ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ โสณสูตร

               อรรถกถาโสณสูตร               
               โสณสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อวนฺตีสุ ได้แก่ ในอวันตีรัฐ.
               บทว่า กุรุรฆเร ได้แก่ นครอันมีชื่ออย่างนั้น.
               บทว่า ปวตฺเต ปพฺพเต ได้แก่ ภูเขาอันชื่อว่าปวัตตะ. บางอาจารย์กล่าวว่า ปปาเต ดังนี้บ้าง.
               บทว่า โสโณ อุปาสโก กุฏิกณฺโณ ความว่า โดยนาม ชื่อว่าโสณะ ชื่อว่าอุบาสก เพราะประกาศความเป็นอุบาสกโดยถึงสรณะ ๓ เพราะทรงเครื่องประดับหูมีราคาหนึ่งโกฏิ ควรจะเรียกว่า โกฏิกัณณะ แต่เขารู้จักกันมากว่า กุฏิกัณณะ อธิบายว่า โสณะผู้เป็นเด็กดี.
               ก็โสณะอุบาสกนั้นฟังธรรมในสำนักของท่านพระมหากัจจายนะ เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา ตั้งอยู่ในสรณะและศีลจึงให้สร้างวิหารในที่อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ ใกล้ปวัตตบรรพต แล้วนิมนต์พระเถระให้อยู่ในวิหารนั้นบำรุงด้วยปัจจัยทั้ง ๔. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหากัจจานะ.
               เขาไปยังที่บำรุงของพระเถระตามเวลาอันสมควร และพระเถระก็ได้แสดงธรรมแก่เขา. ด้วยเหตุนั้น เขาจึงมีความสลดใจมาก เกิดความอุตสาหะในการประพฤติธรรมอยู่.
               คราวหนึ่ง เขาไปเมืองอุชเชนีกับหมู่เกวียน เพื่อต้องการค้าขาย เมื่อพักหมู่เกวียนไว้ในดงระหว่างทาง เพราะกลัวคนจะแออัดกัน จึงหลีกไปนอนหลับเสีย ณ ส่วนสุดด้านหนึ่ง. ในเวลาใกล้รุ่ง หมู่เกวียนก็ลุกไปเสีย แม้คนเดียวก็ไม่ปลุกให้โสณะอุบาสกตื่น คนแม้ทั้งหมดไม่ได้นึกถึง ได้พากันไปเสีย.
               เมื่อราตรีสว่างแล้ว เขาตื่นนอนแล้วลุกขึ้นไม่เห็นใครเลย จึงถือเอาทางที่หมู่เกวียนนั่นแหละไป เมื่อเดินไปนานๆ ก็แวะเข้าไปพักยังต้นไทรต้นหนึ่ง. ณ ต้นไทรนั้น เขาได้เห็นบุรุษคนหนึ่งมีร่างกายใหญ่โตดูผิดรูปร่าง ทั้งน่าเกลียด ตนเองแหละเคี้ยวกินเนื้อของตนที่หล่นจากกระดูก.
               ครั้นเห็นแล้วจึงถามว่า ท่านเป็นใคร?
               ป. ฉันเป็นเปรต ท่านผู้เจริญ
               โส. เพราะเหตุไร ท่านจึงทำอย่างนี้?
               ป. เพราะกรรมของตนเอง
               โส. ก็กรรมนั้นเป็นอย่างไร?
               เปรตเล่าว่า เมื่อชาติก่อน ฉันเป็นพ่อค้าโกงอยู่ในเมืองภารุกัจฉนคร หลอกลวงเอาของคนอื่นมาเคี้ยวกิน และเมื่อพระสมณะเข้าไปบิณฑบาต ก็ด่าว่า จงเคี้ยวกินเนื้อของพวกมึงซิ เพราะกรรมนั้น ฉันจึงได้เสวยทุกข์นี้ในบัดนี้.
               โสณะอุบาสกได้ฟังดังนั้น กลับได้ความสลดใจอย่างเหลือล้น. ต่อจากนั้น เมื่อเดินไป พบพวกเปรตเล็ก ๒ ตน มีโลหิตดำไหลออกจากปาก จึงถามเหมือนอย่างนั้นนั่นแล.
               ฝ่ายเปรตเหล่านั้นก็ได้แจ้งกรรมของตนแก่โสณะนั้น.
               ได้ยินว่า ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก เปรตเหล่านั้นเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายสิ่งของ ในภารุกัจฉนคร เมื่อมารดาของตนนิมนต์พระขีณาสพทั้งหลายให้มาฉัน จึงไปยังเรือนแล้ว ด่าว่า ทำไม แม่จึงให้สิ่งของของพวกเราแก่พวกสมณะ ขอให้โลหิตดำจงไหลออกจากปากของพวกสมณะผู้บริโภคโภชนะ ที่แม่ให้แล้วเถิด. เพราะกรรมนั้น เด็กเหล่านั้นจึงไหม้ในนรกแล้ว ก็บังเกิดในกำเนิดเปรต ด้วยเศษแห่งวิบากของกรรมนั้น จึงเสวยทุกข์นี้ในกาลนั้น.
               โสณะอุบาสกฟังคำแม้นั้น ได้เกิดความสลดใจอย่างเหลือล้น. เขาไปยังกรุงอุชเชนี ตรวจตราถึงงานที่ตนจะพึงทำนั้นแล้ว จึงกลับมายังเรือนประจำตระกูล เข้าไปหาพระเถระ ได้รับการปฏิสันถารแล้ว จึงแจ้งข้อความนั้นแก่พระเถระ.
               ฝ่ายพระเถระ เมื่อจะประกาศโทษในการเกิดทุกข์และอานิสงส์ในการดับทุกข์ แก่โสณะอุบาสกนั้น จึงแสดงธรรม. เขาไหว้พระเถระแล้ว ไปเรือนแล้วบริโภคอาหารมื้อเย็นแล้ว จึงเข้านอน พอหลับไปหน่อยหนึ่งเท่านั้น ก็ตื่นขึ้นนั่งบนที่นอนแล้ว เริ่มพิจารณาธรรมตามที่ตนได้สดับมา.
               เมื่อเธอพิจารณาธรรมนั้น และหวนระลึกถึงอัตภาพของเปรตเหล่านั้น สังขารทุกข์ปรากฏเป็นของน่ากลัวเสียยิ่งนัก จิตก็น้อมไปในบรรพชา. ครั้นราตรีสว่าง เธอชำระร่างกายเสร็จแล้ว เข้าไปหาพระเถระ แจ้งอัธยาศัยของตนให้ทราบแล้ว ขอบรรพชา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล โสณกุฏิกัณณะอุบาสก อยู่ในที่ลับ ฯลฯ ขอพระผู้เป็นเจ้ามหากัจจานะ จงให้กระผมบวชเถอะขอรับ ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า ยถา ยถา มีความสังเขปดังต่อไปนี้.
               พระผู้เป็นเจ้ามหากัจจานะแสดง บอก บัญญัติ เริ่มตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศธรรมโดยอาการใดๆ เมื่อเรา (โสณะ) ใคร่ครวญด้วยอาการนั้นๆ ย่อมปรากฏอย่างนี้ว่า
               พรหมจรรย์คือสิกขา ๓ นี้ที่จะพึงประพฤติให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว โดยรักษาไว้ไม่ให้ขาดจนวันเดียว จนถึงจิตดวงสุดท้าย (ตาย) ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว โดยทำไม่ให้มีมลทินด้วยมลทิน คือกิเลสแม้จนวันเดียวจนถึงจิตดวงสุดท้าย ให้เป็นเช่นกับสังข์ที่ขัดดีแล้ว คือเปรียบด้วยสังข์ที่ชำระจนสะอาดดี พรหมจรรย์นี้อันบุคคลผู้อยู่ครองเรือน คือผู้อยู่ในท่ามกลางเรือน จะประพฤติให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ฯลฯ มิใช่ทำได้ง่าย
               ไฉนหนอ เราพึงปลง คือพึงโกนผมและหนวดแล้ว ปกปิด คือนุ่งและห่มผ้าที่ชื่อว่ากาสายะ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาด คือผ้าที่สมควรแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ออกจากเรือนแล้ว บวชไม่มีเรือน. เพราะเหตุที่กรรมมีกสิกรรม และพาณิชยกรรมเป็นต้น อันเป็นประโยชน์แก่เรือน ท่านเรียกว่า อคาริยํ และอคาริยะนั้น ไม่มีในบรรพชา ฉะนั้น
               บรรพชาจึงชื่อว่า อนคาริยะ (กรรมไม่เป็นประโยชน์แก่เรือน). อธิบายว่า เราพึงออก คือพึงเข้าถึง ได้แก่พึงปฏิบัติกรรมอันไม่เป็นประโยชน์แก่เรือน คือบรรพชานั้น.
               โสณะอุบาสกแจ้งถึงเหตุที่ตนตรึกในที่ลับด้วยอาการอย่างนี้แก่พระเถระแล้ว มีความประสงค์จะปฏิบัติตามนั้น จึงเรียนว่า ขอพระผู้เป็นเจ้ามหากัจจานะ จงให้กระผมบวชเถอะขอรับ.
               ฝ่ายพระเถระใคร่ครวญว่า ญาณของเธอยังไม่แก่กล้าก่อน จึงรอคอยความแก่กล้าของญาณ ห้ามความพอใจในบรรพชา โดยนัยมีอาทิว่า ทำได้ยากแล ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า เอกภตฺตํ นี้ ท่านกล่าวหมายถึง การงดเว้นจากการบริโภคในเวลาวิกาล๑- ซึ่งกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุเป็นผู้มีภัตหนเดียว เว้นจากความกำหนัด เว้นจากการบริโภคในเวลาวิกาล.
               บทว่า เอกเสยฺยํ ได้แก่ นอนไม่มีเพื่อน.
               ก็ในคำว่า เอกเสยฺยํ นี้ เมื่อมุ่งถึงการนอนเป็นประธาน ท่านจึงแสดงกายวิเวกในอิริยาบถทั้ง ๔ ที่กล่าวแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ยืนคนเดียว เดินคนเดียว นั่งคนเดียว๒- ดังนี้ ไม่ใช่แสดงเพียงเป็นผู้ผู้เดียวนอน.
____________________________
๑- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๖ องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๑๐
๒- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๓

               บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ พรหมจรรย์ คือการเว้นจากเมถุน หรือศาสนพรหมจรรย์ คือการประกอบเนืองๆ ซึ่งไตรสิกขา. บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต ในโจทนัตถะ. บทว่า ตตฺเถว ได้แก่ ในเรือนนั่นเอง.
               บทว่า พุทฺธสาสนํ อนุยุญฺช ความว่า จงประกอบเนืองๆ ซึ่งศีลมีองค์ ๕ มีองค์ ๘ และมีองค์ ๑๐ ต่างโดยการกำหนดเป็นนิจศีล และอุโบสถศีลเป็นต้น และสมาธิภาวนา และปัญญาภาวนาอันสมควรแก่ศีลนั้น.
               จริงอยู่ พรหมจรรย์นี้อันอุบาสกพึงประพฤติเนืองๆ ในส่วนเบื้องต้น ชื่อว่าพระพุทธศาสนา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พรหมจรรย์ประกอบด้วยกาล มีภัตหนเดียว นอนคนเดียว ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลยุตฺตํ ความว่า ประกอบด้วยกาล กล่าวคือ วัน ๑๔, ๑๕, ๘ ค่ำ และวันปาฏิหาริยปักข์. อีกอย่างหนึ่ง เราพึงสามารถตลอดกาลอันควร คืออันเหมาะสมแก่ท่านผู้ประกอบเนืองๆ ในกาลตามที่กล่าวแล้ว อธิบายว่า ไม่ใช่บวชตลอดกาล.
               คำนั้นทั้งหมด ท่านกล่าวไว้เพื่อทำให้เหมาะสมในสัมมาปฏิบัติ เพราะกามทั้งหลายละได้ยาก เหตุญาณของท่านยังไม่แก่กล้า ไม่ใช่กล่าวเพื่อห้ามความพอใจในการบรรพชา.
               บทว่า ปพฺพชฺชาภิสงฺขาโร ได้แก่ เริ่ม คืออุตสาหะเพื่อบรรพชา.
               บทว่า ปฏิปสฺสมฺภิ ความว่า ระงับไป เพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า และเพราะความสังเวชยังไม่แก่กล้า. การบรรพชาของเธอระงับไปก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังดำรงตามวิถีที่พระเถระบอกให้แล้ว เข้าไปหาพระเถระตามกาลอันสมควรแล้ว นั่งใกล้ฟังธรรม. จิตของเธอเกิดขึ้นในการบรรพชาเป็นครั้งที่สอง โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               เธอแจ้งแก่พระเถระให้ทราบ. แม้ครั้งที่สอง พระเถระก็ยังห้าม.
               แต่ในวาระที่สาม พระเถระรู้ว่าเธอมีญาณแก่กล้าแล้ว จึงให้เธอบรรพชาด้วยคิดว่า บัดนี้เป็นเวลาที่จะให้เธอได้บรรพชา. ก็พระเถระให้เธอผู้บรรพชาแล้วนั้น แสวงหาคณะล่วงไปได้สามปี จึงให้อุปสมบท ซึ่งท่านหมายถึงกล่าวไว้ว่า ทุติยมฺปิ โข โสโณ ฯเปฯ อุปสมฺปาเทสิ ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปภิกฺขุโก แปลว่า มีภิกษุสองสามรูป.
               ได้ยินว่า ในคราวนั้น ภิกษุทั้งหลายโดยมากอยู่ในมัชฌิมประเทศเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในที่นั้นจึงมีภิกษุ ๒-๓ รูปเท่านั้น. ก็ภิกษุเหล่านั้นแยกกันอยู่อย่างนี้ คือในนิคมหนึ่งมีรูปเดียว ในนิคมหนึ่งมีสองรูป.
               บทว่า กิจฺเฉน แปลว่า โดยลำบาก. บทว่า กสิเรน แปลว่า โดยยาก.
               บทว่า ตโต ตโต ได้แก่ จากคามและนิคมเป็นต้นนั้นๆ.
               จริงอยู่ เมื่อพระเถระนำภิกษุ ๒-๓ รูปมา บรรดาภิกษุเหล่าอื่นที่นำมาก่อน ก็พากันหลีกไปด้วยกรณียกิจบางอย่างแล. เมื่อรอคอยกาลเล็กน้อย แล้วนำภิกษุเหล่านั้น กลับมาอีก ฝ่ายภิกษุนอกนี้ก็หลีกไป. การประชุมโดยการนำมาบ่อยๆ อย่างนี้ ได้มีโดยกาลนานทีเดียว. ก็ในกาลนั้น พระเถระได้อยู่แต่รูปเดียว.
               บทว่า ทสวคฺคํ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาเตตฺวา ความว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยสงฆ์ทสวรรคเท่านั้น แม้ในปัจจันตประเทศ.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระเถระทูลวิงวอนถึงเหตุอุปสมบทนี้ จึงทรงอนุญาตการอุปสมบทในปัจจันตประเทศด้วยสงฆ์ปัญจวรรค. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ติณฺณํ วสฺสานํ ฯเปฯ สนฺนิปาเตตฺวา ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า วสฺสํ วุฏฺฐสฺส ได้แก่ ผู้อุปสมบทแล้วเข้าพรรษาต้นแล้วออก.
               บทว่า เอทิโส จ เอทิโส จ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้ฟังมาว่า เห็นปานนี้ๆ คือทรงประกอบด้วยนามกายสมบัติ และรูปกายสมบัติเห็นปานนี้ และประกอบด้วยธรรมกายสมบัติเห็นปานนี้
               ด้วยคำว่า น โข เม โส ภควา สมฺมุขา ทิฏฺโฐ นี้
               อาจารย์ทั้งหลายหมายเอาความเป็นปุถุชนเท่านั้น กล่าวว่าท่านโสณะได้มีความประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ภายหลัง เธออยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระศาสดา ในเวลาใกล้รุ่งพระศาสดาทรงเชื้อเชิญ จึงทำไว้ในใจให้มีประโยชน์ถึงพระสูตร ๑๖ เป็นวรรค ๘ วรรค เฉพาะพระพักตร์พระศาสดา แล้วประมวลมาไว้ในใจทั้งหมด เป็นผู้รู้แจ้งอรรถและธรรม เมื่อจะกล่าวเป็นผู้มีจิตเป็นสมาธิ โดยมุขคือความปราโมทย์อันเกิดแต่ธรรม ในเวลาจบสรภัญญะ เริ่มตั้งวิปัสสนาพิจารณาสังขาร บรรลุพระอรหัตโดยลำดับ ก็เพื่อประโยชน์นี้เท่านั้น
               พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสั่งให้เธออยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระองค์.
               ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า คำว่า เรายังไม่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์แล ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาเฉพาะการเห็นรูปกายเท่านั้น.
               จริงอยู่ ท่านพระโสณะพอบวชแล้วก็เรียนกรรมฐานในสำนักของพระเถระ เพียรพยายามอยู่ ยังไม่ได้อุปสมบทเลย ได้เป็นพระโสดาบัน ครั้นอุปสมบทแล้วคิดว่า แม้อุบาสกทั้งหลายก็เป็นพระโสดาบัน ทั้งเราก็เป็นพระโสดาบัน ในข้อนี้จะคิดไปทำไมเล่า จึงเจริญวิปัสสนาเพื่อมรรคชั้นสูงได้อภิญญา ๖ ภายในพรรษานั้นเอง แล้วปวารณาด้วยวิสุทธิปวารณา ก็เพราะเห็นอริยสัจ จึงเป็นอันชื่อว่า เธอได้เห็นธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
               สมจริงดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า๓-
               ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม.
               เพราะฉะนั้น การเห็นธรรมกายจึงสำเร็จแก่เธอก่อนทีเดียว ก็แลครั้นปวารณาแล้ว เธอได้มีความประสงค์จะเห็นรูปกาย.
____________________________
๓- สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๑๖

               บาลีว่า ถ้าพระอุปัชฌาย์อนุญาตเราไซร้ ดังนี้ก็มี. แต่นักจาร จารว่า ภนฺเต.
               อนึ่ง บาลีว่า ดีละ ดีละ คุณโสณะ เธอจงไปเถอะคุณโสณะ ดังนี้ก็มี. แต่คำว่า มา อาวุโส ไม่มีในคัมภีร์บางฉบับ.
               อนึ่ง บทว่า เอวมาวุโส บาลีว่า โข อายสฺมา โสโณ ดังนี้ก็มี.
               จริงอยู่ วาทะว่าอาวุโสนั่นแหละ พวกภิกษุเคยประพฤติเรียกกันและกันมา ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่.
               อรรถแห่งบทมีอาทิว่า ภควนฺตํ ปาสาทิกํ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นแล.
               บทว่า กจฺจิ ภิกฺขุ ขมนียํ ความว่า ดูก่อนภิกษุ ยนต์คือสรีระของท่านนี้มีจักร ๔ มีทวาร ๙ เธอพึงอดทนได้แลหรือ คือเธอสามารถเพื่อจะอดทน คืออดกลั้น บริหารได้หรือ ได้แก่ ภาระคือทุกข์ไม่ครอบงำเธอหรือ.
               บทว่า กจฺจิ ยาปนียํ ความว่า เธออาจยังอัตภาพให้เป็นไป คือให้ดำเนินไปในกิจนั้นๆ ได้หรือ เธอไม่แสดงอันตรายอะไรหรือ.
               บทว่า กจฺจิสิ อปฺปกิลมเถน ความว่า เธอมาสิ้นทางไกลเท่านี้ ด้วยความไม่ลำบากบ้างหรือ.
               บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ท่านพระอานนท์ เมื่ออนุสรณ์ถึงพระพุทธจริยาคุณ จึงได้กล่าวคำนี้ในบัดนี้ โดยนัยมีอาทิว่า ยสฺส โข มํ ภควา นี้ได้เป็นคำที่เธอเคยคิดมาเป็นอาจิณวัตร.
               บทว่า เอกวิหาเร ได้แก่ ในพระคันธกุฎีเดียวกัน.
               จริงอยู่ พระคันธกุฎีในที่นี้ ท่านประสงค์ถึงวิหาร.
               บทว่า วตฺถุ ํ แปลว่า เพื่อจะอยู่.
               ในบทว่า นิสชฺชาย วีตินาเมตฺวา นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงกระทำปฏิสันถารในการเข้าสมาบัติแก่ท่านพระโสณะ ทรงเข้าสมาบัติทั้งหมดที่ทั่วไปแก่พระสาวก โดยอนุโลมและปฏิโลม สิ้นราตรีเป็นอันมาก ฯลฯ แล้วจึงเสด็จเข้าสู่วิหาร ฉะนั้น ฝ่ายท่านพระโสณะทราบความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าสมาบัตินั้นทั้งหมด อันสมควรแก่พระประสงค์นั้น สิ้นราตรีเป็นอันมาก ฯลฯ แล้วเข้าสู่วิหาร.
               ก็แล ครั้นเข้าไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต แม้เธอก็ทำจีวรให้เป็นกรณียกิจภายนอก (เปลื้องจีวร) แล้วยับยั้งด้วยการนั่ง ข้างพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า อชฺเฌสิ ได้แก่ ทรงสั่ง.
               บทว่า ปฏิภาตุ ตํ ภิกฺขุ ธมฺโม ภาสิตุ ํ ได้แก่ ดูก่อนภิกษุ การกล่าวธรรมจงปรากฏแก่เธอ คือจงมาในมุข คือญาณของเธอ อธิบายว่า จงกล่าวธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมา.
               บทว่า โสฬส อฏฺฐกวคฺคิกานิ ได้แก่ สูตร ๑๖ สูตรมีกามสูตรเป็นต้น อันเป็นวรรค ๘ วรรค. บทว่า สเรน อภณิ ได้แก่ ได้กล่าวด้วยเสียงอันขับไปตามสูตร อธิบายว่า กล่าวโดยสรภัญญะ. บทว่า สรภญฺญปริโยสาเน ได้แก่ ในการกล่าวเสียงสูงจบลง.
               บทว่า สุคฺคหิตานิ ได้แก่ เล่าเรียนโดยชอบ. บทว่า สุมนสิกตานิ ได้แก่ ใส่ใจด้วยดี.
               บุคคลบางคนในเวลาเล่าเรียน แม้เรียนโดยชอบ ภายหลังในเวลาทำไว้ในใจ โดยการสาธยายเป็นต้น ก็กล่าวพยัญชนะให้ผิดไป หรือทำบทหน้าบทหลังให้ผิดพลาดไป พระโสณะนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่. แต่พระโสณะนี้ใส่ใจตามที่เล่าเรียนมาโดยชอบทีเดียว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า สุมนสิกตานิ ได้แก่ ใส่ใจด้วยดี.
               บทว่า สุปธาริตานิ ได้แก่ แม้โดยอรรถเธอก็ทรงจำไว้ดีแล้ว. ก็เมื่อเธอทรงจำอรรถไว้ดีแล้ว ก็สามารถสวดบาลีได้อย่างถูกต้อง. บทว่า กลฺยาณิยาสิ วาจาย สมนฺนาคโต ความว่า เธอเป็นผู้ประกอบด้วยวาจาของชาวเมือง บริบูรณ์ด้วยบทและพยัญชนะอันกลมกล่อม ด้วยการกล่าวตามวิธีแห่งสิถิลและธนิตเป็นต้น.
               บทว่า วิสฏฺฐาย แปลว่า หลุดพ้น. ด้วยคำนั้น ท่านแสดงถึงความที่ท่านเป็นผู้มีวาทะว่าหลุดพ้น.
               บทว่า อเนลคลาย ความว่า โทษท่านเรียกว่า เอละ โทษของวาจานั้นไม่ไหลออกไป เหตุนั้น วาจานั้นชื่อว่า อเนลคลา อธิบายว่า วาจานั้นหาโทษมิได้.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อเนลคลาย ความว่า ด้วยวาจาอันหาโทษมิได้ และไม่คลาดเคลื่อนไป ชื่อว่าวาจาหาโทษมิได้ อธิบายว่า มีบทและพยัญชนะไม่คลาดเคลื่อน คือมีบทและพยัญชนะไม่ขาดหาย.
               จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสถาปนาเธอไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้กล่าววาจาไพเราะ โสณกุฎิกัณณะเป็นเลิศ.๔-
____________________________
๔- องฺ. เล่ม เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๗

               บทว่า อตฺถสฺส วิญฺญาปนิยา ความว่า ด้วยวาจาอันสามารถ เพื่อให้รู้แจ้งอรรถตามที่ประสงค์.
               บทว่า กติวสฺโส ความว่า ได้ยินว่า เธอดำรงอยู่ในส่วนที่ ๓ แห่งมัชฌิมวัย สมบูรณ์ด้วยอากัปปกิริยาแท้ ย่อมปรากฏแก่ชนเหล่าอื่น เหมือนบรรพชิตผู้บวชนาน ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม หมายถึงท่าน.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ข้อนั้นไม่ใช่เหตุ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านสมควรเพื่อจะเสวยสุขอันเกิดแต่สมาธิ แต่เพราะเหตุไร เธอจึงถึงความประมาทตลอดกาลเพียงเท่านี้ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะประกอบความนี้อีก พระศาสดาจึงตรัสถามท่านว่า เธอมีพรรษาเท่าไร? ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุ เธอกระทำชักช้าอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุไร.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสฺส แปลว่า เพราะเหตุไร.
               บทว่า เอวํ จิรํ อกาสิ แปลว่า ประพฤติช้าอยู่อย่างนี้. อธิบายว่า เพราะเหตุไร เธอจึงไม่เข้าถึงบรรพชา อยู่ในท่ามกลางเรือนเสียนานถึงอย่างนี้.
               บทว่า จิรํ ทิฏฺโฐ เม ได้แก่ ข้าพระองค์ได้เห็นโทษในกามทั้งหลายมานาน คือโดยกาลนาน.
               บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ในกิเลสกามและวัตถุกาม.
               บทว่า อาทีนโว แปลว่า โทษ.
               บทว่า อปิจ ความว่า แม้เมื่อข้าพระองค์เห็นโทษในกามทั้งหลายโดยประการบางอย่าง ข้าพระองค์ก็ไม่สามารถเพื่อจะออกจากการครองเรือนก่อน.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะการครองเรือนคับแคบ คือภาวะแห่งการครองเรือนมีกิจใหญ่กิจน้อย สูงๆ ต่ำๆ เข้ามาพัวพัน. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า พหุกิจฺโจ พหุกรณีโย มีกิจมาก มีกรณียะมาก ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยอาการทั้งปวงซึ่งอรรถนี้ว่า จิตของเธอผู้เห็นโทษในกามทั้งหลายตามความเป็นจริง แม้ชักช้าอยู่ไม่แล่นไป คือไม่กลิ้งตกไปโดยแท้ทีเดียว เหมือนหยาดน้ำบนใบบัวฉะนั้น.
               บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงถึงอรรถนี้ว่า เธอเมื่อทราบปวัตติและนิวัตติโดยชอบทีเดียว ย่อมไม่ยินดีในปวัตติกาล และแม้ในกาลบางคราว ซึ่งมีปวัตติกาลและนิวัตตินั้นเป็นนิมิต.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา อาทีนวํ โลเก ความว่า เห็นอาทีนพคือโทษด้วยจักษุคือปัญญาในสังขารโลกแม้ทั้งสิ้น โดยนัยมีอาทิว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนี้. ด้วยคำนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงวิปัสสนาวาระ.
               บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ นิรูปธึ ความว่า รู้ความไม่มีอุปธิ คือนิพพานธรรม เพราะสละอุปธิทั้งปวงได้ขาด คือกระทำอมตธรรม กล่าวคือวิเวกอันเป็นเครื่องสลัดทุกข์ให้แจ่มแจ้ง แทงตลอดด้วยมรรคญาณ ตามความเป็นจริง.
               พึงเห็นเหตุและอรรถของบทเหล่านี้ว่า ทิสฺวา ญตฺวา เหมือนในประโยคมีอาทิว่า เพราะดื่มเปรียงจึงมีกำลัง. เพราะเห็นราชสีห์ ความกลัวจึงมี. เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะจึงหมดไป.๕-
____________________________
๕- องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๔๖ อภิ. ปุ. เล่ม ๓๖/ข้อ ๑๗

               บทว่า อริโย น รมติ ปาเป ความว่า สัปบุรุษ ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากกิเลส ย่อมไม่ยินดีในบาป แม้ประมาณน้อย.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะคนสะอาด ย่อมไม่ยินดีในบาป อธิบายว่า บุคคลบริสุทธิ์ เพราะมีกายสมาจารหมดจดด้วยดี ย่อมไม่ยินดี คือย่อมไม่เพลิดเพลินในบาป คือในสังกิเลสธรรม ดุจพระยาหงส์ไม่ยินดีในที่สกปรกฉะนั้น.
               บาลีว่า ปาโป น รมตี สุจึ คนชั่วย่อมไม่ยินดีของสะอาด ดังนี้ก็มี.
               คำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
               คนมีบาป คือคนชั่วย่อมไม่ยินดี ของที่สะอาด คือของที่ไม่มีโทษ มีความผ่องแผ้วเป็นธรรม โดยที่แท้ ยินดีแต่ของไม่สะอาด คือสังกิเลสธรรมเท่านั้น เหมือนสุกรบ้านเป็นต้น ยินดีแต่สถานที่สกปรกฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงเปลี่ยนเทศนา โดยธรรมอันเป็นปฏิปักษ์กัน.
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานอย่างนี้แล้ว ท่านโสณะลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ มีอุปสมบทเป็นต้นพร้อมด้วยสงฆ์ปัญจวรรคในปัจจันตประเทศ ตามคำอุปัชฌาย์ของตน.
               คำว่า ภควาปิ ตานิ อนุชานิ ทั้งหมด พึงทราบโดยนัยที่มาแล้วในขันธกะ๖- เถิด.
____________________________
๖- วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๒๐-๒๓

               จบอรรถกถาโสณสูตรที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ โสณสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 116อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 119อ่านอรรถกถา 25 / 123อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=3145&Z=3245
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com