ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต
ทุติยวรรค โมหสูตร

               อรรถกถาโมหสูตร               
               ในโมหสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
                อักษรในบทเป็นต้นว่า นาหํ ภิกฺขเว มีอรรถปฏิเสธ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอ้างถึงพระองค์ว่า อหํ.
               บทว่า อญฺญํ ได้แก่ ธรรมอื่นจากนิวรณ์ คืออวิชชาที่จะต้องกล่าวในบัดนี้.
               บทว่า เอกนีวรณมฺปิ ได้แก่ ธรรมป้องกันไม่ให้บรรลุความดีอย่างหนึ่ง.
               บทว่า สมนุปสฺสามิ ได้แก่ สมนุปัสสนา (การพิจารณาเห็น) ๒ อย่าง คือทิฏฐิสมนุปัสสนา (การพิจารณาเห็นด้วยทิฏฐิ) ๑ ญาณสมนุปัสสนา (การพิจารณาเห็นด้วยญาณ) ๑.
               ในสมนุปัสสนา ๒ อย่างนั้น การพิจารณาเห็นที่มาโดยบาลี มีอาทิว่า๑- รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตัวตน นี้ชื่อทิฏฐิสมนุปัสสนา. ส่วนสมนุปัสสนาที่มาโดยบาลี มีอาทิว่า๒- อนิจฺจโต สมนุปสฺสติ โน นิจฺจโต พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง นี้ชื่อว่าญาณสมนุปัสสนา. ในพระสูตรท่านประสงค์เอาญาณสมนุปัสสนาอย่างเดียว.
____________________________
๑- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๐๐ ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓๑๒
๒- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๑๑๒

               บทว่า สมนุปสฺสามิ เชื่อมด้วย อักษร ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราแม้ตรวจตราดูธรรมทั้งปวง ด้วยสมันตจักษุ (จักษุรอบคอบ) อันได้แก่สัพพัญญุตญาณ ดุจมะขามป้อมในมือ ก็ยังไม่เห็นแม้นิวรณ์อันหนึ่งอย่างอื่น.
               บทว่า เยน นีวรเณน นิวุตา ปชา ทีฆรตฺตํ สนฺธาวนฺติ สํสรนฺติ แปลว่า หมู่สัตว์ถูกนิวรณ์หุ้มห่อแล้วแล่นไป ท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนาน ความว่า สัตว์ทั้งหลายถูกนิวรณ์ครอบงำ ปกคลุมหุ้มห่อให้มืดมัว ไม่ให้เพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น เพื่อแทงตลอดสภาวธรรมทั้งหลาย เพราะสภาวธรรมถูกปกปิด ย่อมแล่นไปย่อมท่องเที่ยวไปในสงสารอันหาเบื้องต้นมิได้ และในภพใหญ่น้อยตลอดกัปอันกำหนดไม่ได้ โดยประการทั้งปวงด้วยการเกิดแล้วเกิดอีก. การแล่นไป คือการก้าวไปในระหว่างอารมณ์ การแล่นไป คือการก้าวไปในระหว่างภพ. หรือว่า การแล่นไปด้วยกิเลสมีกำลังแรง การแล่นไปด้วยกิเลสมีกำลังอ่อน หรือว่าการแล่นไปในชาติหนึ่ง คือตายไปชั่วขณะ การแล่นไปในหลายๆ ชาติ คือตายตามคำพูด หรือการแล่นไปด้วยจิต ดังที่ท่านกล่าวว่า จิตของเขาย่อมแล่นไป การท่องเที่ยวไปด้วยกรรม พึงทราบความต่างกันของการแล่นไปและการท่องเที่ยวไป ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า ยถยิทํ ตัดบทเป็น ยถาอิทํ ย อักษรเป็นบทสนธิ ทำเป็นรัสสะ ด้วยวิธีสนธิ.
               ในบทว่า อวิชฺชานีวรณํ นี้ พึงทราบความดังต่อไปนี้
               กายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่าไม่ควรรู้ โดยอรรถว่าไม่ควรบำเพ็ญ. อธิบายว่า ไม่ควรได้. ชื่อว่าอวิชฺชา เพราะอรรถว่ารู้สิ่งไม่ควรรู้นั้น โดยตรงกันข้าม กายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่าเป็นสิ่งควรรู้ ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าไม่รู้สิ่งควรรู้นั้น
               ท่านกล่าวถึงกองขันธ์ทั้งหลาย เครื่องติดต่ออายตนะทั้งหลาย ความสูญของธาตุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่ของอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นจริงของสัจจะทั้งหลาย ด้วยการบีบคั้นของทุกข์เป็นต้น ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าไม่รู้เนื้อความ ๔ อย่างนั้น. หรือว่า ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่ายังเหล่าสัตว์ให้แล่นไปในสงสารอันไม่มีที่สุด. หรือว่าโดยปรมัตถ์ ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าย่อมแล่นไป คือย่อมเป็นไปในอวิชชมานบัญญัติทั้งหลายมีสตรีและบุรุษเป็นต้น ย่อมไม่แล่นไป คือย่อมไม่เป็นไปในวิชชมานบัญญัติทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอวิชชา เพราะปกปิดวัตถุและอารมณ์มีจักขุวิญญาณเป็นต้น และธรรมคือปฏิจจสมุปบาท นิวรณ์คืออวิชชา ชื่อว่าอวิชชานิวรณ์
               บทว่า อวิชฺชานีวรเณน หิ ภิกฺขเว นิวุตา ปชา ทีฆรตฺตํ สนฺธาวนฺติ สํสรนฺติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทำความในก่อนให้หนักแน่นนั่นเอง หรือบทก่อนว่า ยถยิทํ ภิกฺขเว อวิชฺชานีวรณํ แปลว่า เหมือนนิวรณ์คืออวิชชา นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อให้แสดงข้ออุปมาอย่างนี้ บทนี้ตรัสเพื่อแสดงอานุภาพของนิวรณ์
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอวิชชาเท่านั้น ไม่ตรัสถึงธรรมเหล่าอื่นด้วย
               ตอบว่า เพราะอวิชชาเป็นวิเสสปัจจัยแห่งกามฉันทะเป็นต้น ด้วยการปกปิดโทษ จริงดังนั้น กามฉันทะเป็นต้น ย่อมเป็นไปในอาการของโทษที่ถูกอวิชชานั้นปกปิดไว้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถามีอาทิว่า นตฺถญฺโญ ดังนี้ ด้วยรวบรวม ความที่ตรัสแล้ว และที่ยังไม่ได้ตรัส ในบทเหล่านั้น บทว่า นิวุตา ได้แก่ ปกคลุม หุ้มห่อ ปิดบังไว้.
               บทว่า อโหรตฺตํ แปลว่า ทั้งกลางวันกลางคืน. อธิบายว่า ตลอดเวลา.
               บทว่า ยถา โมเหน อาวุตา ความว่า โดยประการที่หมู่สัตว์ถูกโมหะคืออวิชชานิวรณ์หุ้มห่อปกปิดไว้ ไม่รู้แม้ธรรมที่ควรรู้ด้วยดี ย่อมท่องเที่ยวไปในสงสาร.
               พึงประกอบเนื้อความว่า ธรรมอย่างหนึ่งอื่น เห็นปานนั้นก็ดี นิวรณ์อย่างหนึ่งก็ดี ย่อมไม่มี.
               บทว่า เย จ โมหํ ปหนฺตฺวาน ตโมกฺขนฺธํ ปทาลยุ ํ แปลว่า พระอริยสาวกเหล่าใดละโมหะแล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว ความว่า ก็พระอริยสาวกเหล่าใดละโมหะ อันมรรคนั้นๆ พึงฆ่า ด้วยมรรคเบื้องต่ำ ด้วยตทังคปหานเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้น แล้วทำลายกองแห่งความมืด อันได้แก่โมหะนั่นเอง ด้วยญาณเปรียบด้วยเพชร อันเป็นญาณชั้นเลิศ คือตัดขาดโดยไม่ให้มีส่วนเหลือ.
               บทว่า น เต ปุน สํสรนฺติ ความว่า พระอริยสาวกคือพระอรหันต์เหล่านั้น ย่อมไม่ท่องเที่ยวไป คือไม่หันกลับไปในสงสารนี้ ที่ท่านกล่าวว่า
                         ขนฺธานํ ปฏิปาฏิ    ธาตุ อายตนา น จ
                         อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานา    สํสาโรติ ปวุจฺจติ
                                ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังเป็นไป
                         ไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่าสงสาร
               ถามว่า เพราะเหตุไร
               ตอบว่า เพราะอวิชชาอันเป็นต้นเหตุ คือเป็นมูลเหตุแห่งสงสาร ย่อมไม่มีแก่พระอริยสาวกเหล่านั้น เพราะตัดขาดแล้วโดยประการทั้งปวง ดังนี้.

               จบอรรถกถาโมหสูตรที่ ๔               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 191อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 192อ่านอรรถกถา 25 / 193อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4610&Z=4627
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :