ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๒

               อรรถกถาทุติยกามสูตร               
               ทุติยกามสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อนฺธีกตา ความว่า ขึ้นชื่อว่ากาม ย่อมทำผู้ไม่มืดมนให้มืดมน.
               เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม
                         ความโลภย่อมครอบงำนรชน ในคราวที่เขามีความมืด.
               เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอันธีกตา เพราะถูกกามกระทำ ผู้ไม่มืด ให้เป็นคนมืด.
____________________________
๑- ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๖๘

               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในสูตรติดต่อกันนั่นเอง.
               ก็ในสูตรนั้น พวกภิกษุเห็นความเป็นไปของมนุษย์ จึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ในสูตรนี้มีความแปลกกันเท่านี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นด้วยพระองค์เองทีเดียว.
               พระศาสดาเสด็จออกจากกรุงสาวัตถี เสด็จไปยังพระเชตวัน ในระหว่างทาง ทรงทอดพระเนตรเห็นปลาเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถจะเข้าไปสู่ไซ ที่พวกชาวประมงดักไว้ในแม่น้ำอจิรวดี ครั้นต่อมาได้ทรงเห็นลูกโคที่ยังไม่ทิ้งนมตัวหนึ่ง ร้องว่าโค ติดตามแม่โคไป ยื่นคอเข้าไปเพื่อดื่มน้ำนม น้อมปากเข้าไปในระหว่างขาแม่โค.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังวิหาร ล้างพระบาททั้งสองแล้ว ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ ทรงถือเอาเรื่อง ๒ เรื่องข้างหลัง โดยเป็นอุปมาของเรื่องก่อน จึงทรงเปล่งอุทานนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามนฺธา ได้แก่ กระทำความมืดมนในวัตถุกาม ด้วยกิเลสกาม ไม่ให้มองเห็น.
               บทว่า ชาลสญฺฉนฺนา ความว่า ดาดาษ พัวพัน ได้แก่ถูกตัณหาอันเป็นดังข่ายครอบงำ เพราะเกิดขึ้นสืบๆ ไปโดยภพ อารมณ์เบื้องต่ำและเบื้องสูง ในอัตภาพของตนและของผู้อื่น ในอายตนะภายในและภายนอก และในธรรมอันอาศัยอายตนะภายในภายนอกนั้น อันต่างด้วยธรรมหลายประเภท โดยกาลมีอดีตกาลเป็นต้น และนำมาซึ่งอนัตถะแก่บุคคลผู้หมกอยู่ภายใน เหมือนห้วงน้ำใหญ่ที่แวดล้อมไปด้วยตาข่ายที่มีช่องอันละเอียด.
               บทว่า ตณฺหาฉทนฉาทิตา ได้แก่ อันเขาปกปิด คือบังไว้ด้วยเครื่องมุงบังคือตัณหา เหมือนน้ำที่สาหร่ายปกปิดไว้ ฉะนั้น. แม้ด้วย ๒ บทนี้ ท่านก็แสดงถึงการนำกุศลจิต ที่กามฉันทนิวรณ์กั้นไว้.
               บทว่า ปมตฺตพนฺธุนา พนฺธา ได้แก่ ผู้อันกิเลสมารและเทวบุตรมารผูกพันไว้.
               จริงอยู่ บุคคลที่ถูกกิเลสมารผูกพันไว้ ด้วยอารมณ์ใด ก็เป็นอันชื่อว่าถูกเทวบุตรมารผูกพันไว้ด้วยอารมณ์นั้น.
               สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   ดูก่อนสมณะ เราจักผูกท่านไว้ ด้วยบ่วงคือใจ
                         อันเป็นที่ท่องเที่ยวไปในกลางหาว ท่านยังไม่พ้นจาก
                         บ่วงของเรา.
๒-
____________________________
๒- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๔๕๙

               บททั้งสามคือ นมุจิ กณฺโห ปมตฺตพนฺธุ เป็นชื่อของมาร. เพราะแม้เทวบุตรมาร ก็ชื่อว่า ปมตฺตพนฺธุ เพราะผูกสัตว์ผู้ประมาทไว้ ด้วยความพินาศ เหมือนกิเลสมาร ฉะนั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปมตฺตา พนฺธเน พทฺธา ดังนี้ก็มี.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พนฺธเน ความว่า ในเครื่องผูกคือกามคุณ.
               บทว่า พทฺธา ได้แก่ ที่ถูกกำหนดไว้.
               เปรียบเหมือนอะไร? เปรียบเหมือนปลาในปากไซ.
               อธิบายว่า ปลาทั้งหลายเข้าไปยังปากไซที่ชาวประมงดักไว้ เป็นปลาที่ติดไซ ย่อมไป คือถึงความตายฉันใด สัตว์เหล่านี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกผูกพันไว้ด้วยเครื่องผูกคือกามคุณ ที่มารดักไว้ ย่อมเข้าถึงชราและมรณะทีเดียว เหมือนลูกโคที่ยังไม่ทิ้งนม ติดตามแม่โคไปฉะนั้น.
               อธิบายว่า เหมือนโครุ่นตัวยังไม่ทิ้งนม ย่อมติดตาม คือไปตามแม่ของตัว ไม่ติดตามโคตัวอื่น ฉันใด สัตว์ที่ผูกพันไว้ด้วยเครื่องผูกคือมาร ก็ฉันนั้น เมื่อหมุนเวียนไปในสงสาร ย่อมติดตามคือไปตามมรณะถ่ายเดียว ไม่ไปตามอมตนิพพานอันได้แก่ไม่ตาย.

               จบอรรถกถาทุติยกามสูตรที่ ๔               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๒ จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 149อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 150อ่านอรรถกถา 25 / 151อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=3823&Z=3840
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :