ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต
ทุติยวรรค โมทสูตร

               อรรถกถาโมทสูตร               
               ในโมทสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า เอกธมฺโม ได้แก่ ธรรมเป็นกุศล คือธรรมไม่มีโทษอย่างหนึ่ง ก็หากว่า ความวิวาทจะพึงเกิดขึ้นในสงฆ์ว่า นี้ธรรม นี้ไม่ใช่ธรรมเป็นต้น ในข้อนั้น วิญญูชนผู้ใคร่ธรรมควรสำเหนียกว่า ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือความวิวาท เมื่อเจริญขึ้นพึงเป็นไป เพื่อความร้าวรานแห่งสงฆ์ หรือเพื่อความทำลายสงฆ์.
               หากว่า อธิกรณ์นั้นตนยกขึ้นตั้งไว้เอง ควรรีบงดเว้นจากอธิกรณ์นั้น เหมือนเหยียบไฟ ฉะนั้น เมื่อถูกคนอื่นยกอธิกรณ์ขึ้น หากสามารถจะสงบอธิกรณ์นั้นด้วยตนเอง พึงพยายามไปเสียให้ไกล ปฏิบัติเหมือนอย่างที่อธิกรณ์นั้นสงบลง.
               แต่หากไม่สามารถให้สงบด้วยตนเองได้ ความวิวาทนั้นยังเจริญยิ่งๆ ขึ้น ไม่สงบลงได้ ก็ขอให้เพื่อนสพรหมจารีผู้ใคร่การศึกษา ผู้เหมาะสมในเรื่องนั้นช่วยเหลือ ระงับอธิกรณ์นั้นโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุสาสน์ พึงให้อธิกรณ์สงบอย่างนี้ เมื่ออธิกรณ์สงบอย่างนี้ กุศลธรรมอันทำความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ ท่านประสงค์ว่า เอกธรรม ในที่นี้.
               จริงอยู่ กุศลธรรมนั้นปลดเปลื้องธรรมเศร้าหมองอันจะนำสิ่งไม่เป็นประโยชน์ และความทุกข์อันควรเกิดของภิกษุทั้งหลาย ผู้ฝักใฝ่ทั้งสองข้างเกิดความสงสัยกันของภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้ดำรงอยู่ ด้วยประพฤติตามภิกษุเหล่านั้น ของอารักขเทวดาเหล่านั้นตลอดถึงเทพและพรหม แล้วนำสิ่งที่เป็นประโยชน์และความสุขให้แก่ชาวโลกพร้อมด้วยเทวดา เพราะกุศลธรรมนั้นเป็นเหตุแห่งกองบุญ เป็นที่หลั่งไหลแห่งกุศล.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอกธมฺโม ภิกฺขเว โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย เป็นต้น แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก.
               พึงทราบเนื้อความแห่งพระพุทธพจน์นั้น โดยตรงกันข้ามกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในสูตรก่อน.
               บทว่า สํฆสฺส สามคฺคี ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ คือความไม่มีแตกกัน ความมีธรรมอย่างเดียวกัน และความมีอุทเทสอย่างเดียวกัน.
               ในคาถามีอธิบายดังต่อไปนี้ บทว่า สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความพร้อมเพรียงของหมู่ให้เกิดสุข ได้แก่ความสามัคคี ท่านกล่าวว่าเป็นความสุข เพราะความสามัคคีเป็นปัจจัยแห่งความสุข เหมือนที่ท่านกล่าวว่า๑- สุโข พุทฺธานํ อุปฺปาโท ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นความสุข.
____________________________
๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔

               บทว่า สมคฺคานญฺจนุคฺคโห ได้แก่ การอนุเคราะห์ผู้พร้อมเพรียงกัน ด้วยการอนุโมทนาในความพร้อมเพรียงกัน คืออนุรูปแก่สามัคคี.
               อธิบายว่า การถือเอา คือดำรงไว้ เพิ่มกำลังให้โดยอาการที่ผู้พร้อมเพรียงเหล่านั้นจะไม่ละความสามัคคี.
               บทว่า สมคฺคํ กตฺวาน ได้แก่ กระทำหมู่ที่แตกกันหรือถึงความร้าวฉานกัน ให้พร้อมเพรียงกัน คือให้มีความเกื้อกูลกัน.
               บทว่า กปฺปํ ได้แก่ อายุกัปนั่นเอง.
               บทว่า สคฺคมฺหิ โมทติ ได้แก่ ครอบงำเทวโลกอื่นในกามาวจรเทวโลกโดยฐานะ ๑๐ เสวยทิพยสุข ย่อมบันเทิง คือย่อมเสวย ย่อมเล่น ด้วยความสำเร็จที่ตนปรารถนาแล้ว.

               จบอรรถกถาโมทสูตรที่ ๙               
               ------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมทสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 196อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 197อ่านอรรถกถา 25 / 198อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4695&Z=4714
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :