ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๑

               จูฬวรรคที่ ๗               
               อรรถกถาปฐมภัททิยสูตร               
               จูฬวรรค ปฐมภัททิยสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ภทฺทิโย ในคำว่า ลกุณฺฏกภทฺทิยํ นี้ เป็นชื่อของท่านผู้มีอายุนั้น. ก็เพราะท่านมีรูปร่างเตี้ย เขาจึงจำท่านได้ว่า ลกุณฏกภัททิยะ๑-
____________________________
๑- บาลีเป็น ลกุณฐกภัททิยะ.

               เล่ากันมาว่า ท่านเป็นกุลบุตรชาวกรุงสาวัตถี มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก แต่มีรูปร่างไม่น่าเลื่อมใส มีวรรณะไม่งาม ไม่น่าดู ค่อม.
               วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ท่านพร้อมด้วยอุบาสกไปยังวิหารฟังธรรมเทศนา กลับได้ศรัทธา ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดา บำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว.
               ในกาลนั้น เหล่าภิกษุผู้เสกขบุคคลโดยมากเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร ขอกัมมัฏฐาน ขอฟังธรรมเทศนา ถามปัญหาเพื่อมรรคเบื้องสูง.
               ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะทำความประสงค์ของท่านเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึงบอกกัมมัฏฐานแสดงธรรม แก้ปัญหา. ภิกษุเหล่านั้นพากเพียรพยายามอยู่ บางพวกบรรลุสกทาคามิผล บางพวกบรรลุอนาคามิผล บางพวกบรรลุอรหัตผล บางพวกได้วิชา ๓ บางพวกได้อภิญญา ๖ บางพวกได้ปฏิสัมภิทา ๔.
               ฝ่ายท่านลกุณฏกภัททิยะเห็นเหตุนั้นแล้ว ถึงเป็นพระเสขบุคคลก็รู้จักกาล และกำหนดความที่ตนบกพร่องในทางจิต เข้าไปหาพระธรรมเสนาบดี ได้รับการปฏิสันถารแล้ว ขอให้แสดงธรรมเทศนา. ฝ่ายพระธรรมเสนาบดีก็ได้แสดงธรรมอันเหมาะสมแก่อัธยาศัยของท่าน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรแสดงกะท่านลกุณฏกภัททิยะ ด้วยธรรมีกถาโดยอเนกปริยายเป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกปริยาเยน ความว่า ด้วยเหตุมากมายอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ เบญจขันธ์จึงเป็นของไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เบญจขันธ์จึงเป็นทุกข์ แม้เพราะเหตุนี้ เบญจขันธ์จึงเป็นอนัตตา.
               บทว่า ธมฺมิยา กถาย ได้แก่ ด้วยธรรมีกถาอันประกาศความเกิดและดับไปเป็นต้น แห่งอุปาทานขันธ์ ๕.
               บทว่า สนฺทสฺเสติ ได้แก่ แสดงโดยชอบซึ่งลักษณะมีอนิจลักษณะเป็นต้น เหล่านั้นนั่นแล และญาณมีอุทยัพพยญาณเป็นต้น คือแสดงโดยประจักษ์ ดุจเอามือจับ.
               บทว่า สมาทเปติ ความว่า ให้ถือเอาโดยชอบ ซึ่งวิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ ในลักษณะเหล่านั้น คือให้ถือเอา โดยประการที่จิตดำเนินไปตามวิถี.
               บทว่า สมุตฺเตเชติ ความว่า เมื่อเริ่มวิปัสสนา เมื่ออุทยัพพยญาณเป็นต้นแห่งสังขารปรากฏ ท่านย่อมยังวิปัสสนาให้หยั่งลงสู่วิถีอันเป็นสายกลาง โดยอนุวัตตามโพชฌงค์ ด้วยการประคอง การข่ม และการพิจารณาตามเวลาแล้วยังวิปัสสนาจิตให้เกิดความอาจหาญโดยชอบ คือให้ผ่องแผ้ว ด้วยการทำวิปัสสนาจิตให้หมดจด เพราะกระทำอินทรีย์ให้หมดจด เหมือนวิปัสสนาญาณนำมาซึ่งความเป็นธรรมชาติกล้า ผ่องใส ฉะนั้น.
               บทว่า สมฺปหํเสติ ความว่า ย่อมยังจิตให้ร่าเริงโดยชอบ หรือให้ยินดีด้วยดี โดยความยินดีที่ได้มา โดยการเจริญวิปัสสนา อันให้เป็นไปอยู่อย่างนั้น ให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ และโดยพลังแห่งภาวนาที่จะพึงได้สูงๆ ขึ้นไป.
               บทว่า อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิ ความว่า เมื่อเธอพิจารณาลักษณะที่ถ่องแท้ ยังญาณให้เป็นไปตามกระแสเทศนา เพราะเธอถึงความแก่กล้าแห่งญาณตามอานุภาพเทศนาของพระเถระ และเพราะตนสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย โดยประการที่พระธรรมเสนาบดีแสดงธรรม จิตของท่านไม่ยึดอาสวะอะไรๆ มีกามาสวะเป็นต้น หลุดพ้นโดยเด็ดขาด ตามลำดับแห่งมรรค. อธิบายว่า กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ซึ่งอรรถนี้ กล่าวคือท่านพระลกุณฏกภัททิยะยินดีในพระอรหัตผลแล้ว จึงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธํ ได้แก่ ในรูปธาตุ และอรูปธาตุ. บทว่า อโธ แปลว่า ในกามธาตุ. บทว่า สพฺพธิ แปลว่า ในสังขารแม้ทั้งหมด.
               บทว่า วิปฺปมุตฺโต ได้แก่ หลุดพ้นแล้วโดยประการทั้งปวงด้วยวิกขัมภนวิมุตติในส่วนเบื้องต้น และด้วยสมุจเฉทวิมุตติ และปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ในส่วนเบื้องปลาย.
               ก็ในบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อุทฺธํ วิปฺปมุตฺโต นี้ ทรงแสดงถึงการละสังโยชน์ อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕. ด้วยบทว่า อโธ วิปฺปมุตฺโต นี้ ทรงแสดงถึงการละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕. ด้วยคำว่า สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต นี้ ทรงแสดงถึงการละอกุศลทั้งปวงที่เหลือ.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุทฺธํ เป็นศัพท์แสดงอนาคตกาล. บทว่า อโธ เป็นศัพท์แสดงอดีตกาล. ด้วยศัพท์ทั้งสองนั้นแหละ เป็นอันถือเอาปัจจุบันนัทธา เพราะเกี่ยวกับระหว่างอดีตกาลกับอนาคตกาล. ในสองศัพท์นั้น ด้วยอนาคตกาลศัพท์ เป็นอันถือเอา ขันธ์ อายตนะ ธาตุอันเป็นอนาคต. แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า สพฺพธิ ได้แก่ ในภพทั้งปวงมีกามภพเป็นต้น. มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ว่า หลุดพ้นแล้วในภพทั้งปวงที่สงเคราะห์ด้วย ๓ กาลอย่างนี้ คืออนาคตกาล อดีตกาลและปัจจุบันนกาล.
               บทว่า อยมหมสฺมีติ อนานุปสฺสิ ความว่า ผู้ใดหลุดพ้นอย่างนี้ ผู้นั้นย่อมไม่ตามเห็นในรูปเวทนาเป็นต้นอย่างนี้ โดยสำคัญด้วยอำนาจทิฏฐิและมานะว่า เราเป็นธรรมชื่อนี้ อธิบายว่า ผู้นั้นไม่มีเหตุในทัสนะเช่นนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อยมหมสฺมีติ อนานุปสฺสิ นี้ เป็นบทแสดงอุบายเครื่องบรรลุวิมุตติตามที่กล่าวแล้ว.
               วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามิมีอันเป็นส่วนเบื้องต้น อันกระทำความไม่ตั้งมั่น ด้วยความสำคัญ อันมีสภาวะที่เป็นไปในสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓ ซึ่งสงเคราะห์ด้วยกาล ๓ ว่านั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวของเราแล้ว เกิดขึ้นอย่างนี้ว่านั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวของเรา ดังนี้ วิปัสสนานั้นเป็นปทัฏฐานของวิมุตติ.
               บทว่า เอวํวิมุตฺโต อุทตาริ โอฆํ อติณฺณปุพฺพํ อปุนพฺภวาย ความว่า พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นแล้วโดยประการทั้งปวง จากสังโยชน์ ๑๐ และจากอกุศลทั้งปวงด้วยประการฉะนี้
               ชื่อว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ อย่างนี้ คือ โอฆะคือกาม ๑ โอฆะคือภพ ๑ โอฆะคือทิฏฐิ ๑ โอฆะคืออวิชชา ๑ ที่ตนยังไม่เคยข้าม แม้ในที่สุดแห่งความฝัน ในกาลก่อนแต่การบรรลุอริยมรรค หรือข้ามขึ้น คือข้ามพ้น โอฆะใหญ่ คือสงสารนั่นเอง โดยไม่มีภพใหม่ คือโดยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. อธิบายว่า ข้ามพ้น ดำรงอยู่ในฝั่ง.

               จบอรรถกถาปฐมภัททิยสูตรที่ ๑               
               -------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 146อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 147อ่านอรรถกถา 25 / 148อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=3770&Z=3787
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com