ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต
ตติยวรรค ปุญญสูตร

               อรรถกถาปุญญสูตร               
               ในปุญญสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               มาศัพท์ ในบทว่า มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ นี้ เป็นนิบาตลงในอรรถปฏิเสธ.
               ปุญญศัพท์มาในผลแห่งบุญ ในประโยคเป็นต้นว่า๑- กุสลานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ สมาทานเหตุ เอวมิทํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผลบุญนี้ย่อมเจริญอย่างนี้เพราะเหตุแห่งการสมาทานกุสลธรรมทั้งหลาย.
               มาในสุจริตอันเป็นกามาวจรและรูปาวจร ในประโยคเป็นต้นว่า๒- อวิชฺชาคโต ยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล ปุญฺญญฺจ (กตฺวา) สํขารํ อภิสํขโรติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุรุษบุคคลถูกอวิชชาครอบงำ ย่อมปรุงแต่งสังขารเพราะทำบุญ.
               มาในอุปปัตติภพอันเป็นสุคติวิเศษ ในประโยคมีอาทิว่า๒- ปุญฺญูปคํ ภวติ วิญฺญาณํ วิญญาณเข้าถึงบุญย่อมเจริญ
               มาในกุศลเจตนา ในประโยคเป็นต้นว่า๓- ตีณีมานิ ภิกฺขเว ปุญฺญกิริยาวตฺถูนิ ทานมยํ ปุญฺญกิริยาวตฺถุ สีลมยํ ปุญฺญกิริยาวตฺถุ ภาวนามยํ ปุญฺญกิริยาวตฺถุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ เหล่านี้ คือบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ๑ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา ๑.
               แต่ในที่นี้ พึงทราบว่ามาในกุศลธรรมในภูมิทั้ง ๓.
____________________________
๑- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๓
๒- สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๙๑
๓- ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๓๘   องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๒๖

               ในบทว่า ภายิตฺถ นี้ภัยมี ๒ อย่างคือ ญาณภัย ๑ สารัชชภัย ๑
               ในภัย ๒ อย่างนั้น ญาณภัยมาในบทมีอาทิว่า๔- เทพแม้เหล่าใดมีอายุยืน มีผิวพรรณงาม มากด้วยความสุข เทพแม้เหล่านั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระตถาคต โดยมากก็ถึงความกลัว หวาดสะดุ้ง สังเวช ดังนี้.
               สารัชชภัยมาในบทมีอาทิว่า๕- ภัยได้มีแล้ว ความหวาดสะดุ้งได้มีแล้ว ความสยองเกล้าได้มีแล้วดังนี้
               ในที่นี้ประสงค์เอาสารัชชภัยเท่านั้น
____________________________
๔- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๓
๕- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๒๔

               ในบทนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้กลัวต่อบุญที่ภิกษุพึงประพฤติตลอดกาล มีอาทิอย่างนี้ คือการสำรวมกายวาจาตลอดกาลนาน การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติ การฉันมื้อเดียว การนอนหนเดียว การฝึกอินทรีย์ การข่มจิตด้วยธรรมเครื่องกำจัดกิเลส มีสติสัมปชัญญะ ปรารภความเพียรด้วยการประกอบกรรมฐาน พวกเธออย่าได้ถึงความกลัว ความหวาดสะดุ้ง พวกเธออย่าได้กลัวต่อบุญ อันให้ความสุขในสัมปรายภพและนิพพาน เพราะภัยเกียดกั้นความสุขในปัจจุบันบางอย่างเลย
               ความจริงบทนี้เป็นนิบาตลงในอรรถไม่ใช่ของตน
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเหตุในความเป็นของไม่ควรกลัวแต่บุญนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า สุขสฺเสตํ ดังนี้
               สุขศัพท์ในบทว่า สุขสฺเสตํ นั้น มาในต้นเค้าของสุข ในประโยคมีอาทิว่า๖- สุโข พุทฺธานํ อุปฺปาโท สุขา วิราคตา โลเก ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายนำมาซึ่งความสุข ความปราศจากความกำหนัดเป็นสุขในโลก.
               มาในสุขารมณ์ ในประโยคมีอาทิว่า๗- ยสฺมา จ โข มหาลิ รูปํ สุขํ สุขานุปติตํ สุขาวกฺกนฺตํ ดูก่อนมหาลี ก็เพราะรูปเป็นความสุข ตกลงไปสู่ความสุข ก้าวลงไปสู่ความสุข.
               มาในฐานะมีสุขเป็นปัจจัย ในประโยคมีอาทิว่า๘- ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว น สุกรํ อกฺขาเนน ปาปุณิตุ ํ ยาว สุขา สคฺคา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเข้าถึงสวรรค์อันเป็นความสุขเพียงบอกกล่าวเท่านั้น ทำไม่ได้ง่ายนัก.
               มาในเหตุแห่งความสุข ในประโยคมีอาทิว่า๙- สุโข ปุญฺญสส อุจฺจโย การสั่งสมบุญนำมาซึ่งความสุข.
               มาในความไม่เบียดเบียน ในประโยคมีอาทิว่า๑๐- ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารา เอเต ธมฺมา ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ มีความสุขในปัจจุบันเป็นวิหารธรรม.
               มาในนิพพาน ในประโยคมีอาทิว่า๑๑- นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.
               มาในสุขเวทนา ในประโยคมีอาทิว่า๑๒- สุขสฺส จ ปหานา ก็เพราะละสุขเสียได้.
               มาในอุเบกขาเวทนา ในประโยคมีอาทิว่า๑๓- อทุกฺขมสุขํ สนฺตํ สุขมิจฺเจว ภาสิตํ เมื่อไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ก็กล่าวได้ว่าเป็นสุขอย่างเดียว.
               มาในสุขที่น่าปรารถนา ในประโยคมีอาทิว่า๑๔- เทฺวปิ มยา อานนฺท เวทนา วุตฺตา ปริยาเยน สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวเวทนาแม้สองอย่าง คือสุขเวทนาและทุกขเวทนาโดยปริยาย.
               มาในวิบากที่น่าปรารถนา ในประโยคมีอาทิว่า สุโข วิปาโก ปุญฺญานํ วิบากแห่งบุญทั้งหลายเป็นความสุข.
               ในที่นี้พึงเห็นว่า มาในวิบากที่น่าปรารถนาเท่านั้น
____________________________
๖- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔
๗- สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๓๑
๘- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๘๘
๙- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๙
๑๐- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๐๒
๑๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๕   ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๒๘๘
๑๒- ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๖๘๐
๑๓- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๖๘   ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๓๑
๑๔- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๙๙

               ในบทว่า อิฏฺฐสฺส เป็นต้น พึงทราบเนื้อความดังต่อไปนี้
               ชื่อว่าน่าปรารถนา เพราะควรเสาะหา และเพราะห้ามสิ่งไม่น่าปรารถนา. ชื่อว่าน่าใคร่ เพราะเป็นสิ่งควรให้ใคร่และเพราะก้าวเข้าไปถึงใจ. ชื่อว่าน่ารัก เพราะเป็นสิ่งควรน่ารัก และเพราะให้เกิดความเอิ่บอิ่ม. ชื่อว่าน่าพอใจ เพราะให้เกิดความนับถือ และเพราะความเจริญแห่งใจ.
               บทว่า ยทิทํ ปุญฺญานิ ความว่า คำว่า บุญนี้ เป็นชื่อของความสุข คือวิบากอันน่าปรารถนา ความสุขนั่นแหละ คือบุญ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงอุปจารอันไม่ต่างกันแห่งเหตุด้วยผล ผู้ไม่ประมาทสดับผลอันแจ่มแจ้งชัดเจนของบุญที่เขาสั่งสมมาแล้ว ควรทำบุญโดยเคารพ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชักชวนในการทำบุญ และให้เกิดความเอาใจใส่ในการทำบุญนั้นของเขาเหล่านั้น.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกมาอ้างถึงวิบากของบุญอันกว้างขวางอย่างยิ่ง ปกปิดระหว่างภพ เสวยบุญกรรมที่พระองค์ได้ทำแล้วในสมัยเป็นสุเนตตะตลอดกาลนาน เมื่อจะทรงกระทำความนั้นให้ปรากฏ จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า อภิชานามิ โข ปนาหํ ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิชานามิ ได้แก่ เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง คือเรารู้โดยชัดเจน. บทว่า ทีฆรตฺตํ ได้แก่ สิ้นกาลนาน. บทว่า ปุญฺญานํ ได้แก่ กุศลธรรมมีทานเป็นต้น. บทว่า สตฺต วสฺวานิ ได้แก่ ตลอด ๗ ปี
               บทว่า เมตฺตจิตฺตํ ความว่า ชื่อว่าเมตตา เพราะอรรถว่ารักใคร่. อธิบายว่า ผูกเยื่อใย. ชื่อว่าเมตตา เพราะความเจริญเป็นไปในมิตร หรือความเจริญนั่นเป็นไปต่อมิตร.
               พึงทราบวินิจฉัยเมตตาโดยลักษณะเป็นต้นต่อไปนี้
               เมตตามีอันเป็นไปในอาการให้ประโยชน์เกื้อกูลเป็นลักษณะ มีการนำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเป็นรส มีการปลดเปลื้องความอาฆาตเป็นเครื่องปรากฏ มีการแสดงความพอใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นปทัฏฐาน. ความสงบพยาบาทเป็นสมบัติของเมตตานั่น ความมีเสน่หาเป็นวิบัติของเมตตา ชื่อว่าเมตตาจิต เพราะจิตมีเมตตา.
               บทว่า ภาเวตฺวา ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิด้วยหัวข้อแห่งจิตอันสหรคตด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น จึงยังเมตตาสมาธิ ยังเมตตาพรหมวิหารให้เกิดและให้เจริญ.
               บทว่า สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป ได้แก่ มหากัป ๗.
               จริงอยู่ ท่านถือเอาแม้สังวัฏฏฐายิและวิวัฏฏฐายิ ด้วยสังวัฏฏะและวิวัฏฏศัพท์นั่นเอง.
               บทว่า อิมํ โลกํ ได้แก่ กามโลก. บทว่า สํวฏฺฏมาเน สุทํ ได้แก่ กัปฉิบหายอยู่. บทว่า สุทํ เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า ฉิบหายอยู่. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํวฏฺฏมาเน สุทํ ดังนี้. บทว่า กปฺเป ได้แก่ โลก. ก็ท่านกล่าวว่าโลกโดยหัวข้อแห่งกัป. แม้เมื่อโลกสิ้น กัปก็สิ้นไปด้วย.
               ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑๕- กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา กาลย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตนเอง. พึงทราบว่า การอยู่ตลอดกัปในโลกนี้ด้วยเตโชสังวัฏฏกัป เพราะพระองค์ตรัสไว้ว่า เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ.
____________________________
๑๕- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๓๔๐

               บทว่า อาภสฺสรูปโค ความว่า เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ โดยการถือปฏิสนธิในพรหมโลกนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ.
               บทว่า วิวฏฺฏมาเน ได้แก่ ดำรงอยู่ อธิบายว่า เกิดอยู่.
               บทว่า สุญฺญํ พฺรหฺมวิมานํ อุปฺปชฺชามิ ความว่า เราเข้าถึงวิมานแห่งพรหม กล่าวคือภูมิแห่งปฐมฌานอันเกิดแล้วแต่ต้น ซึ่งว่าง เพราะไม่มีสัตว์ไรๆ อันจะเกิดในที่นั้น ด้วยการถือเอาปฏิสนธิ.
               บทว่า พฺรหฺมา ความว่า ชื่อว่าพรหม เพราะอรรถว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ชั้นกามาวจร และเพราะอรรถว่าเกิดจากพรหมวิหารธรรม เพราะงอกงามด้วยคุณธรรมอย่างนั้นๆ. ชื่อว่ามหาพรหม เพราะเป็นพรหมผู้ใหญ่กว่าพรหมปาริสัชชะ และพรหมปุโรหิต ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เพราะปราบปรามพรหมเหล่านั้นได้. ชื่อว่าเป็นผู้อันใครครอบงำไม่ได้ เพราะไม่มีใครครอบงำได้ด้วยคุณธรรม.
               บทว่า อญฺญทตฺถุ เป็นนิบาตลงในคำแน่นอน.
               บทว่า ทโส คือ มีปกติเห็น.
               พระองค์สามารถเห็นอดีต อนาคต และปัจจุบันได้. อธิบายว่า เราย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็นด้วยความรู้ยิ่ง. เรายังพรหมที่เหลือและยังจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจของเราด้วยกำลังอิทธิบาทภาวนา เพราะเหตุนั้น ควรประกอบว่า วสวตฺติ โหมิ เราเป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ.
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์แม้ได้สมาบัติ ๘ ก็ยังทรงตรวจดูประโยชน์เกื้อกูลของสัตว์อย่างนั้น และการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ ยังความใคร่ในภูมิฌานสองเหล่านั้นให้เกิด ทรงท่องเที่ยวไปๆ มาๆ ด้วยเมตตาพรหมวิหารธรรม. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สตฺต วสฺสานิ ฯปฯ วสวตฺตี ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศวิบากอันยิ่งใหญ่ของบุญอันเป็นรูปาวจรแล้ว. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงวิบากอันยิ่งใหญ่ แม้ของบุญอันเป็นกามาวจรจึงตรัสคำมีอาทิว่า ฉตฺตึสกฺขตฺตุ ํ ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สกฺโก อโหสึ ความว่า เราไม่เกิดในที่อื่นได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพ คือเป็นเทวราชชั้นดาวดึงส์ตลอดเวลา ๓๖ ครั้ง
               ในบทว่า ราชา อโหสึ เป็นต้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้
               ชื่อว่าราชา เพราะยังชาวโลกให้ชื่นชมยินดีด้วยอัจฉริยธรรม ๔ และด้วยสังคหวัตถุ ๔ ชื่อว่าจักรพรรดิ เพราะยังจักรรัตนะให้หมุนไป จักรรัตนะย่อมหมุนไปด้วยสมบัติจักร ๔ ทั้งยังจักรรัตนะอื่นให้หมุนไปด้วยสมบัติจักร ๔ เหล่านั้น ทั้งมีจักร คืออิริยาบถ ๔ หมุนไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลอื่น.
               อนึ่ง คำว่าราชา ในบทนี้เป็นคำสามัญ.
               บทว่า จกฺกวตฺติ เป็นวิเสสนะ. ชื่อว่า ธมฺมิโก เพราะประพฤติโดยธรรม. อธิบายว่า ย่อมประพฤติโดยระเบียบแบบแผนโดยเสมอ. ชื่อว่า ธมฺมราชา เพราะได้รับสมบัติโดยธรรมจึงเป็นพระราชา. หรือชื่อว่า ธมฺมิโก เพราะประพฤติธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น. หรือชื่อว่า ธมฺมราชา เพราะประพฤติธรรมเพื่อประโยชน์แก่ตน. ชื่อว่า จาตุรนฺโต (เป็นพระราชามีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต) เพราะเป็นอิสระในสมุทรสาคร ๔ อธิบายว่า เป็นอิสระในแผ่นดินเพราะมีสมุทร ๔ เป็นขอบเขต และเพราะมีทวีป ๔ แวดล้อม. ชื่อว่า วิชิตาวี (ชนะวิเศษแล้ว) เพราะชนะข้าศึกในภายใน และพระราชาทุกพระองค์ในภายนอก โดยไม่ต้องลงอาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา. ชื่อว่า ชนปทตฺถาวริยปฺปตฺโต (ผู้ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท) เพราะเป็นผู้ถึงความมั่นคง คือ ความยั่งยืนในชนบทอันใคร ๆ ไม่สามารถ ให้เคลื่อนไปจากนั้นได้ หรือชนบทถึงความเป็นชนบทมั่นคง ณ ที่นั้นไม่ต้องขวนขวาย ยินดีการงานของตน ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน. ชื่อว่า สตฺตรตนสมนฺนาคโต (ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ) เพราะถึงพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการเหล่านี้ คือ จักรแก้ว ๑ ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ แก้วมณี ๑ หญิงแก้ว ๑ คหบดีแก้ว ๑ ปริณายกแก้ว ๑.
               จริงอยู่ ในรัตนะเหล่านั้น พระราชาจักรพรรดิทรงชนะแคว้นที่ไม่มีใครชนะได้ด้วยจักรรัตนะ เสด็จเที่ยวไปในแคว้นด้วยช้างแก้ว และม้าแก้วอย่างสบาย ทรงปกครองแคว้นด้วยปริณายกแก้ว ทรงเสวยอุปโภคสุขด้วยรัตนะที่เหลือ. พระเจ้าจักรพรรดินั้นทรงประกอบความสามารถทางอุตสาหะด้วยรัตนะที่ ๑ ทรงประกอบความสามารถทางพระปัญญาด้วยรัตนะสุดท้าย. ทรงประกอบความสามารถทางอำนาจเต็มบริบูรณ์ด้วย ช้างแก้ว ม้าแก้ว คหบดีแก้ว ผลจากการประกอบความสามารถ ๓ อย่าง ด้วยหญิงแก้ว และแก้วมณี พระเจ้าจักรพรรดินั้นเสวยโภคสุขด้วยหญิงแก้วและแก้วมณี. เสวยอิสริยสุขด้วยรัตนะที่เหลือ.
               อนึ่ง โดยความต่างกัน ๓ รัตนะข้างต้นของพระเจ้าจักรพรรดิสำเร็จด้วยอานุภาพของกรรมอันเกิดจากกุศลมูล คืออโทสะ. ๓ รัตนะตอนกลางสำเร็จด้วยอานุภาพของกรรมอันเกิดจากกุศลมูล คืออโลภะ. รัตนะ ๑ สุดท้ายพึงทราบว่า สำเร็จด้วยอานุภาพกรรมอันเกิดจากกุศลมูล คืออโมหะ.
               บทว่า ปเทสรชฺชสฺส ได้แก่ แคว้นน้อยๆ.
               บทว่า เอตทโหสิ ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิเมื่อทรงพิจารณาถึงสมบัติของพระองค์ได้มีพระดำริมีอาทิว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไรของเราหนอ ในกาลเป็นจักรพรรดิครั้งสุดท้าย. ความดำริได้สำเร็จทุกประการในภพนั้นๆ นี้เป็นการประกอบด้วยสามารถจักกวัตติกาลในภพนั้น.
               บทว่า เอวํมหิทฺธิโก ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิมีฤทธิ์มากอย่างนี้ เพราะถึงพร้อมด้วยการทรงไว้ซึ่งท้องพระคลังอันมีแก้วมณีและช้างแก้วเป็นต้นเป็นประมุข และเพราะถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท.
               บทว่า เอวํมหานุภาโว ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิมิได้ทรงทำการเบียดเบียนใครๆ ด้วยส่งจักรแก้วเป็นต้นไปทำลาย ทรงมีอานุภาพมากอย่างนี้เป็นต้นว่า เสด็จขึ้นสู่เวหาสมีพระบัญชาให้พระราชาทุกพระองค์ต้อนรับด้วยเศียรเกล้า.
               บทว่า ทานสฺส ได้แก่ ทรงบริจาคไทยธรรมมีข้าวเป็นต้น. บทว่า ทมสฺส ได้แก่ ทรงฝึกอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น และทรงข่มกิเลสมีราคะเป็นต้นด้วยการสมาทาน.
               บทว่า สญฺญมสฺส ได้แก่ เป็นผู้สำรวมกายและวาจาใน ๓ ประการนั้น การกำจัดกิเลสด้วยการสมาทานอันใด อันนั้นเป็นบุญสำเร็จด้วยภาวนา ก็บุญนั้นแลเป็นเมตตาพรหมวิหาร ท่านประสงค์ในที่นี้ ในอุปจารและอัปปนาทั้งสองอย่างนั้น บุญใดถึงอัปปนา ความเกิดขึ้นในภูมิฌานสองตามที่กล่าวแล้วมีได้ด้วยบุญนั้น.
               พึงทราบว่า ความเป็นจักรพรรดิเป็นต้น ตามควรมีได้ด้วยวิบาก ๓ อย่างนี้.
               ด้วยประการดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำพระองค์ให้เป็นกายสักขี แล้วทรงประกาศความที่บุญมีผลมาก บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้นโดยคาถาประพันธ์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปุญฺญเมว ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺญเมว โส สิกฺเขยย ความว่า กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์พึงศึกษา พึงดำรงมั่น พึงเสพธรรมเป็นกุศล ๓ อย่าง อันได้ชื่อว่าบุญ เพราะให้เกิดผลน่าบูชา และเพราะชำระสันดานของตน.
               บทว่า อายตคฺคํ ความว่า บุญชื่อว่า อายตคฺคํ เพราะมีผลไพบูลย์ มีผลยิ่งใหญ่ หรือสูงสุดต่อไป เพราะมีผลน่ารักน่าพอใจ หรือเพราะเลิศด้วยความเจริญ คือด้วยความยิ่งใหญ่และสูงสุดด้วยปัจจัย มีโยนิโสมนสิการเป็นต้น.
                อักษร เป็นบทสนธิ อีกอย่างหนึ่ง บุญชื่อ อายตคฺคํ เพราะเลิศ คือเป็นประธานทางความเจริญ อันเป็นผลน่าพอใจ. อธิบายว่า ต่อจากนั้น ก็มีสุขเป็นกำไร คือมีสุขเป็นวิบาก.
               ท่านถามว่า ก็บุญนั้นเป็นไฉน และกุลบุตรพึงศึกษาบุญได้อย่างไร.
               ตอบว่า พึงบำเพ็ญทาน สมจริยา และเมตตาจิต
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สมจริยํ ได้แก่ ศีลอันบริสุทธิ์มีการประพฤติระเบียบทางกายเป็นต้น เพราะเว้นความประพฤติที่ไม่เป็นระเบียบทางกายเป็นต้น.
               บทว่า ภาวเย ได้แก่ พึงให้เกิด คือให้เจริญในสันดานของตน. บทว่า เอเต ธมฺเม ได้แก่ สุจริตธรรมมีทานเป็นต้นเหล่านี้.
               บทว่า สุขสมุทฺรเย ได้แก่ มีสุขเป็นอานิสงส์. อาจารย์บางพวกแสดงว่า แม้อานิสงส์ผลก็เป็นสุขแท้ของธรรมเหล่านั้น.
               บทว่า อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลกํ ได้แก่ โลกอันไม่มีความเบียดเบียน คือไม่มีทุกข์ เพราะเว้นจากพยาบาท อันมีกามฉันทะเป็นต้น. แต่ไม่มีคำพูดถึงการไม่มีความเบียดเบียนต่อผู้อื่น. พรหมโลกของฌานและบุญ ชื่อว่าเป็นสุข และชื่อว่าเป็นสุขโดยส่วนเดียว เพราะมากด้วยความสุข ด้วยอำนาจฌานและสมาบัติ. แต่บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมเข้าถึงโลกอันเป็นสุข กล่าวคือความเป็นผู้มีสมบัติอื่นจากนั้นของบุญนอกนี้.
               ด้วยประการดังนี้ ในสูตรนี้และในคาถาทั้งหลายท่านกล่าวถึงวัฏฏสมบัติอย่างเดียว ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาปุญญสูตรที่ ๒               
               -----------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ปุญญสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 199อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 200อ่านอรรถกถา 25 / 201อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4761&Z=4790
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :