธอถูกภรรยาทั้ง ๘ รุมจับไว้แล้ว จักทำอะไรได้ พระเจ้าข้า?

               พระมหากาลเป็นผู้ไม่หวั่นไหว               
               พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น, จุลกาล ลุกขึ้น ลุกขึ้นพร้อมแล้ว มากไปด้วยอารมณ์ว่างามอยู่ เป็นเช่นกับต้นไม้ที่มีกำลังไม่แข็งแรง ตั้งอยู่ริมเหวและเขาขาด, ส่วนมหากาลบุตรของเรา ตามเห็นอารมณ์ว่าไม่งามอยู่ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวเลย เหมือนภูเขาหินแท่งทึบ”
               ดังนี้แล้ว ได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า
                         ๖. สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ
                         โภชนมฺหิ อมตฺตยญฺญุ ํ กุสีตํ หีนวีริยํ
                         ตํ เว ปสหติ มาโร                วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ.
                         อนุภานุปาสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ
                         โภชนมฺหิ จ มตฺตตญฺญุ ํ สทฺธํ อารทฺธวีริยํ
                         ตํ เว นปฺปสหติ มาโร วาโต เสลํว ปพฺพตํ.
                         “ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างาม ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย
                         ไม่รู้ประมาณในโภชนะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลว
                         ทรามอยู่ ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานได้, เปรียบเหมือน
                         ต้นไม้ที่มีกำลังไม่แข็งแรง ลมรังควานได้ฉะนั้น. (ส่วน)
                         ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่าไม่งาม สำรวมดีในอินทรีย์ทั้งหลาย
                         รู้ประมาณในโภชนะ มีศรัทธาและปรารภความเพียรอยู่
                         ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานไม่ได้, เปรียบเหมือนภูเขาหิน
                         ลมรังควานไม่ได้ ฉะนั้น.”

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภานุปสฺสึ ได้แก่ ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างาม.
               อธิบายว่า ผู้ปล่อยใจไปในอารมณ์ที่น่าปรารถนาอยู่. ก็บุคคลใด เมื่อถือโดยนิมิต๑- โดยอนุพยัญชนะ๒- ย่อมถือว่า “เล็บทั้งหลายงาม” ถือว่า “นิ้วทั้งหลายงาม” ถือว่า “มือทั้งสอง เท้าทั้งสอง แข้งทั้งสอง ขาทั้งสอง สะเอว ท้อง ถันทั้งสอง คอ ริมฝีปาก ฟันทั้งหลาย ปาก จมูก ตาทั้งสอง หูทั้งสอง คิ้วทั้งสอง หน้าผาก ผมทั้งหลาย งาม.” ถือว่า “ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง งาม.” (หรือ) ถือว่า “สีงาม ทรวดทรงงาม.” บุคคลนี้ชื่อว่าตามเห็นอารมณ์ว่างาม. ผู้นั้นคือผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างามอย่างนั้นอยู่.
               บทว่า อินฺทฺริเยสุ ได้แก่ ในอินทรีย์๓- ๖ มีจักษุเป็นต้น.
____________________________
๑- ได้แก่รวบถือทั้งหมด.
๒- ได้แก่แยกถือเป็นส่วนๆ เช่น ผมงาม เล็บงามเป็นต้น
๓- อินทรีย์ ๖ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์.

               บทว่า อสํวุตํ ได้แก่ ผู้ไม่รักษาทวารทั้งหลาย มีจักษุทวารเป็นต้น.
               บทว่า อมตฺตญฺญุ ํ ความว่า ชื่อว่าผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ เพราะไม่รู้ประมาณนี้ คือประมาณในการแสวงหา ประมาณในการรับ ประมาณในการบริโภค.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้ไม่รู้จักประมาณ เพราะไม่รู้ประมาณแม้นี้ คือประมาณในการพิจารณา ประมาณในการสละ คือไม่ทราบแม้ว่า “โภชนะนี้ประกอบด้วยธรรม นี้ไม่ประกอบด้วยธรรม.”
               บทว่า กุสีตํ ความว่า ชื่อว่าผู้เกียจคร้าน เพราะความเป็นผู้เป็นไปในอำนาจของกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก.
               บทว่า หีนวีริยํ ความว่า ผู้ไม่มีความเพียร คือผู้เว้นจากการทำความเพียรในอิริยาบถทั้งสี่.
               บทว่า ปสหติ แปลว่า ย่อมครอบงำ คือ ย่ำยี.
               บาทพระคาถาว่า วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ ความว่า เหมือนลมมีกำลังแรง รังควานต้นไม้ที่มีกำลังไม่แข็งแรง ซึ่งเกิดริมเขาขาด.
               อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ลมนั้นยังส่วนต่างๆ มีดอก ผล ใบอ่อนเป็นต้นแห่งต้นไม้นั้นให้ร่วงลงบ้าง หักกิ่งน้อยบ้าง หักกิ่งใหญ่บ้าง พัดถอนต้นไม้นั้นพร้อมทั้งราก ทำให้รากขึ้นเบื้องบน กิ่งลงเบื้องล่าง ฉันใด;
               มารคือกิเลส อันเกิดในภายใน ย่อมรังควานบุคคลผู้เห็นปานนั้นได้ ฉันนั้นเหมือนกัน; คือกิเลสมารทำให้ต้องอาบัติเล็กๆ น้อยๆ เหมือนลมมีกำลังแรง พัดส่วนต่างๆ มีดอก ผล ใบอ่อนเป็นต้นแห่งต้นไม้ที่ไม่แข็งแรงให้ร่วงลงบ้าง, ทำให้ต้องอาบัติมีนิสสัคคิยะเป็นต้น เหมือนลมมีกำลังแรง ทำการหักกิ่งไม้เล็กๆ บ้าง, ทำให้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑๓ เหมือนลมมีกำลังแรง ทำการหักกิ่งไม้ใหญ่บ้าง, ทำให้ต้องอาบัติปาราชิก นำออกจากศาสนา อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ให้ถึงความเป็นคฤหัสถ์โดย ๒-๓ วันเท่านั้น เหมือนลมมีกำลังแรงถอน (ต้นไม้) ทำให้โค่นลง มีรากขึ้นเบื้องบน มีกิ่งลงเบื้องล่างบ้าง. กิเลสมารย่อมยังบุคคลเห็นปานนั้น ให้เป็นไปในอำนาจของตน.
               บทว่า อสุภานุปสฺสึ ความว่า ผู้เห็นอารมณ์ไม่งาม๑- ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าไม่งาม. คือประกอบในมนสิการ โดยความเป็นของปฏิกูลได้แก่เห็นผมทั้งหลาย โดยความไม่งาม เห็นขน เล็บ ฟัน หนัง สี ทรวดทรง โดยความไม่งาม.
____________________________
๑- อสุภ อารมณ์อันไม่งาม มี ๑๐ คือ
               ๑. อุทธุมาตกอสุภ อสุภที่ขึ้นพอง
               ๒. วินีลกอสุภ อสุภที่มีสีเขียว
               ๓. วิปุพพกอสุภ อสุภที่มีหนองไหลออก
               ๔. วิจฺฉิทฺทกอสุภ อสุภที่เขาสับฟัน เป็นท่อนๆ
               ๕. วิกฺขายิตกอสุภ อสุภที่สัตว์ยื้อแย่งกิน
               ๖. วิกฺขิตฺตกอสุภ อสุภที่ขาดกลาง
               ๗. หตวิกฺขิตฺตกอสุภ อสุภที่ขาดกระจัดกระจาย
               ๘. โลหิตกอสุภ อสุภที่เปื้อนเลือด
               ๙. ปุฬุวกอสุภ อสุภที่มีหมู่หนอน
               ๑๐. อฏฺฐิกอสุภ อสุภที่มีแต่ร่างกระดูก.

               บทว่า อินฺทฺริเยสุ ได้แก่ ในอินทรีย์ ๖.
               บทว่า สุสํวุตํ ได้แก่ ผู้เว้นจากการถือ มีถือโดยนิมิตเป็นต้น คือผู้มีทวารอันปิดแล้ว.
               บทว่า มตฺตญฺญุ ํ ความว่า ผู้รู้จักประมาณในโภชนะ โดยตรงกันข้ามกับความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณ.
               บทว่า สทฺธํ ความว่า ผู้ประกอบด้วยโลกิยสัทธา มีอันเชื่อกรรมและผลเป็นลักษณะอย่างหนึ่ง และประกอบด้วยโลกุตรสัทธา กล่าวคือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในวัตถุ ๓#- อย่างหนึ่ง.
____________________________
#- วัตถุ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์.

               บทว่า อารทฺธวีริยํ ได้แก่ ผู้ประคองความเพียร คือผู้มีความเพียรเต็มที่.
               บทว่า ตํ เว ได้แก่ บุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น.
               อธิบายว่า ลมมีกำลังอ่อน พัดเบาๆ ย่อมไม่อาจให้ศิลาแท่งทึบหวั่นไหวได้ ฉันใด; กิเลสมารที่มีกำลังทราม แม้เกิดขึ้นในภายใน ย่อมรังควาน (บุคคลนั้น) ไม่ได้ คือไม่อาจให้หวั่นไหว สะเทือน คลอนแคลนได้ ฉันนั้น.

               พระมหากาลเหาะหนีภรรยา               
               พวกหญิงแม้เหล่านั้นแลที่เป็นภรรยาเก่าของพระมหากาลนั้น ล้อมพระเถระแล้ว กล่าวคำเป็นต้นว่า “ท่านลาใครบวช บัดนี้ ท่านจักเป็นคฤหัสถ์หรือจักไม่เป็นเล่า?” ดังนี้แล้ว ได้เป็นผู้ใคร่เพื่อจะเปลื้องผ้ากาสายะทั้งหลาย (ของพระเถระ) ออก.
               พระเถระกำหนดอาการของหญิงเหล่านั้นได้แล้ว ลุกจากอาสนะที่นั่งแล้วเหาะไปด้วยฤทธิ์ ทำลายช่อฟ้าเรือนยอด ไปทางอากาศ, เมื่อพระศาสดาพอตรัสพระคาถาจบลง, ชมเชยพระสรีระของพระศาสดา ซึ่งมีวรรณะดังทองคำ ลงมาถวายบังคมพระบาทยุคลของพระตถาคตแล้ว.
               ในกาลจบคาถา ภิกษุผู้ประชุมกันดำรงอยู่ในอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

               เรื่องจุลกาลและมหากาล จบ.               
               --------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 10อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 11อ่านอรรถกถา 25 / 12อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=268&Z=329
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :