ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ ๓

หน้าต่างที่   ๔ / ๙.

               ๔. เรื่องพระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ [๒๗]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชื่อว่าสังฆรักขิต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ทูรงฺคมํ เอกจรํ” เป็นต้น.

               พระเถระไม่รับผ้าสาฎกที่พระหลานชายถวาย               
               ดังได้สดับมา กุลบุตรผู้หนึ่งในกรุงสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วออกบวช ได้อุปสมบทแล้ว มีนามว่าสังฆรักขิตเถระ โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็บรรลุพระอรหัตผล.
               น้องชายของท่านได้บุตรแล้ว ก็ได้ตั้งชื่อของพระเถระ (แก่บุตรนั้น). เขามีนามว่า ภาคิไนยสังฆรักขิต เจริญวัยแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระเถระ เข้าไปจำพรรษาในวัดใกล้บ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง ได้ผ้าวัสสาวาสิกสาฏก ๒ ผืน คือยาว ๗ ศอกผืนหนึ่ง ยาว ๘ ศอกผืนหนึ่ง กำหนดไว้ว่า “ผ้าผืนยาว ๘ ศอกจักเป็นของพระอุปัชฌาย์ของเรา” คิดว่า “ผ้าผืนยาว ๗ ศอกจักเป็นของเรา” ออกพรรษาแล้ว ประสงค์ว่า “จักเยี่ยมพระอุปัชฌาย์” เดินมาพลางเที่ยวบิณฑบาตในระหว่างทาง
               ครั้นมา (ถึง) แล้ว เมื่อพระเถระยังไม่กลับมาสู่วิหารนั่นแล, เข้าไปสู่วิหารแล้วปัดกวาดที่สำหรับพักกลางวันของพระเถระ จัดตั้งน้ำล้างเท้าไว้ ปูอาสนะแล้วนั่งแลดูหนทางเป็นที่มา (แห่งพระเถระ) อยู่.
               ครั้นทราบความที่พระเถระมาถึงแล้ว กระทำการต้อนรับ รับบาตรจีวร อาราธนาพระเถระให้นั่ง ด้วยคำว่า “ขอท่านนั่งเถิด ขอรับ” ถือพัดก้านตาลพัดแล้ว ถวายน้ำดื่ม ล้างเท้าทั้งสองแล้ว นำผ้าสาฏกนั้นมาวางไว้ ณ ที่ใกล้เท้าเรียนว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงใช้สอยผ้าสาฏกผืนนี้” ดังนี้แล้ว ได้ยืนพัดอยู่.
               ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า “สังฆรักขิต จีวรของฉันบริบูรณ์, เธอนั่นแล จงใช้สอย.”
               พระสังฆรักขิต. ท่านขอรับ ผ้าสาฏกนี้ กระผมกำหนดไว้เพื่อท่านทีเดียว จำเดิมแต่เวลาที่กระผมได้แล้ว, ขอท่านจงทำการใช้สอยเถิด.
               พระเถระ. ช่างเถอะ สังฆรักขิต จีวรของฉันบริบูรณ์, เธอนั่นแลจงใช้สอยเถิด.
               พระสังฆรักขิต. ท่านขอรับ ขอท่านอย่าทำอย่างนั้นเลย (เพราะ) เมื่อท่านใช้สอยผ้าสาฏกนี้ ผลมากจักมีแก่กระผม.

               พระหลานชายนึกถึงฆราวาสวิสัย               
               ลำดับนั้น เมื่อพระสังฆรักขิตนั้น แม้กล่าว (วิงวอน) อยู่แล้วๆ เล่าๆ, พระเถระก็ไม่ปรารถนาผ้าสาฏกผืนนั้น. เธอยืนพัดอยู่ พลางคิดอย่างนี้ว่า “ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ เราเป็นหลานของพระเถระ, ในเวลาบวชแล้ว เราก็เป็นสัทธิวิหาริก (ของท่าน), แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระอุปัชฌาย์ก็ไม่ประสงค์ทำการใช้สอยร่วมกับเรา, เมื่อพระอุปัชฌาย์นี้ไม่ทำการร่วมใช้สอยกับเรา, เราจะต้องการอะไรด้วยความเป็นสมณะ, เราจักเป็นคฤหัสถ์ (ดีกว่า).”
               ขณะนั้น เธอได้มีความคิดเห็นว่า “การครองเรือน ตั้งตัวได้ยาก, เราจักขายผ้าสาฏกผืนยาว ๘ ศอกแล้ว ซื้อแม่แพะ (มา) ตัวหนึ่ง, ธรรมดาแม่แพะย่อมตกลูกเร็ว เรานั้นจะขายลูกแพะที่ตกแล้วๆ ทำให้เป็นต้นทุน, ครั้นรวมต้นทุนได้มากแล้ว จักนำหญิงคนหนึ่งมาเป็นภริยา, นางจักคลอดบุตรคนหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักตั้งชื่อหลวงลุงของเราแก่บุตรนั้น แล้วให้นั่งในยานน้อยพาบุตรและภริยาของเรามาไหว้หลวงลุง, เมื่อเดินมา จักพูดกะภริยาของเราในระหว่างทางว่า ‘หล่อนจงนำบุตรมาแก่เราก่อน, เราจักนำ (อุ้ม) เขาไป.’ หล่อนจักพูดว่า ‘เธอจะต้องการอะไรด้วยบุตร, เธอจงมา จงขับยานน้อยนี้ไป’, แล้วรับเอาบุตรไป ตั้งใจว่า ‘เราจักนำเขาไป’, เมื่อไม่อาจอุ้มไปได้ จักทิ้งไว้ที่รอยล้อ, เมื่อเป็นเช่นนั้น ล้อจักทับสรีระของเขาไป, ลำดับนั้น เราจะพูดกะหล่อนว่า ‘หล่อนไม่ได้ให้บุตรของฉันแก่ฉันเอง. หล่อนไม่สามารถอุ้มบุตรนั้นไปได้, บุตรนั้นย่อมเป็นผู้อันเจ้าให้ฉิบหายเสียแล้ว, จักเอาด้ามปฏักตีหลัง (ภริยา).”

               พระเถระถูกพระหลานชายตี               
               พระหลานชายนั้น คิดอยู่อย่างนั้น พลางยืนพัดอยู่เทียว เอาพัดก้านตาลตีศีรษะพระเถระแล้ว.
               พระเถระใคร่ครวญอยู่ว่า “เพราะเหตุไรหนอแล? เราจึงถูกสังฆรักขิตตีศีรษะ”, ทราบเรื่องที่พระหลานชายนั้นคิดแล้วๆ ทั้งหมด, จึงพูดว่า “สังฆรักขิต เธอไม่ได้อาจจะให้ประหารมาตุคาม, ในเรื่องนี้พระเถระผู้แก่มีโทษอะไรเล่า?”
               เธอคิดว่า “ตายจริง เราฉิบหายแล้ว, นัยว่าพระอุปัชฌาย์รู้เรื่องที่เราคิดแล้วๆ, เราจะต้องการอะไรด้วยความเป็นสมณะ” ดังนี้แล้ว จึงทิ้งพัดก้านตาล ปรารภเพื่อจะหนีไป.

               พระศาสดาตรัสถามเหตุที่เกิดขึ้น               
               ลำดับนั้น ภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย ไล่ตามจับภิกษุนั้นพามายังสำนักพระศาสดา. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาทำไมกัน?” พวกเธอได้ภิกษุรูปหนึ่งหรือ?”
               พวกภิกษุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์พาภิกษุหนุ่มรูปนี้ ซึ่งกระสัน (จะสึก) แล้วหลบหนี มายังสำนักพระองค์.
               พระศาสดา. ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ? ภิกษุ.
               พระสังฆรักขิต. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
               พระศาสดา. ภิกษุ เธอทำกรรมหนักอย่างนั้น เพื่ออะไร? เธอเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ผู้ปรารภความเพียร บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้เช่นเรามิใช่หรือ? ไม่ได้อาจให้เขาเรียกตนว่า ‘พระโสดาบัน’ ‘พระสกทาคามี’ ‘พระอนาคามี’ หรือ ‘พระอรหันต์’, ได้ทำกรรมหนักอย่างนั้นเพื่ออะไร?
               พระสังฆรักขิต. ข้าพระองค์กระสัน (จะสึก) พระเจ้าข้า.
               พระศาสดา. เพราะเหตุไร? เธอจึงกระสัน (จะสึก).
               พระสังฆรักขิตนั้นกราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดแด่พระศาสดา จำเดิมแต่วันที่ตนได้ผ้าวัสสาวาสิกสาฏก จนถึงเอาพัดก้านตาลตีพระเถระแล้ว กราบทูลว่า “เพราะเหตุนี้ ข้าพระองค์จึง (คิด) หลบหนีไป พระเจ้าข้า.”

               สำรวมจิตเป็นเหตุให้พ้นเครื่องผูกของมาร               
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า “มาเถิดภิกษุ เธออย่าคิดไปเลย, ธรรมดาจิตนี่มีหน้าที่รับอารมณ์ แม้มีอยู่ในที่ไกล, ควรที่ภิกษุจักพยายามเพื่อประโยชน์แก่การพ้นจากเครื่องผูก คือราคะ โทสะ โมหะ”
               ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
                         ๔. ทูรงฺคมํ เอกจรํ                อสรีรํ คุหาสยํ
                         เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.
                         ชนเหล่าใด จักสำรวมจิต อันไปในที่ไกล เที่ยวไป
                         ดวงเดียว ไม่มีสรีระ มีถ้ำเป็นที่อาศัย ชนเหล่านั้น
                         จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูรงฺคมํ เป็นต้น (พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้)
               ก็ชื่อว่าการไปและการมาของจิต โดยส่วนแห่งทิศมีทิศบูรพาเป็นต้น แม้ประมาณเท่าใยแมลงมุม ย่อมไม่มี, จิตนั้นย่อมรับอารมณ์ แม้มีอยู่ในที่ไกล เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ทูรงฺคมํ.
               อนึ่ง จิต ๗-๘ ดวง ชื่อว่าสามารถเกิดขึ้นเนื่องเป็นช่อโดยความรวมกันในขณะเดียว ย่อมไม่มี, ในกาลเป็นที่เกิดขึ้น จิตย่อมเกิดขึ้นทีละดวงๆ, เมื่อจิตดวงนั้นดับแล้ว, จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นทีละดวงอีก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เอกจรํ.
               สรีรสัณฐานก็ดี ประเภทแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้นเป็นประการก็ดี ของจิต ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อสรีรํ.
               ถ้ำคือมหาภูต ๔#- ชื่อว่า คูหา, ก็จิตนี้อาศัยหทัยรูปเป็นไปอยู่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า คุหาสยํ.
____________________________
#- มหาภูต ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม.

               สองบทว่า เย จิตฺตํ ความว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คือเป็นบุรุษหรือสตรี เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต เมื่อไม่ให้กิเลสที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ละกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะความฟั่นเฟือนแห่งสติ ชื่อว่าจักสำรวมจิต คือจักทำจิตให้สงบ ได้แก่ไม่ให้ฟุ้งซ่าน.
               บาทพระคาถาว่า โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ความว่า ชนเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าจักพ้นจากวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ อันนับว่าเป็นเครื่องผูกแห่งมาร เพราะไม่มีเครื่องผูกคือกิเลส.
               ในกาลจบเทศนา พระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. ชนแม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก ได้เป็นอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้นแล้ว. เทศนาได้สำเร็จประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.

               เรื่องพระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ จบ.               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ ๓
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 12อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 13อ่านอรรถกถา 25 / 14อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=366&Z=394
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :