ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ ราชสูตร

               มหาวรรควรรณนาที่ ๕               
               อรรถกถาราชสูตร               
____________________________
๑- บาลีเป็นโสณเถรวรรค

               ราชสูตรที่ ๑ แห่งมหาวรรค มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า มลฺลิกาย เทวิยา สทฺธึ ความว่า กับพระมเหสีของพระองค์ ทรงพระนามว่า มัลลิกา. บทว่า อุปริปาสาทวรคโต ได้แก่ อยู่ชั้นบนปราสาทอันประเสริฐ. บทว่า โกจญฺโญ อตฺตนา ปิยตโร ความว่า ใครๆ อื่นที่เธอจะพึงรักยิ่งกว่าตนมีอยู่หรือ?
               เพราะเหตุไร พระราชาจึงตรัสถาม.
               เพราะพระนางมัลลิกานี้เป็นธิดาของนายมาลาการผู้เข็ญใจในกรุงสาวัตถี วันหนึ่ง ซื้อขนมจากตลาด ไปสวนดอกไม้ คิดว่าจักกิน จึงเดินไปพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ กำลังเข้าไปภิกษาจารสวนทางมา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายขนมนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระศาสดาทรงแสดงอาการประทับนั่งในที่เห็นปานนั้น. พระอานนท์เถระได้ปูจีวรถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในที่นั้น ทรงเสวยขนมนั้นแล้วบ้วนพระโอษฐ์ ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ. พระเถระทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิบากแห่งทานของหญิงนี้จักเป็นเช่นไร.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ วันนี้นางได้ถวายโภชนะแก่ตถาคตเป็นครั้งแรก ในวันนี้แหละ นางจักเป็นอัครมเหสี เป็นที่รัก เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโกศล.
               ก็ในวันนั้นนั่นเอง พระราชารบกับหลานในกาสิคาม พ่ายแพ้หนีมาเข้าเมือง หวังจะรอให้หมู่พลมา จึงเสด็จเข้าไปยังสวนดอกไม้นั้น. นางมัลลิกานั้นเห็นพระราชาเสด็จมา จึงปรนนิบัติท้าวเธอ. พระราชาทรงโปรดปรานในการปรนนิบัติของนางแล้วรับสั่งให้เรียกบิดามา ทรงประทานอิสริยยศเป็นอันมาก แล้วให้นำนางเข้ามายังภายในพระราชวัง ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี.
               ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาทรงดำริว่า เราให้อิสริยยศเป็นอันมากแก่นาง ถ้ากระไร เราพึงถามนางว่า ใครเป็นที่รักของเธอ. นางทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นที่รักของหม่อมฉัน แล้วจักย้อนถามเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักตอบแก่นางว่า เธอเท่านั้นเป็นที่รักของเรา. ดังนั้น พระราชา เมื่อจะทรงทำสัมโมทนียะเพื่อให้เกิดความสนิทสนมกันและกัน จึงตรัสถาม.
               ก็พระเทวีเป็นบัณฑิต เป็นอุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้า เป็นอุปัฏฐายิกาของสงฆ์ ทรงดำริว่า ปัญหานี้ไม่ควรเห็นแก่หน้ากราบทูลพระราชา เมื่อจะทูลตามความเป็นจริงนั้นแหละ จึงทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันไม่มีใครอื่นที่จะเป็นที่รักยิ่งไปกว่าตน.
               พระเทวี แม้ตรัสแล้วประสงค์จะกระทำอรรถที่ตนยืนยันให้ประจักษ์แก่พระราชาด้วยอุบาย จึงทูลถามพระราชาเหมือนที่พระราชาตรัสถามเองว่า พระพุทธเจ้าข้า ก็พระองค์มีใครอื่นเป็นที่รักยิ่งกว่าตน. ฝ่ายพระราชาไม่อาจกลับ (ความ) ได้ เพราะพระเทวีตรัสโดยลักษณะพร้อมทั้งกิจ แม้พระองค์เองก็ตรัสโดยลักษณะพร้อมทั้งกิจ จึงตรัสยืนยันเหมือนดังพระเทวีตรัสยืนยัน.
               ก็ครั้นตรัสยืนยันแล้ว เพราะความที่พระองค์มีปัญญาอ่อน จึงทรงดำริอย่างนี้ว่า เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ครอบครองปกครองปฐพีมณฑลใหญ่ การจะยืนยันว่า เราไม่เห็นคนอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ดังนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย แต่นางนี้เป็นหญิงถ่อย ชาติชั่ว เราตั้งไว้ในตำแหน่งสูง ก็ยังไม่รักเราผู้เป็นสามีอย่างแท้จริง ยังกล่าวต่อหน้าเราว่า ตนเท่านั้นเป็นที่รักแก่ตน ดังนี้ แล้วจึงไม่พอพระทัย ประท้วงว่า เธอรักพระรัตนตรัยมากกว่าหรือ.
               พระเทวีกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันปรารถนาสุขในสวรรค์ และสุขในมรรคเพื่อตน แม้พระรัตนตรัย หม่อมฉันก็รัก เพราะฉะนั้น ตนนั่นแลจึงเป็นที่รักยิ่งของหม่อมฉัน.
               ก็สัตวโลกทั้งหมดนี้ รักคนอื่นก็เพื่อประโยชน์ตนเองเท่านั้น แม้เมื่อปรารถนาบุตร ก็ปรารถนาว่า บุตรนี้จักเลี้ยงดูเราในยามแก่ เมื่อปรารถนาธิดา ก็ปรารถนาว่า ตระกูลของเราจักเจริญขึ้น เมื่อปรารถนาภริยา ก็ปรารถนาว่า จักบำเรอเท้าเรา เมื่อปรารถนาแม้คนอื่นจะเป็นญาติมิตรหรือพวกพ้อง ก็ปรารถนาเนื่องด้วยกิจนั้นๆ ดังนั้น ชาวโลกเป็นผู้เห็นแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น จึงรักคนอื่น
               รวมความว่า พระเทวีมีความประสงค์อย่างนี้แล.
               ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า นางมัลลิกานี้เป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม กล่าวว่า ตนนั่นแล เป็นที่รักยิ่งแก่เรา แม้ตนของเรานั้นแหละ ก็ปรากฏว่าเป็นที่รัก เอาเถอะ เราจักกราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา และเราจะจำเธอไว้ตามที่พระศาสดาทรงพยากรณ์แก่เราไว้. ก็ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลความนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข ราชา ปเสนทิโกสโล ฯเปฯ ปิยตโร ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระศาสดาทรงทราบโดยประการทั้งปวง ซึ่งเนื้อความนี้ คือที่พระราชาตรัสว่า สรรพสัตว์ในโลก ซึ่งมีตนเป็นที่รักยิ่งของตน จึงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงเนื้อความนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา ความว่า ส่งจิตไปด้วยอำนาจการแสวงหาทั่วหมดทั้ง ๑๐ ทิศ.
               บทว่า เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ ความว่า คนบางคนมีความอุตสาหะอย่างแรง แสวงหาบุคคลอื่น ผู้เป็นที่รักยิ่งแก่ตน ไม่พึงพบ คือไม่พึงประสบในที่ใดที่หนึ่ง คือในทุกทิศ.
               บทว่า เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ ความว่า สัตว์เหล่านั้นๆ ก็มีตนเป็นที่รักมาก คือเป็นพวกๆ เหมือนอย่างนั้น คือจะหาใครๆ ผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าตนไม่ได้.
               บทว่า ตสฺมา น หึเส ปรมตฺตกาโม ความว่า เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหมดรักตัวเอง คือรักสุข เกลียดทุกข์อย่างนี้ ฉะนั้น ผู้รักตนเมื่อปรารถนาหิตสุขเพื่อตนจึงไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์อื่น โดยที่สุดมดดำมดแดง ทั้งไม่เบียดเบียนด้วยปหรณวัตถุ มีฝ่ามือ ก้อนดิน และท้อนไม้เป็นต้น.
               จริงอยู่ เมื่อตนทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ทุกข์นั้นเป็นเหมือนก้าวออกมาจากกรรมที่ตนทำไว้แล้วนั้น จักปรากฏในตนเวลาใกล้ตาย. ก็ข้อนี้ เป็นธรรมดาของกรรมนั่นแล.

               จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๑               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ ราชสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 109อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 110อ่านอรรถกถา 25 / 111อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=2856&Z=2880
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :