ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๓

               อรรถกถาตติยนิพพานสูตร               
               ตติยนิพพานสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศโทษในสงสารโดยอเนกปริยายแล้ว ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอันเกี่ยวด้วยพระนิพพาน โดยการแสดงเทียบเคียงเป็นต้นแล้ว
               ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสงสารนี้ พร้อมด้วยเหตุ มีอวิชชาเป็นต้น อันชื่อว่าสเหตุกะ แต่ไม่ตรัสถึงเหตุอะไรๆ แห่งพระนิพพานซึ่งเป็นเหตุสงบสงสารนั้น พระนิพพานนี้นั้นจัดเป็นอเหตุกะ อเหตุกะนั้นจะเกิดได้ เพราะอรรถว่า มีการกระทำให้แจ้ง และมีอรรถเป็นอย่างไร.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอรรถนี้ ตามที่กล่าวแล้วของภิกษุเหล่านั้น.
               บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า พระองค์ทรงเปล่งอุทานนี้อันเป็นเหตุประกาศอมตมหานิพพาน อันมีอยู่โดยปรมัตถ์ เพื่อกำจัดความสงสัยของภิกษุเหล่านั้น และเพื่อหักรานมิจฉาวาทะ ของสมณพราหมณ์ในโลกนี้ ผู้ปฏิบัติผิด ผู้มีทิฏฐิคติหนาแน่น ในภายนอกทีเดียว เหมือนบุคคลผู้ยึดโลกเป็นใหญ่ว่า คำว่า นิพพาน นิพพาน เป็นเพียงแต่เรื่องพูดกันเท่านั้น แต่ความจริง เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ชื่อว่าพระนิพพาน ย่อมไม่มี เพราะมีการไม่เกิดเป็นสภาวะ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ ทั้งหมดเป็นไวพจน์ของกันและกัน.
               อีกอย่างหนึ่ง พระนิพพานชื่อว่าอชาตะ เพราะไม่เกิด คือไม่บังเกิด เพราะความพรั่งพร้อมแห่งเหตุ คือการประชุมแห่งเหตุและปัจจัย เหมือนเวทนาเป็นเป็นต้น ชื่อว่าอภูตะ เพราะเว้นจากเหตุ และตนเองเสีย ย่อมไม่มี คือไม่ปรากฏ ได้แก่ไม่เกิด ชื่อว่าอกตะ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สร้างขึ้นเพราะไม่เกิด และเพราะไม่มีอย่างนี้.
               อนึ่ง เพื่อจะแสดงว่าสังขตธรรมมีนามรูปเป็นต้น มีการเกิด การมี การสร้างขึ้นเป็นสภาวะ พระนิพพานซึ่งมีอสังขตธรรมเป็นสภาวะ หาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงตรัสว่า อสงฺขตํ ดังนี้.
               อนึ่ง เมื่อว่าโดยปฏิโลมตรัสว่า สังขตธรรม เพราะถูกปัจจัยอาศัยกันและกันสร้างให้มีขึ้น. อนึ่ง ท่านกล่าวว่าเป็นอสังขตะ เพราะไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง คือเว้นจากลักษณะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง.
               เมื่อภาวะที่พระนิพพานบังเกิดด้วยเหตุมากมายอย่างนี้ สำเร็จแล้ว เพื่อจะแสดงว่า พระนิพพานไม่มีปัจจัยอะไรๆ แต่งขึ้น ด้วยความรังเกียจว่า พระนิพพานจะพึงมีเหตุอย่างหนึ่ง ตบแต่งหรือหนอ จึงตรัสว่า อกตํ ไม่ถูกเหตุอะไรๆ ตบแต่ง.
               แม้เมื่อพระนิพพานไม่มีปัจจัยอย่างนี้ เพื่อจะให้ความรังเกียจว่า พระนิพพานนี้เป็นขึ้น ปรากฏขึ้นเองหรือหนอ เป็นไปไม่ได้ จึงตรัสว่า อภูตํ.
               เพื่อจะแสดงว่า พระนิพพานนี้นั้น ไม่มีปัจจัยปรุง ไม่ได้แต่ง ไม่มีนี้ จะมีได้ เพราะพระนิพพานมีการไม่เกิดเป็นธรรมดา โดยประการทั้งปวง จึงตรัสว่า อชาตํ.
               บัณฑิตพึงทราบความที่บททั้ง ๔ นี้มีประโยชน์อย่างนี้แล้ว พึงทราบว่า พระองค์ทรงประกาศว่า พระนิพพานมีอยู่โดยปรมัตถ์ โดยพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย พระนิพพานนี้นั้นมีอยู่.
               ก็ในพระสูตรนี้พึงทราบเหตุในบท อาลปนะว่า ภิกฺขเว โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเปล่งจึงตรัสไว้แล้วในหนหลังแล.
               ดังนั้น พระศาสดา ครั้นตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พระนิพพานไม่เกิด ไม่มี อันปัจจัยอะไรๆ ไม่แต่ง ไม่ปรุง มีอยู่ เมื่อจะทรงแสดงเหตุในข้อนั้น จึงตรัสคำว่า โน เจ ตํ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น.
               พระบาลีนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้.
               ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอสังขตธาตุ ซึ่งมีสภาวะไม่เกิดเป็นต้น จักไม่ได้มี หรือจักไม่พึงมีไซร้ ความสลัดออก คือความสงบโดยสิ้นเชิง ซึ่งสังขตะ กล่าวคือขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น ซึ่งมีสภาวะเกิดขึ้นเป็นต้น ไม่พึงปรากฏ คือไม่พึงเกิด ไม่พึงมีในโลกนี้.
               จริงอยู่ ธรรมคืออริยมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น อันกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ย่อมตัดกิเลสได้เด็ดขาด. ด้วยเหตุนั้น ในที่นี้ ความไม่เป็นไป ความปราศจากไป ความสลัดออกแห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมปรากฏ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงพระนิพพานว่ามีอยู่ โดยที่ภาวะตรงกันข้าม. บัดนี้ เพื่อจะแสดงพระนิพพานนั้น โดยนัยที่คล้อยตามจึงตรัสคำมีอาทิว่า ยสฺมา จ โข ดังนี้.
               คำนั้น มีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               ก็ในที่นี้ เพราะเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงอนุเคราะห์แก่สัตวโลกทั้งมวล จึงทรงแสดงความเกิดมีแห่งนิพพานธาตุโดยปรมัตถ์ โดยสุตตบทเป็นอเนกมีอาทิว่า๑- ธรรมที่ไม่มีปัจจัย ธรรมที่เป็นอสังขตะ.
               ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ในที่ที่ปฐวีธาตุ ไม่มีเลย ฐานะแม้นี้แลเห็นได้แสนยาก คือความสงบสังขารทั้งปวง การสละคืนอุปธิกิเลสทั้งปวง๒-
               ภิกษุทั้งหลาย ก็เราจักแสดงอสังขตธรรม และปฏิปทาเครื่องให้สัตว์ถึงอสังขตธรรมแก่เธอทั้งหลาย.๓-
____________________________
๑- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๓
๒- ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๕๘
๓- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๗

               และด้วยสูตรแม้นี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พระนิพพาน ไม่เกิด มีอยู่ ฉะนั้น แม้ถ้าวิญญูชน ผู้กระทำไม่ให้ประจักษ์ในพระนิพพานนั้นไซร้ ก็ย่อมไม่มีความสงสัย หรือความเคลือบแคลงเลย. เพื่อจะบรรเทาความเคลือบแคลงของเหล่าบุคคล ผู้มีความรู้ในการแนะนำผู้อื่น ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้.
               การสลัดออกอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามและอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่เวียนซ้าย คือที่มีสภาวะผิดตรงกันข้ามจากนั้น ย่อมปรากฏโดยมุข คือการถอนออกจากทุกข์ หรือเพราะกำหนดรู้ อันมีการพิจารณาที่เหมาะสม พระนิพพานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสังขตธรรมทั้งหมด ซึ่งมีสภาวะเป็นเช่นนั้น คือมีสภาวะผิดตรงกันข้ามจากนั้น พึงเป็นเครื่องสลัดออก.
               ก็พระนิพพาน อันเป็นเครื่องสลัดออกจากทุกข์นั้น ก็คืออสังขตธาตุ.
               พึงทราบให้ยิ่งขึ้นไปอีกเล็กน้อย.
               วิปัสสนาญาณก็ดี อนุโลมญาณก็ดี ซึ่งมีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ ย่อมไม่อาจจะละกิเลสได้โดยเด็ดขาด. อนึ่ง ญาณในปฐมฌานเป็นต้น ซึ่งมีสมมติสัจจะเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสได้ ด้วยวิกขัมภนปหานเท่านั้น หาละได้ด้วยสมุจเฉทปหานไม่. ดังนั้น อริยมรรคญาณอันกระทำการละกิเลสเหล่านั้นได้เด็ดขาด ก็พึงเป็นอารมณ์ ซึ่งมีสภาวะผิดตรงกันข้ามจากญาณทั้งสองนั้น เพราะญาณซึ่งมีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ และมีสมมติสัจจะเป็นอารมณ์ ไม่สามารถในการตัดกิเลสได้เด็ดขาดนั้น ชื่อว่า อสังขตธาตุ. อนึ่ง พระดำรัสที่ส่องถึงบทแห่งพระนิพพาน ซึ่งมีอยู่โดยปรมัตถ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นอรรถที่ไม่ผิดแผก ดังบาลีนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พระนิพพาน ไม่เกิด ไม่มี อันปัจจัยอะไรๆ ไม่แต่ง ไม่ปรุง มีอยู่, จริงอยู่ คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ซึ่งมีอรรถไม่ผิดแผก ดังที่ตรัสไว้ว่า๔- สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาดังนี้.
____________________________
๔- องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๗๖

               อนึ่ง นิพพานศัพท์ มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ตามเป็นจริง แม้ในอารมณ์บางอย่าง เพราะเกิดมีความเป็นไปเพียงอุปจาร เหมือนศัพท์ว่า สีหะ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอสังขตธาตุว่ามีอยู่โดยปรมัตถ์ แม้โดยยุติ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เพราะพระนิพพาน มีสภาวะพ้นจากสิ่งที่มีภาวะตรงกันข้ามนั้น นอกนี้ เหมือนปฐวีธาตุ หรือเวทนา.

               จบอรรถกถาตติยนิพพานสูตรที่ ๓               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๓ จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 159อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 160อ่านอรรถกถา 25 / 161อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4007&Z=4021
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com