ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๒

               อรรถกถาทุติยทัพพสูตร               
               ทุติยทัพพสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นประทับอยู่ตามพอพระทัยในกรุงราชคฤห์ เมื่อจะเสด็จไปในชนบท เสด็จถึงกรุงสาวัตถี โดยลำดับนั้นแล ประทับอยู่ในพระเชตวัน เพื่อจะแสดงการที่พระทัพพมัลลบุตรปรินิพพานอันยังไม่ประจักษ์ ให้ประจักษ์แก่พวกภิกษุ และเพื่อให้ปุถุชนผู้เหินห่างจากความเคารพในพระเถระ โดยการกล่าวตู่เรื่องไม่เป็นจริง ที่พวกภิกษุเมตติยะและภุมมชกะกระทำไว้ ให้เกิดเป็นความนับถือมากในพระเถระ จึงได้ตรัสเรียก.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺร นี้ เป็นเพียงนิบาต ใช้ในอรรถว่า ให้ยินยอมตามถ้อยคำ. ศัพท์ว่า โข ใช้ในอรรถว่าอวธารณะ แปลว่าห้ามข้อความอื่น.
               บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ตตฺร นี้ ส่องอรรถที่กล่าวถึงบทเหล่านี้ว่า ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกเฉพาะพระภิกษุ พระองค์ทรงแสดงความนี้ว่า ก็ด้วยบทว่า โข นี้ ทรงตรัสเรียกเหมือนกัน ในการตรัสเรียกภิกษุไม่มีอันตรายอะไรๆ เลย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตตฺร ได้แก่ ในอารามนั้น. ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า วจนาลังการ ประดับถ้อยคำให้ไพเราะ. บทว่า อามนฺเตสิ แปลว่า ได้ตรัสเรียกแล้ว.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกเฉพาะภิกษุทั้งหลาย?
               ตอบว่า เพราะเป็นผู้เจริญ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ใกล้ชิด เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีตลอดกาล และเพราะเป็นผู้รองรับพระธรรมเทศนาโดยพิเศษ.
               บทว่า ภิกฺขโว เป็นแสดงอาการ คือการเรียกภิกษุเหล่านั้น. บทว่า ภทนฺเต เป็นบทที่พวกภิกษุผู้ถูกตรัสเรียก ถวายคำตอบแด่พระศาสดาโดยเคารพ. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสเรียก จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น ในบรรดาคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า ภิกฺขโว. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อจะทูลก็ทูลตอบว่า ภทนฺเต.
               อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำว่า ภิกฺขโว นี้ ซึ่งเป็นพระดำรัสอันอิงอาศัยพระหทัยอันเยือกเย็น บันดาลให้เกิดพระกรุณาเป็นประธาน พระองค์ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นกลับจากการมนสิการกรรมฐานและพิจารณาธรรมเป็นต้นแล้ว ให้ผินหน้ามาหาพระองค์. ด้วยคำว่า ภทนฺเต นี้ ซึ่งเป็นคำแสดงถึงความเอื้อเฟื้อ ความนับถือมาก และความเคารพในพระศาสดา ภิกษุเหล่านั้นจึงประกาศถึงความที่ตนเป็นผู้ฟังด้วยดี และความที่ตนมีความเคารพในการรับพระโอวาท.
               บทว่า ภควโต ปจฺจสฺโสสุ ํ ความว่า ภิกษุเหล่านั้นฟังตอบ คือให้เกิดความต้องการเพื่อจะฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรทั้งสิ้นนี้ คือที่กำลังกล่าวอยู่ในบัดนี้. คำมีอาทิว่า ทพฺพสฺส ภิกฺขเว มลฺลปุตฺตสฺส ดังนี้ มีเนื้อความดังกล่าวในสูตรติดกันนั่นแล. แม้ในบทว่า เอตมตฺถํ เป็นต้น ไม่มีคำที่ไม่เคยกล่าว พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในสูตรติดกันเหมือนกัน.
               ในคาถาทั้งหลาย มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ บทว่า อโยฆนหตสฺส ความว่า วัตถุชื่อว่า อโยฆนะ เพราะเป็นเครื่องตีเหล็ก ได้แก่ค้อนเหล็กและทั่งเหล็กของพวกช่าง แห่งไฟที่ถูกค้อนเหล็กนั้นตี คือทุบ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวอธิบายว่า บทว่า อโยฆนหตสฺส ได้แก่ ตีก้อนแท่งเหล็ก.
               ก็ เอว ศัพท์ในคำว่า อโยฆนหตสฺส นั้น ได้แก่ ไฟที่ไหม้อยู่.
               บทว่า ชลโต ชาตเวทโส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่า อนาทร.
               บทว่า อนุปุพฺพูปสนฺตสฺส ความว่า เมื่อไฟสงบคือมอดลง ได้แก่ดับสนิทโดยลำดับ.
               บทว่า ยถา น ญายเต คติ ความว่า เหมือนคติของไฟนั้น รู้ไม่ได้.
               ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เมื่อไฟถูกค้อนเหล็กใหญ่ มีทั่งเหล็กและค้อนเหล็กเป็นต้นกระทบอยู่ คือขจัดอยู่ หรือลุกโพลงติดภาชนะสำริดเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเสียงที่เกิดขึ้นก็อย่างนั้น สงบ คือเข้าไปสงบด้วยดีโดยลำดับ คติของไฟหรือเสียง ย่อมไม่ปรากฏในที่ไหนๆ ในทิศทั้ง ๑๐ เพราะดับสนิทโดยหาปฏิสนธิมิได้โดยการดับปัจจัย.
               บทว่า เอวํ สมฺมา วิมุตฺตานํ ความว่า คติของพระขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่าผู้หลุดพ้นโดยชอบ เพราะหลุดพ้นจากอุปาทาน ๔ และอาสวะ ๔ โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยญายธรรม ได้แก่ด้วยอริยมรรค อันมีตทังควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติเป็นประธาน ลำดับนั้นนั่นแล ชื่อว่าผู้ข้ามโอฆะอันเป็นเครื่องผูกคือกาม เพราะข้ามกาโมฆะ กล่าวคือเครื่องผูกคือกามและโอฆะที่เหลือต่างด้วยภโวฆะเป็นต้น ชื่อว่าผู้ถึง คือบรรลุความสุขอันเข้าไปสงบสังขารทั้งปวง กล่าวคืออนุปาทิเสสนิพพาน อันชื่อว่าไม่หวั่นไหว เพราะสงบระงับกิเลส อันเป็นเหตุดิ้นรนด้วยดีเสียได้ และเพราะไม่สะเทือนด้วยลมคืออภิสังขาร ได้แก่กิเลส ย่อมไม่มี คือย่อมไม่ได้เพื่อจะบัญญัติโดยไม่มีข้อที่จะพึงบัญญัติว่า นี้ชื่อว่าคติ ในบรรดาคติต่างโดยเทวดาและมนุษย์เป็นต้น.
               อธิบายว่า ก็ท่านพระทัพพมัลลบุตรนั้นไปสู่ภาวะที่หาบัญญัติมิได้นั่นเทียว เหมือนไฟตามที่กล่าวแล้วฉะนั้น.

               จบอรรถกถาทุติยทัพพสูตรที่ ๑๐               
               จบปาฏลิคามิยวรรควรรณนาที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

               ก็ด้วยถ้อยคำเพียงเท่านี้
                         พระองค์ผู้หลุดพ้นด้วยดี จากความยึดมั่นในภพ ผู้อันเทพและ
               ทานพนับถือแล้ว ผู้ตัดความสืบต่อแห่งตัณหาได้ขาดแล้ว ผู้แสดงปีติ
               และสังเวช ผู้ยินดีในการประทานพระสัทธรรม ผู้เป็นผู้นำของชาวโลก
               โดยพิเศษ ทรงเปล่งอุทานใดในที่นั้นๆ เพราะเป็นเหตุสิ้นอุปาทาน
               ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์รวบรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ยกขึ้นสู่
               สังคายนา ร้อยกรอง โดยชื่อว่าอุทานใด เพื่อประกาศอรรถของอุทาน
               นั้น ซึ่งอาศัยอรรถเก่าๆ ที่ข้าพเจ้าเริ่มพรรณนาอรรถไว้ด้วยดี อรรถ
               วรรณนานั้นว่าโดยชื่อ ชื่อว่าปรมัตถทีปนี อันเป็นเครื่องประกาศอรรถ
               อันยิ่งในพระสูตรนั้นตามสมควร มีวินิจฉัยไม่ฝั่นเฝือ จบบริบูรณ์โดย
               บาลีภาณวาร ประมาณ ๓๔ ภาณวาร
                         ดังนั้น ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้รจนาปรมัตถทีปนี
               นั้น ได้รับแล้ว
                         ขอพระศาสนาของพระโลกนาถเจ้า จงสว่างไสวด้วยข้อปฏิบัติ
               มีศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ ขอปวงสัตว์จงเป็นผู้มีส่วนแห่งวิมุตติรส
                         ขอพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงสถิตอยู่ในโลก
               ตลอดกาลนาน ขอปวงสัตว์จงมีความเคารพในพระพุทธศาสนาเป็น
               นิตย์ ขอฝนจงตกในพื้นปฐพีโดยชอบตามฤดูกาล
                         ขอผู้ยินดีในพระสัทธรรม จงปกครองชาวโลกโดยธรรมเทอญ.

               อรรถกถาอุทาน               
               ที่ท่านพระธรรมปาลาจารย์ ผู้อยู่ในพทรติฏฐวิหาร รจนาไว้               
               จบบริบูรณ์.               
               ---------------------------------               
               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. นิพพานสูตรที่ ๑
                         ๒. นิพพานสูตรที่ ๒
                         ๓. นิพพานสูตรที่ ๓
                         ๔. นิพพานสูตรที่ ๔
                         ๕. จุนทสูตร
                         ๖. ปาฏลิคามิยสูตร
                         ๗. ทวิธาปถสูตร
                         ๘. วิสาขาสูตร
                         ๙. ทัพพสูตรที่ ๑
                         ๑๐. ทัพพสูตรที่ ๒
               ---------------------------------               
               รวมวรรคที่มีในอุทานนี้ คือ
                         โพธิวรรคที่ ๑
                         มุจจลินทวรรคที่ ๒
                         นันทวรรคที่ ๓
                         เมฆิยวรรคที่ ๔
                         โสณวรรคที่ ๕
                         ชัจจันธวรรคที่ ๖
                         จูฬวรรคที่ ๗
                         ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘
               มีสูตร ๘๐ สูตร วรรคที่ ๘ นี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุปราศจากมลทิน ทรงจำแนกแสดงไว้ดีแล้ว บัณฑิตทั้งหลายผู้มีศรัทธาแล ได้กล่าววรรคนั้นว่า อุทาน ฉะนี้แล ฯ
               จบอุทาน ฯ               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๒ จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 177อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 178อ่านอรรถกถา 25 / 179อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4373&Z=4404
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :