ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต
ตติยวรรค อุโภอัตถสูตร

               อรรถกถาอุโภอัตถสูตร               
               ในอุโภอัตถสูตร ที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ภาวิโต ได้แก่ ทำให้เกิดขึ้น และให้เจริญขึ้น. บทว่า พหุลีกโต ได้แก่ ทำบ่อยๆ. บทว่า อตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล.
               จริงอยู่ ประโยชน์เกื้อกูลนั้น ท่านกล่าว อตฺโถ เพราะความไม่มีข้าศึก เพราะควรเข้าไปถึง. บทว่า สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ได้แก่ ยึดไว้โดยชอบ คือไม่ละยังเป็นไปอยู่.
               บทว่า ทิฏฺฐมฺมิกํ ได้แก่ อัตภาพที่เห็นประจักษ์ ท่านเรียกว่า ทิฏฐธรรม ความเจริญในทิฏฐธรรม ชื่อว่า ทิฏฐธรรมิกะ. อธิบายว่า ความเจริญอันเนื่องอยู่ในโลกนี้.
               บทว่า สมฺปรายิกํ ได้แก่ โลกอื่น ชื่อสัมปรายะ เพราะควรไปในเบื้องหน้าด้วยอำนาจธรรม ความเจริญในเบื้องหน้า ชื่อว่าสัมปรายิกะ. ท่านอธิบายว่า ความเจริญอันเนื่องในโลกหน้า.
               ถามว่า ประโยชน์ปัจจุบันนั่นคืออะไร หรือประโยชน์ภพหน้าคืออะไร.
               ตอบว่า กล่าวเพียงโดยย่อ อันใดเป็นความสุขในโลกนี้ และอันใดนำความสุขมาให้ในโลกนี้ เดี๋ยวนี้ นี้แหละคือประโยชน์ปัจจุบัน เช่น
               สุขของคฤหัสถ์ก่อน มีอาทิอย่างนี้ คือของใช้ที่ดี การงานไม่วุ่นวายสับสน รู้วิธีรักษาสุขภาพ ทำของใช้สะอาด จัดการงานดี ช่างฝีมือและแสวงหาความรู้ สงเคราะห์บริวาร.
               ส่วนความสุขของบรรพชิต มีอาทิอย่างนี้ คือเครื่องใช้ประจำตัว เครื่องใช้ได้แก่จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัชเหล่าใด การได้เครื่องใช้เหล่านั้นโดยไม่ยาก.
               อนึ่ง การเสพด้วยการพิจารณา การเว้นด้วยการพิจารณาในของใช้เหล่านั้น การทำวัตถุให้สะอาด ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด ความไม่คลุกคลี.
               พึงทราบว่า การอยู่ในประเทศอันสมควร การคบสัตบุรุษ การฟังพระสัทธรรม การทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นต้น เป็นธรรมทั่วไปแก่คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสอง และเป็นความสมควรทั้งสองฝ่าย.
               ความไม่ประมาทในบทว่า อปฺปมาโท นี้ พึงทราบโดยตรงกันข้ามกับความประมาท.
               ถามว่า ก็ชื่อว่าความประมาทนี้ คืออะไร.
               ตอบว่า คืออาการเลินเล่อ.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑-
               ในความประมาทและความไม่ประมาทนั้น ความประมาทเป็นไฉน.
               การปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕ ด้วยกายทุจริตก็ดี วจีทุจริตก็ดี มโนทุจริตก็ดี การเพิ่มพูนจิตให้เพลินไปในอารมณ์ การไม่ทำความเคารพในการบำเพ็ญกุศลธรรม การทำความเพียรไม่ติดต่อ การทำอันไม่ยั่งยืน ความประพฤติย่อหย่อน การหมดฉันทะ การทอดธุระ การไม่คบหา การไม่อบรม การไม่ทำให้มาก ความประมาท ความเลินเล่อ ความเผอเรอเห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ปมาโท (ความประมาท).
____________________________
๑- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๖๓

               เพราะฉะนั้น พึงทราบความไม่ประมาท โดยตรงกันข้ามกับความประมาทดังที่กล่าวแล้ว แท้จริง ความไม่ประมาทนั้นโดยอรรถ ได้แก่การไม่อยู่ปราศจากสติ. คำว่าไม่ประมาทนี้เป็นชื่อของสติ ที่เข้าไปตั้งไว้เป็นนิจนั่นเอง แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ขันธ์ไม่มีรูป ๔ ที่เป็นไปโดยประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ชื่อว่าความไม่ประมาท.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภาวิโต พหุลีกโต อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ดังนี้.
               ถามว่า ความไม่ประมาทนี้พึงให้เจริญอย่างไร
               ตอบว่า การเจริญอย่างเดียวกัน แต่แยกกัน หาชื่อว่าเจริญความไม่ประมาทไม่. การทำบุญ ทำกุศลทั้งหมดอย่างใดอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าเป็นการเจริญความไม่ประมาททั้งนั้น. แต่โดยต่างกันอันได้แก่การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งหมดหมายถึงอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (นิพพาน) การถึงสรณะ และการสำรวมทางกายและทางใจ เพราะเหตุนั้น การเจริญกุศล การเจริญธรรมอันไม่มีโทษ พึงทราบว่าเป็นการเจริญความไม่ประมาท.
               จริงอยู่ บทว่า อปฺปมาโท นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงประโยชน์ใหญ่ คือทรงยึดถือประโยชน์มากดำรงอยู่ ไม่ควรกล่าวว่า พระธรรมกถึกนำเอาพุทธพจน์ คือพระไตรปิฏกแม้ทั้งสิ้น มากล่าวทำอรรถแห่งบท คืออัปปมาท ออกนอกทางไป
               ถามว่า เพราะเหตุไร
               ตอบว่า เพราะความไม่ประมาทเป็นธรรมข้อใหญ่.
               เป็นความจริงดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะปรินิพพานทรงบรรทม ณ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ใกล้เมืองกุสินารา ทรงรวบรวมธรรมที่พระองค์ทรงแสดงมาในเวลา ๔๕ พรรษา ตั้งแต่การตรัสรู้ลงด้วยบทเดียว จึงได้ประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
               และทรงกล่าวขยายความต่อไปว่า๒-
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดินเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างท่านกล่าวว่า เลิศกว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งหมด เพราะเป็นรอยเท้าใหญ่ฉันใด
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท เรากล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๒- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๒๕๓

               อธิบายความในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้.
               บทว่า อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปัญญา มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมสรรเสริญ คือย่อมพรรณนา ย่อมยกย่องความไม่ประมาทในการทำบุญมีทานเป็นต้น
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะบัณฑิตผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมถือประโยชน์ทั้งสองไว้ได้.
               ถามว่า ก็ประโยชน์ทั้งสองเหล่านั้น คืออะไร
               ตอบว่า คือประโยชน์ในปัจจุบัน ๑ ประโยชน์ในอนาคต ๑
               พึงทราบการแก้บทในคาถานี้อย่างนี้
               ในบทว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ ประโยชน์ในปัจจุบัน ได้แก่ประโยชน์ของคฤหัสถ์ก่อน คือกรรมอันไม่มีโทษ ประโยชน์ที่คฤหัสถ์ควรจะได้มีวิธีประกอบกสิกรรม และโครักขกรรมเป็นต้น ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า อนากุลา จ กมฺมนฺตา การงานไม่อากูล ดังนี้.
               ส่วนของบรรพชิต พึงทราบว่าได้แก่ประโยชน์ มีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น.
               ส่วนบทว่า โย จตฺโถ สมฺปรายิโก ประโยชน์ในสัมปรายภพ. พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการประพฤติธรรมของทั้งสองฝ่าย คือทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต.
               บทว่า อตฺถาภิสมยา ได้แก่ เพราะได้ประโยชน์ คือประโยชน์เกื้อกูลแม้ทั้งสอง การได้ชื่อว่าสมยะ เพราะร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประชุมกัน ด้วยสิ่งที่ควรได้ สมยะนั่นแล คืออภิสมยะ หรือสมยะชื่อว่า อภิสมยะ เพราะความมีหน้าเข้าหากัน
               พึงทราบอรรถแห่งบทในที่นี้ ดังนี้
               ชื่อว่าธีโร เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา. อนึ่ง ในที่นี้พึงทราบการสงเคราะห์แม้พระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ด้วยอัตถศัพท์. บทที่เหลือชัดดีแล้วทั้งนั้น.
               ในสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงวัฏสมบัติอย่างเดียวด้วยประการฉะนี้ ส่วนในคาถาพึงเห็นการสงเคราะห์ซึ่งวิวัฏด้วย.
               จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                                 อปฺปมาโท อมตํปทํ    ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
                                 อปฺปมตฺตา น มียนฺติ    เย ปมตฺตา ยถา มตา
                                 เอตํ วิเสสโต ฐตฺวา    อปฺปมาทมฺหิ ปณฺฑิตา
                                 อปฺปมาเท ปโมทนฺติ    อริยานํ โคจเร รตา
                                     ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย
                         ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาท
                         ย่อมไม่ตาย คนประมาทเหมือนคนตายแล้ว.
                                      บัณฑิตทั้งหลายรู้ความต่างกันในความไม่
                         ประมาทนี้แล้ว ยินดีในธรรมเป็นโคจรของพระอริยะ
                         ทั้งหลาย ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท.
                                 เต ฌายิโน สาตติกา    นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา
                                 ผุสนฺติ ธีรา นิพฺพานํ    โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ
                                     นักปราชญ์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้มีความเพ่ง
                         มีความพยายามติดต่อ มีความเพียรมั่นเป็นนิจ ย่อม
                         ถูกต้องพระนิพพานอันเกษมจากโยคะ ไม่มีอะไรอื่น
                         ยิ่งไปกว่า ดังนี้.
               เพราะฉะนั้น ในบทว่า อตฺถาภิสมยา นี้ พึงทราบความแม้ด้วยประโยชน์อันเป็นโลกุตระ.

               จบอรรถกถาอุโภอัตถสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค อุโภอัตถสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 200อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 201อ่านอรรถกถา 25 / 202อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=4791&Z=4808
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :