ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สัททายมานสูตร

               สัททายมานสูตรที่ ๙               
               สัททายมานสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า มาณวกา ได้แก่ คนหนุ่ม คือผู้ตั้งอยู่ในปฐมวัย คือในวัยหนุ่มสาว. เด็กพราหมณ์ ท่านประสงค์เอาในที่นี้.
               บทว่า สธายมานรูปา นี้ ท่านกล่าวหมายเอาคำที่เกิดจากการเย้ยหยัน. อธิบายว่า กล่าวเย้ยหยันต่อบุคคลเหล่าอื่น และเป็นผู้มีปกติกล่าวคำนั้น.
               ในข้อนั้นมีอรรถแห่งคำดังต่อไปนี้.
               เมื่อควรจะกล่าวว่า สธยมานา เพราะวิเคราะห์ว่า การกล่าวคำน่าเกลียด ชื่อว่า สธะ บอกกล่าวคำน่าเกลียดนั้น จึงกล่าวว่า สธายมานา เพราะทำให้เป็นทีฆะ.
               อีกอย่างหนึ่ง ต่อแต่นั้น จึงกล่าวว่า สธายมานรูปา เพราะมีสภาวะเป็นอย่างนั้น. บาลีว่า สทฺทายมานรูปา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ทำเสียงอื้ออึง คือทำเสียงดัง.
               บทว่า ภควโต อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ความว่า กล่าวคำที่ชินปากนั้นๆ ผ่านไปในวิสัยแห่งการสดับของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ คือทราบว่า คนเหล่านั้นไม่สำรวมวาจา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงอรรถนั้นโดยธรรมสังเวช.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริมุฏฺฐา แปลว่า ผู้เขลา คือมีสติหลงลืม.
               บทว่า ปณฺฑิตาภาสา ความว่า ชื่อว่าบัณฑิตเทียม เพราะเปล่งวาจาว่า ตนนั่นแหละรู้ในอรรถนั้นๆ ด้วยเข้าใจว่า คนอื่นใครเล่าจะรู้ พวกเราเท่านั้นรู้ในอรรถนี้.
               บทว่า วาจาโคจรภาณิโน ความว่า วาจาเท่านั้นเป็นโคจร คือเป็นอารมณ์ของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามีการกล่าววาจาเป็นอารมณ์ ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวเพียงวาจาเป็นที่ตั้งเท่านั้น เพราะไม่กำหนดรู้ถึงอรรถ.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าววาจาเป็นอารมณ์ เพราะพูดมุสาวาท อันไม่เป็นอารมณ์ของวาจา คือไม่ใช่เป็นอารมณ์แห่งถ้อยคำของพระอริยะ.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านทำการรัสสะ อา อักษรให้เป็น อักษร ในบทว่า โคจรภาณิโน นี้. ผู้มักพูดมีวาจาเป็นอารมณ์ ไม่ใช่พูดมีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์
               พูดอย่างไร?
               คือ พูดยืดยาวตามปรารถนา ได้แก่พูดไปตามปากที่อยากจะพูด. อธิบายว่า ทำหน้าสยิ้ว เพราะไม่เคารพในผู้อื่น และเพราะไม่สบอารมณ์ตน.
               อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า พูดแต่วาจาเป็นอารมณ์เท่านั้น คือตนเองก็ไม่รู้ ถึงบทพูดก็พูดไป. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้นนั่นแล จึงพูดยืดยาวตามปรารถนา คือไม่คิดถึงคำที่เป็นเหตุให้สำเร็จ ปรารถนาเพียงพูดไปตามปากของตน.
               บทว่า เยน นีตา น ตํ วิทู ความว่า บุคคลผู้ไม่รู้ คือคนโง่ ถูกบุคคลผู้มีสติหลงลืมเป็นต้น แนะนำแต่ภาวะที่ไม่มียางอาย และภาวะที่สำคัญว่า ตนเป็นบัณฑิต เราเท่านั้นพูดได้ ดังนี้ ด้วยเหตุใด ย่อมไม่รู้ซึ่งเหตุนั้นของตนผู้พูดอย่างนั้น.

               จบอรรถกถาสัททายมานสูตรที่ ๙               
               ---------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สัททายมานสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 124อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 125อ่านอรรถกถา 25 / 126อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=3283&Z=3294
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com