ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑

               ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘               
               อรรถกถาปฐมนิพพานสูตร               
               ปาฏลิคามิยวรรค ปฐมนิพพานสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า นิพฺพานปฏิสํยุตฺตาย ความว่า อสังขตธาตุที่อาศัยอมตธาตุ เป็นไปด้วยอำนาจการประกาศให้รู้. บทว่า ธมฺมิยา กถาย แปลว่า ด้วยธรรมเทศนา. บทว่า สนฺทสฺเสติ ได้แก่ แสดงถึงพระนิพพาน โดยลักษณะแห่งสภาวะพร้อมด้วยกิจ. บทว่า สมาทเปติ ได้แก่ ให้ภิกษุเหล่านั้นยึดถือเอาอรรถนั้นนั่นแล. บทว่า สมุตฺเตเชติ ได้แก่ เมื่อให้อุตสาหะเกิดในกาลยึดถือประโยชน์นั้น ชื่อว่าย่อมให้อบอุ่น คือให้โชติช่วง. บทว่า สมฺปหํเสติ ได้แก่ ย่อมให้ยินดี ด้วยคุณคือพระนิพพาน โดยชอบทีเดียว คือโดยประการทั้งปวง.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สนฺทสฺเสติ ความว่า ทรงแสดงโดยชอบ อันเหมาะสมแก่อัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้นๆ โดยประการทั้งปวง คือโดยปริยายนั้นๆ โดยนัยมีอาทิว่า๑- ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายราคะ เป็นที่ดับ อันเป็นเครื่องสงบสังขารทั้งปวง อันเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวงนั้น.
____________________________
๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๓-๓๒๔ ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๐๙

               บทว่า สมาทเปติ ความว่า ทรงกระทำให้ภิกษุทั้งหลายน้อมไป โอนไป เงื้อมไปในธรรมนั้น พร้อมด้วยปฏิปทาเครื่องบรรลุ ชื่อว่าทรงชักชวน คือให้ภิกษุถือเอาโดยชอบว่า เธอพึงบรรลุพระนิพพานนั้น ด้วยอริยมรรคนี้.
               บทว่า สมุตฺเตเชติ ความว่า ทรงทำภิกษุเหล่านั้นให้อาจหาญ ในการบรรลุพระนิพพาน หรือให้ทำจิตให้ผ่องแผ้วในพระนิพพานนั้น ด้วยพระดำรัสว่า พวกเธออย่าถึงความประมาท คือถึงความหยุดเสียในระหว่าง ในสัมมาปฏิบัติว่า พระนิพพานนี้ทำได้ยาก มีความยินดีได้ยาก เพราะพระนิพพานนี้ อันผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย มีความเพียร มิใช่ทำได้ยาก เพราะฉะนั้น พวกเธอพึงลุกขึ้นพยายามเพื่อปฏิปทาอันหมดจดมีสีลวิสุทธิเป็นต้น.
               บทว่า สมฺปหํเสติ ความว่า เมื่อทรงทำจิตของภิกษุเหล่านั้นให้ยินดี ให้ร่าเริงด้วยการประกาศอานิสงส์แห่งพระนิพพาน โดยนัยมีอาทิว่า๒- นี้ธรรมเป็นที่สร่างเมา เป็นที่กำจัดความกระหาย เป็นที่ถอนความอาลัย และโดยนัยมีอาทิว่า๓- ธรรมนี้เป็นที่สิ้นราคะ โทสะ โมหะ และว่า๔- นี้เป็นอสังขตธรรม และว่า๕- อมตธรรม สันติธรรม ดังนี้ ชื่อว่ายังภิกษุให้ร่าเริง ให้เบาใจ.
____________________________
๒- องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๓๔
๓- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๖๗๔ ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๒๒
๔- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๖๗๔
๕- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๗๕๑

               บทว่า สมาทเปติ ความว่า
               บทว่า เต จ ภิกฺขู อฏฺฐิกตฺวา ความว่า ภิกษุทั้งหลายกำหนดอย่างนี้ว่า สิ่งอะไรๆ มีอยู่ ประโยชน์นี้พวกเราควรบรรลุแล้ว เป็นผู้มีความต้องการด้วยเทศนานั้น. บทว่า มนสิกตฺวา ความว่า วางไว้ในจิต ไม่ส่งจิตไปในที่อื่น คือกระทำเทศนานั้นให้อยู่ในจิตของตนเท่านั้น.
               บทว่า สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา ความว่า นึกถึงเทศนาด้วยใจ อันเป็นตัวนำทั้งปวง ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด คือทำความคำนึงให้อยู่ในเทศนานั้นนั่นเอง.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา ความว่า นำมาเนืองๆ โดยชอบซึ่งเทศนา จากจิตทั้งหมด.
               ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า เมื่อผู้แสดงทำเทศนาด้วยจิตใด ไม่ให้เทศนาที่เป็นไปจากจิตทั้งปวงออกไปภายนอกแล้วนำมาโดยเนืองๆ โดยชอบ คือไม่ผิดแผก แล้วนำจิตสันดานของตนมาทรงไว้ด้วยดีซึ่งเทศนาตามที่แสดงแล้วๆ.
               บทว่า โอหิตโสตา ได้แก่ เงี่ยโสตลงสดับ คือตั้งโสตไว้ด้วยดี.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โอหิตโสตา ได้แก่ มีโสตประสาทอันอะไรๆ ไม่รบกวน.
               จริงอยู่ บุคคลแม้เมื่อได้โสตประสาทที่ไม่มีอะไรรบกวนนั้นนั่นแล จึงไม่ฟุ้งซ่านไป ในการฟังเหมือนสติสังวร ควรจะกล่าวได้ว่า ในจักขุนทรีย์เป็นต้นบ้าง ในโสตินทรีย์บ้าง.
               ก็ในที่นี้ ด้วยบททั้ง ๔ มีบทว่า อฏฺฐิกตฺวา เป็นต้น ทรงแสดงถึงการที่ภิกษุเหล่านั้น ฟังโดยเคารพ โดยแสดงการเอื้อเฟื้อในการฟัง โดยไม่เป็นอื่นไปจากนั้น.
               บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ซึ่งภาวะที่ภิกษุเหล่านั้น มีการกระทำเอื้อเฟื้อในการฟังธรรมกถาอันเกี่ยวด้วยพระนิพพานนั้น. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศภาวะที่พระนิพพานมีอยู่โดยปรมัตถ์ โดยมุขคือพระธรรมเทศนาที่ผิดตรงกันข้ามจากธรรมนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ แปลว่า มีอยู่ อธิบายว่า เกิดโดยปรมัตถ์.
               บทว่า ภิกฺขเว เป็นคำเรียกภิกษุเหล่านั้น.
               ถามว่า ก็การเปล่งอันยังปีติและโสมนัสให้ตั้งขึ้นก็ดี อันยังธรรมสังเวชให้ตั้งขึ้นก็ดี ไม่มุ่งถึงคนรับธรรม ชื่อว่าอุทาน และอุทานนั้นมาในสูตร มีประมาณเท่านี้ เช่นนั้นเหมือนกันมิใช่หรือ แต่เพราะเหตุไร ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงเปล่งอุทาน จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น?
               ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น อันเกี่ยวด้วยพระนิพพาน เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าใจ ก็ทรงเกิดปีติโสมนัสขึ้น ด้วยหวนระลึกถึงคุณของพระนิพพาน จึงทรงเปล่งอุทาน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของภิกษุเหล่านั้นว่า สภาวธรรมทั้งหมดในพระศาสนานี้ เว้นพระนิพพาน ที่เป็นไปเนื่องกับปัจจัยเท่านั้นเกิดขึ้นได้ ที่ปราศจากปัจจัย หาเกิดขึ้นไม่ แต่นิพพานธรรมนี้เกิดในปัจจัยไหน และมีพระประสงค์จะให้พระภิกษุเหล่านั้นเข้าใจ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ภิกฺขเว ตทายตนํ ดังนี้.
               พึงทราบว่า ไม่ใช่กระทำให้ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้รับโดยส่วนเดียวเท่านั้น.
               บทว่า ตทายตนํ ได้แก่ เหตุนั้น.
                อักษร ทำการเชื่อมบท จริงอยู่ พระนิพพานท่านเรียกว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ โดยเป็นอารัมมณปัจจัยแก่มรรคญาณและผลญาณเป็นต้น เหมือนรูปารมณ์เป็นต้น เป็นอารัมมณปัจจัยแก่จักขุวิญญาณเป็นต้น. ก็ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศถึงสังขตธาตุว่า มีอยู่โดยปรมัตถ์แก่ภิกษุเหล่านั้น.
               ในข้อนั้น มีนัยแห่งธรรมดังต่อไปนี้ เพราะสังขตธรรมมีอยู่ แม้อสังขตธาตุก็มี เพราะมีความเป็นคู่ปรับต่อสภาวธรรม เหมือนอย่างว่า เมื่อทุกข์มีอยู่ แม้สุขที่เป็นคู่ปรับกับทุกข์นั้นก็มีอยู่เหมือนกัน ฉันใด เมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความหนาวก็มีอยู่ เมื่อบาปธรรมมีอยู่ แม้กัลยาณธรรมก็มีอยู่เหมือนกัน.
               สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   เมื่อทุกข์มี ชื่อว่าสุขก็มีฉันใด เมื่อภพมี วิภพ สภาวะ
                         ที่ปราศจากภพก็จำต้องปรารถนาฉันนั้น เมื่อความร้อนมี
                         ความเย็นก็มีแม้ฉันใด เมื่อไฟ ๓ กองมี พระนิพพานก็จำ
                         ต้องปรารถนาฉันนั้น เมื่อบาปธรรมมี กัลยาณธรรมก็มี
                         ฉันใด เมื่อความเกิดมี ความไม่เกิดก็จำต้องปรารถนา
                         ฉันนั้น.
๖-____________________________
๖- ขุ. พุทฺธ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๒

               อีกอย่างหนึ่ง การไขความถึงพระนิพพานว่ามีอยู่โดยปรมัตถ์ จักมีแจ้งข้างหน้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงอสังขตธาตุว่ามีอยู่โดยปรมัตถ์ โดยพร้อมมูลด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงสภาวะที่พระนิพพานนั้นมีอยู่ โดยมุขคือความผ่องแผ้วแห่งธรรมที่ผิดตรงตรงข้ามจากอสังขตธาตุนั้น จึงตรัสว่า ยตฺถ เนว ปฐวี น อาโป ดังนี้เป็นต้น.
               ในข้อนั้น เพราะเหตุที่พระนิพพาน มีสภาวะผิดตรงกันข้ามจากสังขารทั้งปวง ไม่มีในบรรดาสังขตธรรมไหนๆ ฉันใด แม้ในพระนิพพานนั้น ก็ไม่มีสังขตธรรมทั้งหมด ฉันนั้น เพราะสังขตธรรมและอสังขตธรรม รวมกันไม่ได้.
               ในข้อนั้น มีการทำอธิบายอรรถดังต่อไปนี้
               ปฐวีธาตุมีความแข้นแข็งเป็นลักษณะ อาโปธาตุมีการไหลไปเป็นลักษณะ เตโชธาตุมีความอบอุ่นเป็นลักษณะ วาโยธาตุมีการเคลื่อนไหวเป็นลักษณะ ไม่มีในพระนิพพานใด คืออสังขตธาตุใด ดังนั้น ในธาตุเหล่านั้น เมื่อว่าโดยความไม่มีแห่งมหาภูตรูป ๔ ก็เป็นอันกล่าวถึงความไม่มีแห่งอุปาทายรูปแม้ทั้งหมด เพราะอาศัยมหาภูตรูปนั้นฉันใด กามภพและรูปภพก็ฉันนั้น เป็นอันกล่าวว่าไม่มีในพระนิพพานนั้นโดยสิ้นเชิง เพราะมีความเป็นไปไม่เนื่องกับพระนิพพานนั้น เพราะปัญจโวการภพ หรือเอกโวการภพ เว้นจากการอาศัยมหาภูตรูปแล้วก็มีไม่ได้แล.
               บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงธรรมที่นับเนื่องในอรูปภพ ไม่มีในพระนิพพานนั้น แม้ในเมื่อพระนิพพานมีสภาวะเป็นอรูป (เป็นนาม) จึงตรัสคำมีอาทิว่า น อากาสานญฺจายตนํ ฯเปฯ น เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น อากาสานญฺจายตนํ ความว่า จิตตุปบาท กล่าวคืออากาสานัญจายตนะทั้ง ๓ อย่าง ต่างโดยกุศลจิต วิปากจิต และกิริยาจิต พร้อมทั้งอารมณ์ย่อมไม่มี. แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ก็กามโลกไม่มีในพระนิพพานด้วยอารมณ์ใด แม้อิธโลก และปรโลก ก็ไม่มีในพระนิพพานนั้น ด้วยอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี ดังนี้เป็นต้น.
               คำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ ขันธโลกนี้ใด อันได้โวหารว่า ความเป็นอย่างนี้ ปัจจุบันธรรม และว่าโลกนี้ และขันธโลกอันได้โวหารว่า โลกอื่นจากโลกนั้น ปรโลก และอภิสัมปรายภพใด ทั้งสองนั้น ไม่มีในที่ใด.
               บทว่า น อุโภ จนฺทิมสุริยา ความว่า เพราะเหตุที่เมื่อรูปมี ชื่อว่าความมืดก็พึงมี และเพื่อกำจัดความมืด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็หมุนเวียนไป แต่รูปโดยประการทั้งปวง ไม่มีในที่ใด ความมืดในที่นั้นจักมีในที่ไหน. อีกอย่างหนึ่ง การกำจัดความมืดก็คือพระจันทร์และพระอาทิตย์ ฉะนั้น พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในพระนิพพานใด. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงพระนิพพานมีความสว่างไสว เป็นสภาวะนั่นแล.
               ก็ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ พระธรรมราชาเมื่อจะทรงประกาศอมตนิพพาน อันไม่เคยมีในสงสารซึ่งหาเบื้องต้นรู้ไม่ได้ แม้ที่สุดด้วยความฝันอันลึกโดยปรมัตถ์ เห็นได้ยากอย่างยิ่ง ละเอียดสุขุม นึกเอาเองไม่ได้ สงบที่สุด เป็นที่อำนวยผลเฉพาะตน ประณีตยิ่งนัก แก่ภิกษุทั้งหลายผู้ยังไม่ได้บรรลุ จึงให้ภิกษุเหล่านั้นขจัดความโง่เป็นต้นออกเสีย เพราะพระนิพพานนั้นมีอยู่ก่อนทีเดียว ดังบาลีว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ดังนี้เป็นต้น จึงทรงประกาศพระนิพพานนั้น โดยมุขคือความไม่งมงายในธรรมอื่นจากพระนิพพานนั้นว่า ยตฺถ เนว ปฐวี ฯเปฯ น อุโภ จนฺทิมสุริยา ดังนี้เป็นต้น.
               ด้วยคำนั้น เป็นอันแสดงว่า อสังขตธาตุ อันมีสภาวะผิดตรงกันข้ามจากสังขตธรรมทั้งปวงมีปฐวีเป็นต้นว่า พระนิพพาน. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า ตตฺรปาหํ ภิกฺขเว เนว อาคตึ วทามิ ดังนี้เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺร แปลว่า ในนิพพานนั้น. อปิ ศัพท์ใช้ในอรรถสมุจจัย.
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวการมาของอะไรๆ จากที่ไหนๆ ที่เป็นไปตามสังขาร เพราะเหตุสักว่าธรรมเกิดในพระนิพพานนั้นตามปัจจัย
               อนึ่ง เราไม่กล่าวอาคติ คือการมาแต่ที่ไหนๆ ในอายตนะคือพระนิพพานนั้นอย่างนี้ เพราะพระนิพพานไม่มีฐานะที่จะพึงมา.
               บทว่า น คตึ ความว่า เราไม่กล่าวการไปในที่ไหนๆ เพราะฐานะที่พระนิพพานจะพึงถึงไม่มี เพราะการมาและการไปของสัตว์ทั้งหลาย เว้นการกระทำให้เป็นอารมณ์ด้วยญาณ ไม่มีในพระนิพพานนั้น.
               อนึ่ง เราไม่กล่าวถึงฐิติ จุติ และอุปบัติ. บาลีว่า ตทปหํ ดังนี้ก็มี.
               ความของพระบาลีนั้นมีดังนี้ อายตนะแม้นั้น ชื่อว่าไม่มีการมา เพราะเป็นฐานะที่ไม่ควรมา เหมือนจากละแวกบ้านมาสู่ละแวกบ้าน. ชื่อว่าไม่มีการไป เพราะไม่เป็นฐานะที่จะควรไป ชื่อว่าไม่มีฐิติ เพราะไม่มีฐานะที่จะตั้งอยู่ เหมือนแผ่นดินและภูเขาเป็นต้น.
               อนึ่ง ชื่อว่าไม่มีการเกิด เพราะไม่มีปัจจัย. ชื่อว่าไม่มีจุติ เพราะไม่มีการตายเป็นสภาวะนั้น. เราไม่กล่าวฐิติ จุติ และอุปบัติ เพราะไม่มีการเกิดและการดับ และเพราะไม่มีการตั้งอยู่ที่กำหนดด้วยการเกิดและการดับทั้ง ๒ นั้น.
               อนึ่ง พระนิพพานนั้นล้วนชื่อว่าไม่ตั้งอยู่ในที่ไหนๆ เพราะมีสภาวะเป็นอรูป และเพราะไม่มีปัจจัย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าไม่มีที่ตั้ง. ชื่อว่าไม่เป็นไป เพราะไม่มีความเป็นไปพร้อม และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไปในพระนิพพานนั้น ชื่อว่าไม่มีอารมณ์ เพราะไม่มีอารมณ์อะไรๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยว และเพราะไม่มุ่งถึงอารมณ์ที่อุปถัมภ์ เหมือนสัมปยุตธรรมมีเวทนาเป็นต้น แม้ที่มีสภาวะเป็นอรูป (เป็นนาม) ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอายตนะ.
               ก็ เอว ศัพท์นี้ พึงประกอบด้วยบททั้งสองคือ อปฺปติฏฺฐเมว อปฺปวตฺตเมว.
               บทว่า เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส ความว่า พระนิพพานซึ่งมีลักษณะตามที่กล่าวแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญชมเชย ด้วยคำมีอาทิว่า อปฺปติฏฺฐํ ดังนี้นั่นแหละ ชื่อว่าเป็นที่สุด คือเป็นที่สิ้นสุดแห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น เพราะเมื่อมีการบรรลุพระนิพพาน ทุกข์ทั้งหมดก็ไม่มี เพราะเหตุฉะนั้น จึงทรงแสดงว่า พระนิพพานนั้นมีสภาวะเป็นดังนี้ว่า เป็นที่สุดแห่งทุกข์นั่นแล.

               จบอรรถกถาปฐมนิพพานสูตรที่ ๑               
               ---------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 157อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 158อ่านอรรถกถา 25 / 159อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=3977&Z=3992
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com