ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ปปัญจขยสูตร

               อรรถกถาปปัญจขยสูตร               
               ปปัญจขยสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ปปญฺจสญฺญาสงฺขาปหานํ ความว่า กิเลสชื่อว่าธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า เพราะเป็นที่เกิดขึ้นเอง ทำให้เนิ่นช้า คือขยายความสืบต่อนั้นให้กว้างขวาง ได้แก่ให้ตั้งอยู่นาน โดยพิเศษ ได้แก่ราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ และมานะ.
               สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า คือราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมมีอรรถว่าเศร้าหมอง ชื่อว่าอรรถแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า ธรรมมีอรรถดุจหยากเหยื่อ ชื่อว่าอรรถแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า.
               ในธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านั้น
                         สุภสัญญาเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือราคะ
                         อาฆาตวัตถุเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือโทสะ
                         อาสวะเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือโมหะ
                         เวทนาเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา
                         สัญญาเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือทิฏฐิ
                         และวิตกเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือมานะ.
               สัญญาที่เกิดพร้อมกับธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านั้น ชื่อว่าปปัญจสัญญา.
               ส่วน ภาคะ โกฏฐาสะแห่งสัญญาเป็นเครื่องเนิ่นช้า ชื่อว่าส่วนแห่งสัญญาเป็นเครื่องเนิ่นช้า ว่าโดยอรรถ ได้แก่กองกิเลสอันเป็นฝ่ายแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้านั้นๆ พร้อมทั้งนิมิต.
               ก็ในที่นี้ศัพท์ว่า สัญญา ย่อมมีโดยปปัญจธรรมนั้น เป็นเหตุที่ทั่วไปแก่ส่วนนั้นๆ.
               สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑-
               ความจริง ส่วนแห่งปปัญจธรรม มีสัญญาเป็นเหตุ.
               การละซึ่งส่วนแห่งปปัญจธรรมเหล่านั้น. อธิบายว่า ตัดกิเลสมีราคะเป็นต้นด้วยมรรคนั้นๆ ได้เด็ดขาด.
____________________________
๑- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๘ ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๕๐๕

               ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณากิเลส อันเป็นเหตุแห่งความพินาศในอดีตชาติของพระองค์ อันนับได้หลายแสนโกฏิที่ทรงละได้พร้อมทั้งวาสนา ณ ประเทศเป็นที่ผ่องใสแห่งโพธิญาณ ด้วยอริยมรรคในภพสุดท้ายนี้ และทรงเห็นสันดานของสัตว์ที่เพียบไปด้วยกิเลส เศร้าหมองไปด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น ที่เปลื้องได้แสนยาก เหมือนกะโหลกน้ำเต้าที่เต็มไปด้วยน้ำข้าว เหมือนภาชนะที่เต็มไปด้วยเปรียง และเหมือนท่อนผ้าเก่าที่ชุ่มด้วยน้ำมันเหลว จึงทรงเกิดปีติปราโมทย์ขึ้นว่า กิเลสวัฏนี้ ชื่อว่าเป็นรกชัฏอย่างนี้ ที่เกิดขึ้นตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้ เราละได้แล้วโดยเด็ดขาด เราละแล้วด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์ จึงทรงเปล่งอุทาน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการละส่วนแห่งสัญญาอันเป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ปปญฺจา ธิติ จ นตฺถิ ความว่า เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงออกเฉพาะพระองค์ ให้เหมือนผู้อื่น ฉะนั้น อัครบุคคลใด ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ซึ่งมีลักษณะดังกล่าวแล้ว และไม่มีความตั้งใจอยู่ในสงสารที่ปปัญจธรรมเหล่านั้นสร้างขึ้น.
               แต่ในเนตติท่านกล่าวไว้ว่า อนุสัย ชื่อว่าธิติ.
               จริงอยู่ อนุสัย ก็เป็นมูลรากของการเกิดในภพ.
               บาลีว่า สตฺเต สํสาเร ฐเปติ และว่า ปปญฺจฏฺฐิติ ดังนี้ก็มี. บาลีนั้นมีอธิบายดังนี้ ความตั้งอยู่ คือความที่ปปัญจธรรมยังปรากฏอยู่ ได้แก่ยังตัดไม่ขาดด้วยมรรค ชื่อว่าปปัญจัฏฐิติ.
               อีกอย่างหนึ่ง ความตั้งอยู่แห่งวัฏฏะ โดยเป็นเหตุแห่งความเกิดขึ้นแห่งกุศล อกุศล และวิบากที่ยังเหลือ คือปปัญจธรรม ชื่อว่าปปัญจัฏฐิติ.
               ปปัญจัฏฐิตินั้นไม่มีแก่อัครบุคคลใด.
               บทว่า สนฺธานํ ปลิฆญฺจ วีติวตฺโต ความว่า บุคคลใดก้าวล่วงตัณหาและทิฏฐิ อันได้นามว่าสันธานะ เพราะเป็นเสมือนที่ต่อ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องผูกพัน และก้าวล่วงอวิชชา กล่าวคือลิ่ม เพราะเป็นเหมือนลิ่ม เพราะกีดกันการเข้าไปสู่นครคือพระนิพพาน คือก้าวล่วงโดยพิเศษ ด้วยการละกิเลส พร้อมทั้งวาสนา.
               แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวความโกรธว่า สันธานะ. คำนั้นไม่ควรถือเอา.
               ก็ ธิติ นั้น ท่านเรียกว่า ทำเหตุให้บุคคลอื่นข้องอยู่แล.
               บทว่า ตํ นิตฺตณฺหํ มุนึ จรนฺตํ ความว่า ซึ่งพระอริยบุคคลนั้น ชื่อว่าผู้ปราศจากตัณหา เพราะไม่มีตัณหา แม้โดยประการทั้งปวง ชื่อว่ามุนี เพราะรู้โลกทั้งสอง และรู้ประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ชื่อว่าผู้เที่ยวไปด้วยอิริยาบถ ๔ ด้วยการยังสมาบัติต่างๆ ให้เที่ยวไป และด้วยการยังญาณอันไม่ทั่วไปแก่ญาณอื่นให้เที่ยวไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง โดยส่วนเดียวนั่นเอง.
               บทว่า นาวชานาติ สเทวโกปิ โลโก ความว่า สัตวโลกที่เกิดมาด้วยปัญญาของตน พร้อมทั้งเทวโลก พร้อมทั้งพรหม แม้ในกาลไหนๆ ก็ไม่รู้ ไม่ได้เสวย โดยที่แท้กระทำให้หนักแน่น ยินดีในการบูชาสักการะโดยเคารพว่า ผู้นี้เท่านั้นเป็นผู้เลิศ ประเสริฐสูงสุด ประเสริฐยิ่งในโลก ดังนี้แล.

               จบอรรถกถาปปัญจขยสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ปปัญจขยสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 152อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 153อ่านอรรถกถา 25 / 154อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=3881&Z=3893
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com