ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ มหากัจจานสูตร

               อรรถกถามหากัจจานสูตร               
               มหากัจจานสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               อชฺฌตฺต ศัพท์นี้ ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ มาในอรรถว่าเกิดภายใน ในประโยคมีอาทิว่า๑- อายตนะภายใน ๖ ดังนี้. มาในอรรถว่าเกิดในตน ในประโยคมีอาทิว่า ธรรมทั้งหลายเกิดในตน๒- หรือตามเห็นกายในกายภายในตน.๓- มาในอรรถว่าเป็นภายในแห่งอารมณ์ ในประโยคมีอาทิว่า๔- เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวง ภิกษุเข้าถึงสุญญตะอันเป็นภายในอยู่. อธิบายว่า ในตำแหน่งที่เป็นใหญ่. จริงอยู่ ผลสมาบัติ ชื่อว่าเป็นฐานอันใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. มาในอรรถว่าเป็นภายในแห่งโคจร ในประโยคมีอาทิว่า๕- อานนท์ ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตไว้ด้วยดี เฉพาะภายใน ในสมาธินิมิต อันเป็นเบื้องต้นนั้นเท่านั้น.
               แม้ในที่นี้ ท่านพึงเห็นว่ามาในอรรถว่า มีโคจรเป็นภายในนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในอารมณ์กัมมัฏฐาน อันเป็นอารมณ์ภายใน.
____________________________
๑- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๑๘
๒- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑
๓- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๗๗
๔- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔๖
๕- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔๗

               บทว่า ปริมุขํ แปลว่า ตรงหน้า. บทว่า สุปฏฺฐิตาย ได้แก่ มีสติไปในกายอันตั้งมั่นด้วยดี. ก็ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงฌานโดยยกสติขึ้นเป็นประธาน ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภิกษุเข้าฌานอันเป็นภายใน คืออันยิ่งที่ตนได้ โดยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
               ก็พระเถระนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาต ณ กรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้วเข้าไปสู่วิหาร แสดงวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งพักผ่อนในที่พักกลางวัน ยับยั้งอยู่ด้วยสมาบัติต่างๆ ตลอดวัน ในเวลาเย็น หยั่งลงสู่ท่ามกลางวิหาร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งที่พระคันธกุฎี จึงคิดว่า นี้ไม่ใช่เวลาที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน กำหนดเวลาแล้ว นั่งเข้าสมาบัติดังกล่าวแล้ว ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งไม่ไกลแต่พระคันธกุฎี.
               พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทอดพระเนตรเห็นเธอนั่งอยู่อย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา มหากจฺจายโน ฯเปฯ สุปฏฺฐิตาย ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ถึงการที่ท่านพระมหากัจจานเถระเข้าฌานที่ตนบรรลุด้วยสติปัฏฐานภาวนาให้เป็นบาท แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส สิยา สพฺพทา สติ สตตํ กายคตา อุปฏฺฐิตา ความว่า สติอันไปแล้วในกายทั้งสองอย่าง โดยความต่างแห่งนามและรูป คือมีกายเป็นอารมณ์ พึงเป็นคุณชาตอันภิกษุใดผู้เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา ดำรงไว้ด้วยอำนาจความพยายามอันเป็นไปติดต่อเนืองๆ ไม่ขาดสาย โดยพิจารณาลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ในกาลทั้งหมด โดยแบ่งวันหนึ่งออกเป็น ๖ ส่วน.
               เล่ากันมาว่า ท่านพระมหากัจจานะนี้ยังฌานให้บังเกิดโดยกายคตาสติกัมมัฏฐานก่อน แล้วกระทำฌานนั้นให้เป็นบาท เริ่มตั้งวิปัสสนา โดยมุข คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว บรรลุพระอรหัต. ถึงในกาลต่อมา โดยมาก ท่านเข้าฌานนั้นนั่นแหละออกแล้ว พิจารณาเห็นโดยประการนั้นนั่นแล แล้วเข้าผลสมาบัติ.
               พระศาสดา เมื่อทรงแสดงวิธีที่เป็นเหตุให้ท่านบรรลุพระอรหัต จึงตรัสว่า ผู้ที่มีสติในกาลทุกเมื่อ พึงตั้งกายคตาสติไว้ติดต่อกัน เพื่อจะให้อาการที่กายคตาสตินั้นปรากฏแจ่มชัด จึงตรัสว่า กิเลสกรรมอันพ้นจากขันธปัญจก ไม่พึงมี. กิเลสกรรมที่ชื่อว่าเป็นของเรา ไม่พึงมี. กิเลสกรรมที่ชื่อว่าตนอันพ้นจากขันธ์ จักไม่มี และกิเลสกรรมที่เนื่องในตน จักไม่มีแก่เรา ดังนี้.
               ความข้อนั้น เมื่อว่าโดยพิจารณา พึงทราบโดยเป็น ๒ ส่วน คือด้วยส่วนเบื้องต้น ๑ ด้วยขณะพิจารณา ๑.
               ใน ๒ อย่างนั้น พึงทราบโดยส่วนเบื้องต้นก่อน.
               บทว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา ความว่า หากว่า ในอดีตกาล กิเลสกรรมของเราไม่พึงมีไซร้ ในกาลอันเป็นปัจจุบันนี้ อัตภาพนี้จะไม่พึงมีแก่เรา คือไม่พึงเกิดแก่เรา. ก็เพราะเหตุที่กรรมและกิเลสได้มีแก่เราในอดีตกาล ฉะนั้น อัตภาพของเราในบัดนี้ ซึ่งมีกรรมกิเลสนั้นเป็นเครื่องหมาย ย่อมเป็นไป.
               บทว่า น ภวิสฺสติ น จ เม ภวิสฺสติ ความว่า ในอัตภาพนี้ เพราะปราศจากธรรมอันเป็นปฏิปักษ์นั่น และกิเลสกรรม จักไม่มี คือจักไม่เกิดแก่เรา และวิปากวัฏในอนาคตจักไม่มี คือจักไม่เกิดแก่เรา. ในกาลทั้ง ๓ ดังกล่าวมาแล้วนี้ ขันธปัญจกคืออัตภาพของเรานี้ อันมีกรรมกิเลสเป็นเหตุ ไม่ใช่มีผู้ยิ่งใหญ่เป็นต้นเป็นเหตุ เป็นอันท่านประกาศถึงการเห็นนามและรูปพร้อมทั้งปัจจัยว่าของเราฉันใด ของสัตว์ทั้งปวงก็ฉันนั้น.
               แต่เมื่อว่าโดยเวลาพิจารณา พึงทราบความดังต่อไปนี้.
               บทว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา ความว่า เพราะเหตุที่เบญจขันธ์นี้ ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะมีแล้วกลับไม่มี ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าถูกความเกิดและความดับบีบคั้นเนืองๆ ชื่อว่าอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ
               ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น สภาวะบางอย่างที่ชื่อว่าอัตตานี้ที่พ้นไปจากเบญจขันธ์ก็ไม่มี คือไม่พึงมี ไม่พึงเกิด เมื่อเป็นเช่นนั้น เบญจขันธ์บางอย่างที่ชื่อว่าเป็นของเราไม่พึงมีแก่เรา ไม่พึงเกิดแก่เรา.
               จริงอยู่ เมื่ออัตตามี สิ่งที่เกิดในตนก็พึงมี เหมือนอย่างว่า นามรูปนี้ที่เกิดในตน จักสูญไปในปัจจุบัน และในอดีต ฉันใด สภาวะอะไรๆ ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาที่พ้นไปจากขันธ์ ก็ฉันนั้น จักไม่มี จักไม่เกิดแก่เรา คือจักไม่มี จักไม่เกิดแก่เราในอนาคต ต่อจากนั้นแล เบญจขันธ์นี้อะไรๆ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกังวล จักไม่มีแก่เรา คือธรรมชาติอะไรๆ ที่เกิดในตนจักไม่มีแก่เราแม้ในอนาคต. ด้วยคำนี้ พระองค์แสดงถึงความไม่มีสิ่งที่จะพึงถือว่าเรา และจะพึงถือว่าของเรา เพราะไม่มีใน ๓ กาล. ด้วยคำนั้นเป็นอันทรงประกาศสุญญตามี ๔ เงื่อน.
               บทว่า อนุปพฺพวิหารี ตตฺถ โส ความว่า เมื่อพระโยคาวจรตามเห็นความเป็นของว่างอันมีในตน ในสังขารนั้น ในกาลทั้ง ๓ ดังพรรณนามาฉะนี้ เมื่อวิปัสสนาญาณมีอุทยัพพยญาณเป็นต้น เกิดขึ้นโดยลำดับ ชื่อว่าผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยลำดับ โดยอนุปุพพวิปัสสนาวิหารธรรม.
               บทว่า กาเลเนว ตเร วิสตฺติกํ ความว่า พระโยคาวจรนั้น คือผู้ยังวิปัสสนาให้ถึงที่สุด ดำรงอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพึงข้ามตัณหา กล่าวคือตัณหาที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ เพราะสืบต่อวัฏฏะ ๓ ทั้งสิ้น โดยเวลาที่ถึงความแก่กล้า โดยเวลาที่วุฏฐานคามินีวิปัสสนาสืบต่อด้วยมรรค และโดยเวลาที่อริยมรรคเกิดขึ้น. อธิบายว่า พึงข้ามไปตั้งอยู่ ณ ฝั่งโน้นแห่งตัณหานั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานอันแสดงถึงการที่ท่านพระมหากัจจานะบรรลุพระอรหัต โดยอ้างถึงพระอรหัตผล ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถามหากัจจานสูตรที่ ๘               
               --------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ มหากัจจานสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 153อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 154อ่านอรรถกถา 25 / 155อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=3894&Z=3909
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com