ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต
ปฐมวรรค สัพพสูตร

               อรรถกถาสัพพสูตร               
               ในสัพพสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สพฺพํ คือไม่มีเหลือ. สัพพศัพท์นี้บอกถึงสิ่งที่ไม่เหลือ. สัพพศัพท์นั้นแสดงถึงความไม่มีเหลือของความทั้งหมด เช่นรูปทั้งหมด เวทนาทั้งหมดในธรรมอันเนื่องด้วยสักกายะทั้งหมด
               อนึ่ง สัพพศัพท์นี้มี ๒ อย่าง คือสัปปเทสวิสัย (มีบางส่วน) นิปปเทสวิสัย (สิ้นเชิง).
               จริงดังนั้น สัพพศัพท์นี้มีข้อที่เห็นได้ในวิสัย ๔ คือ สัพพสัพพวิสัย (ทั้งหมดสิ้นเชิง) ปเทสสัพพวิสัย (ทั้งหมดเป็นบางส่วน) อายตนสัพพวิสัย (ทั้งหมดเฉพาะอายตนะ) สักกายสัพพวิสัย (ทั้งหมดเฉพาะสักกายะ).
               ในวิสัยเหล่านั้น วิสัยอันมาแล้วในสัพพสัพพวิสัย ดังในบทมีอาทิว่า๑- ธรรมทั้งปวงมาสู่พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะโดยสิ้นเชิง. มาในสัพพปเทสวิสัย ดังในพุทธพจน์มีอาทิว่า๒- ดูก่อนสารีบุตร เราได้กล่าวแล้วเป็นบางส่วนแก่พวกเธอ. มาในอายตนสัพพวิสัย ดังในพุทธพจน์มีอาทิว่า๓- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงจักษุ รูป ฯลฯ ใจและธรรมทั้งหมดแก่พวกเธอ. มาในสักกายสัพพวิสัย ดังในพุทธพจน์มีอาทิว่า๔- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบางส่วนอันเป็นมูลแห่งธรรมทั้งปวง.
____________________________
๑- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๖๙
๒- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๘๒
๓- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๒๔
๔- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑

               สัพพศัพท์อันมาในสัพพสัพพวิสัยนั้นชื่อนิปปเทสวิสัย มาใน ๓ วิสัย นอกนั้น ชื่อสัปปเทสวิสัย แต่ในที่นี้พึงทราบว่า มาในสักกายสัพพวิสัย.
               ก็บทว่า สพฺพํ ในที่นี้ท่านถือเอาธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาโดยไม่มีส่วนเหลือ.
               บทว่า อนภิชานํ ความว่า ภิกษุไม่รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ทั้งปวง โดยความเป็นจริงไม่วิปริต คือไม่รู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่งมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล เหล่านี้เป็นอกุศล เหล่านี้มีโทษ เหล่านี้ไม่มีโทษ และมีอาทิว่า เหล่านี้เป็นธาตุ ๑๘ นี้เป็นทุกขอริยสัจ นี้เป็นทุกขสมุทยอริยสัจ.
               บทว่า อปริชานํ ได้แก่ไม่กำหนดรู้.
               จริงอยู่ ผู้ใดกำหนดรู้ธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ผู้นั้นย่อมรู้ด้วยปริญญา ๓ คือด้วยญาตปริญญา(กำหนดรู้ด้วยการรู้) ๑ ด้วยตีรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา) ๑ ด้วยปหานปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการละเสีย) ๑.
               ในปริญญา ๓ นั้น ญาตปริญญาเป็นไฉน ภิกษุกำหนดรู้นามรูปเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด คือรูปมีประเภทเป็นต้นว่า ภูตรูปและปสาทรูปและนาม มีประเภทเป็นต้นว่า ผัสสะ ว่านี้ รูป รูปมีเท่านี้ ยิ่งไปจากนี้ไม่มี นี้นาม นามมีเท่านี้ ยิ่งไปจากนี้ไม่มี โดยความเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน และกำหนดปัจจัยของนามรูปนั้นมีกรรมและอวิชชาเป็นต้น นี้ชื่อว่าญาตปริญญา.
               ตีรณปริญญาเป็นไฉน ภิกษุพิจารณาปัจจัยทั้งหมดนั้นทำให้รู้โดยอาการ ๔๒ คือ โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นโรคเป็นต้น นี้ชื่อว่าตีรณปริญญา.
               ปหานปริญญาเป็นไฉน ภิกษุครั้นพิจารณาอย่างนี้แล้วละ ฉันทราคะในอาการทั้งหมดด้วยมรรคอันเลิศ นี้ชื่อว่าปหานปริญญา.
               แม้ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ) กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย) ก็ชื่อว่าญาตปริญญา. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเครื่องรู้ทางปฏิบัติ) หรือปัญญามีการพิจารณาธรรมเป็นหมวดเป็นกอง (กลาป) เป็นเบื้องต้นมีอนุโลมเป็นที่สุด ชื่อว่าตีรณปริญญา. การละด้วยอริยมรรค ชื่อว่าปหานปริญญา. ภิกษุใดกำหนดรู้ธรรมทั้งหมด ภิกษุนั้นชื่อว่ากำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ เหล่านี้.
               แต่ในที่นี้พึงทราบว่า กำหนดรู้ด้วยอำนาจแห่งญาตปริญญาและตีรณปริญญา เพราะการละวิราคะ ท่านถือเอาต่างกันด้วยการปฏิเสธ ความไม่กำหนดรู้ท่านกล่าวหมายถึงผู้ที่ไม่รู้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ อวิราชยํ ความว่า ภิกษุไม่ยังจิตสันดานของตนให้คลายกำหนัด คือไม่คลายกำหนดในธรรมที่ควรรู้ยิ่งนั้น คือในธรรมที่ควรกำหนดรู้อย่างวิเศษ.
               อธิบายว่า ไม่ยังวิราคานุปัสสนา (การเห็นเนืองๆ ในวิราคะ) ให้เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีราคะในธรรมที่ควรรู้ยิ่งนั้น.
               บทว่า อปฺปชหํ ได้แก่ ไม่ละกิเลสวัฏอันควรจะละในธรรมที่ควรรู้ยิ่งนั้น ด้วยมรรคปัญญาอันร่วมกับวิปัสสนาปัญญาโดยไม่มีส่วนเหลือ พึงทราบแม้ธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้นด้วยมรรคเจือปนกัน เหมือนข้อนั้น. พึงทราบด้วยอำนาจจิตต่างๆ กันในส่วนเบื้องต้น ญาณอันหนึ่งเท่านั้นยังธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้นให้ถึงโดยลำดับ ด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญาและปหานปริญญาแล้ว ยังธรรมทั้งหมดนั้นให้สำเร็จด้วยมรรคกิจในขณะเดียวกันนั่นเอง เป็นไปด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย ความว่าเป็นผู้ไม่ควรคือไม่สามารถเพื่อความสิ้นทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นด้วยการดับกิเลส.
                ศัพท์ในบทว่า สพฺพญฺจ โข นี้ เป็นไปในอรรถพยติเรกะ (มีความแย้งกัน) โข ศัพท์เป็นไปอรรถอวธารณ ด้วยบททั้งสองนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงเหตุส่วนเดียวแห่งการสิ้นทุกข์อันพิเศษ ที่ควรได้จากการรู้ยิ่งเป็นต้น.
               คำใดที่ควรกล่าวในบทว่า อภิชานน เป็นต้น คำนั้นท่านได้กล่าวไว้ ชัดเจนแล้ว แต่ในบทนั้นท่านกล่าวโดยการทักท้วง ในบทนี้พึงทราบโดยเป็นกฎ. ความต่างกันมีดังนี้.
               บทว่า อภิชานํ ความว่า เป็นผู้รู้ยิ่งซึ่งสักกายสัพพะอันได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ โดยสรุปและโดยปัจจัยด้วยทำญาณไว้เฉพาะหน้า คือกำหนดรู้สักกายสัพพะนั้น. โดยถือเอาอาการที่ไม่มีเป็นต้น ด้วยกำหนดตามลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น.
               บทว่า วิราชยํ ความว่า กระทำจิตของตนให้คลายกำหนัด ด้วยรู้ชัดถึงความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นแห่งสักกายสัพพะนั้นโดยชอบ และก้าวด้วยอานุภาพของญาณมีนิพพิทาญาณ คือเบื่อหน่ายต่อภัยที่เกิดขึ้นเป็นต้น ไม่ให้ความกำหนัดแม้เพียงเล็กน้อยเกิดขึ้นในจิตนั้น.
               บทว่า ปชหํ ได้แก่ ละ คือตัดขาดกิเลสวัฏอันเป็นฝ่ายของสมุทัยด้วยมรรคปัญญาอันประกอบกับวุฏฐานคามินีวิปัสสนา.
               บทว่า ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย ได้แก่ เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นวิปากวัฏไม่มีส่วนเหลือ หรืออนุปาทิเสสนิพพานธาตุอันเป็นความสิ้นทุกข์ ในสังสารวัฏทั้งสิ้น เพราะละมลทินคือกิเลสเสียได้ และเพราะสิ้นกรรมวัฏทั้งหมด พึงเห็นความในข้อนี้อย่างนี้ว่า เป็นผู้ควรเพื่อบรรลุธรรมนั้นโดยส่วนเดียว.
               บทว่า โย สพฺพํ สพฺพโต ญตฺวา ความว่า ผู้ใดคือผู้ประกอบความเพียร ผู้เจริญวิปัสสนารู้ธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวงโดยส่วนทั้งปวง คือโดยจำแนกขันธ์มีกุศลขันธ์เป็นต้น และโดยจำแนกการบีบคั้น มีทุกข์เป็นต้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพโต ได้แก่ รู้โดยอาการทั้งปวง คือโดยลักษณะมีหยาบและละเอียดเป็นต้น และโดยลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้นทั้งปวง หรือเพราะเหตุแทงตลอดด้วยมรรคญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งวิปัสสนาแล้ว รู้ด้วยวิปัสสนาญาณ.
               บทว่า สพฺพตฺเถสุ น รชฺชติ ได้แก่ ย่อมไม่กำหนัดในสักกายธรรมทั้งปวงอันมีประเภทต่างกันไม่น้อย โดยมีในอดีตเป็นต้น คือไม่ให้ราคะเกิดด้วยการบรรลุอริยมรรค.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความไม่มีแห่งการยึดตัณหานั้น ด้วยบทว่า สพฺพตฺเถสุ น รชฺชติ นี้ จึงทรงแสดงถึงความไม่มี แม้การยึดผิด ๓ หมวดนี้ คือนี้ของเรา ๑ นี้เป็นเรา ๑ นี้เป็นอัตตาของเรา ๑ ของผู้ที่ยึดทิฏฐิมานะ เพราะมีสิ่งนั้นเป็นนิมิต.
               บทว่า ในบทว่า สเว นี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า เว เป็นพยัตตะ (ความปรากฏ) หรือเป็นนิบาต ในความนี้ว่า เอกํเสน โดยส่วนเดียว บทว่า สพฺพํ ปริญฺญา ได้แก่ เพราะกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง คือเพราะกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงตามที่กล่าวแล้ว โดยบรรลุปริญญา บทว่า โส ได้แก่ พระโยคาวจรตามที่กล่าวแล้วหรือ พระอริยะนั่นเอง บทว่า สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคา ได้แก่ ล่วง คือก้าวล่วง คือพ้นทุกข์ในวัฏฏะได้ทั้งหมด.

               จบอรรถกถาสัพพสูตรที่ ๗               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค สัพพสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 184อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 185อ่านอรรถกถา 25 / 186อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4494&Z=4510
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com