ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต
ทุติยวรรค วิตักกสูตร

               อรรถกถาวิตักกสูตร               
               ในวิตักกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               ตถาคตศัพท์ในบทว่า ตถาคตํ ภิกฺขเว นี้ย่อมปรากฏในโวหารว่าสัตว์ และสัมมาสัมพุทธะเป็นต้น. ปรากฏในโวหารว่าสัตว์ ในบทมีอาทิว่า ตถาเหส โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา เป็นความจริงอย่างนั้น สัตว์นี้มีความตายเป็นเบื้องหน้า.๑-
               ปรากฏในโวหารว่า สัมมาสัมพุทธะ ในบทมีอาทิว่า๒-
                                   ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
                                   พุทฺธํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ

                         ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมพระตถาคต
                         คือพระพุทธเจ้า ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
                         ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
               ปรากฏในโวหารว่า ธรรม ในบทมีอาทิว่า๒-
                                   ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
                                   ธมฺมํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ.

                         ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมพระตถาคต
                         คือพระธรรม ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
                         ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
               ปรากฏในโวหารว่า สงฆ์ ในบทมีอาทิว่า๒-
                                   ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
                                   สํฆํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ.

                         ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมพระตถาคต
                         คือพระสงฆ์ ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
                         ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
____________________________
๑- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๔๒
๒- ขุ. ขุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๗

               แต่ในที่นี้ปรากฏในโวหารว่า สัมมาสัมพุทธะ เพราะฉะนั้น ในบทว่า ตถาคตํ นี้ ท่านกล่าวถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ. เหตุ ๘ ประการเป็นไฉน. ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาเหมือนอย่างนั้น. ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงรู้ลักษณะที่แท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง โดยความเป็นจริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเห็นความแท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงสั่งสอนสิ่งที่แท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงกระทำแต่ความแท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะอรรถว่าทรงครอบงำ.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาเหมือนอย่างนั้นเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญทานบารมี ทรงบำเพ็ญศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิฏฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน คือ บารมี ๑๐ เหล่านี้ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือ บริจาคอวัยวะ ๑ บริจาคตน ๑ บริจาคทรัพย์ ๑ บริจาคภริยา ๑ บริจาคราชสมบัติ ๑ โดยทำนองเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น เสด็จมาอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ก็เสด็จมาอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าตถาคต.
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   ยเถว โลกมฺหิ วิปสฺสิอาทโย
                                   สพฺพญฺญุภาวํ มุนโย อิธาคตา
                                   ตถา อยํ สกฺยมุนีปิ อาคโต
                                   ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา.

                         พระมุนีทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น เสด็จมาสู่ความเป็น
                         พระสัพพัญญูในโลกนี้อย่างใด แม้พระศากยมุนีนี้ก็เสด็จ
                         มาเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี
                         พระจักษุ จึงชื่อว่าตถาคต ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเหมือนอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปเหมือนอย่างนั้นเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น ซึ่งประสูติเดี๋ยวนั้น ครั้นประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบนแผ่นดิน แล้วทรงหันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร ย่างพระบาท ๗ ก้าวอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต.
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   มุหุตฺตชาโต จ ควมฺปติ ยถา
                                   สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ
                                   โส วกฺกมิ สตฺต ปทานิ โคตโม
                                   เสตํว ฉตฺตํ อนุธารยุ ํ มรู
                                   คนฺตวาน โส สตฺต ปทานิ โคตโม
                                   ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต
                                   อฏฺฐงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยิ
                                   สีโห ยถา ปุพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต.

                                   พระพุทธเจ้าพระนามว่า ควัมปติ ประสูติในบัดเดี๋ยว
                         นั้น ทรงเหยียบแผ่นดินด้วยพระบาททั้งคู่เสมอกัน ฉันใด
                         พระโคดมนั้นก็ฉันนั้น ทรงย่างพระบาทได้ ๗ ก้าว หมู่เทพ
                         พากันกั้นเศวตฉัตร.
                                   ครั้นพระองค์เสด็จไปได้ ๗ ก้าว แล้วทรงหยุดเหลียว
                         แลดูทิศสม่ำเสมอกันโดยรอบ ทรงเปล่งพระวาจาประกอบ
                         ด้วยองค์ ๘ เหมือนราชสีห์ยืนอยู่บนยอดเขาฉะนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น จึงชื่อว่าตถาคต ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงรู้ลักษณะที่แท้จริงเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระองค์ทรงรู้สามัญลักษณ์ พร้อมด้วยลักษณะของรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งปวง จริงแท้แน่นอน คือทรงบรรลุด้วยญาณคติ ตรัสรู้ไม่ผิดพลาด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต.
               สมดังที่ท่านกล่าวว่า
                         สพฺเพสํ ปน ธมฺมานํ    สกสามญฺญลกฺขณํ
                         ตถเมวาคโต ยสฺมา    ตสฺมา นาโถ ตถาคโต
                                   ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนาถะ
                         ทรงรู้สามัญลักษณะของตน แห่งธรรมทั้งปวง
                         แท้จริงทีเดียว ฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ตถาคต.

               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงรู้ลักษณะที่แท้จริงด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริงโดยความเป็นจริง เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า อริยสัจ ๔ ชื่อว่า ธรรมแท้จริง.
               สมดังที่ตรัสว่า๓- จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานิ กตมานิ จตฺตาริ อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ ภิกฺขเว ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญกเมตํ
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น ๔ อย่างเหล่านี้.
               ๔ อย่างเป็นไฉน
               ดูก่อนภิกษุ ทุกข์นี้เป็นอริยสัจ เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น.
               พึงทราบความพิสดารต่อไป.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ยิ่งซึ่งธรรมอันแท้จริง เพราะ คตศัพท์ ในที่นี้มีความว่าตรัสรู้ยิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง โดยความเป็นจริงด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๓- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๙๗

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงเห็นความแท้จริงเป็นอย่างไร
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงซึ่งรูปารมณ์อันมาทางจักขุทวารของสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ในโลกธาตุอันไม่มีประมาณในเทวโลก พร้อมด้วยมนุษยโลก.
               เมื่อทรงรู้ทรงเห็นอย่างนี้ ทรงจำแนกรูปารมณ์นั้น ด้วยอารมณ์น่าปรารถนาเป็นต้น หรือด้วยการได้บทในเพราะทิฏฐะ สุตะ มุตะ วิญญาตะ โดยนัยมีอาทิว่า๔- รูปที่แสดงสีแสงอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไปกับด้วยความกระทบกระทั่ง มีสีเขียว สีเหลืองเป็นรูปารมณ์เป็นไฉน โดยชื่อมากมาย หรือโดย ๑๓ วาระ หรือโดย ๕๒ นัยเป็นความจริงแท้ทีเดียว ไม่จริงไม่มี ในเสียงเป็นต้น อันมาทางโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๕-
               ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา ตมหํ ชานามิ ตมหํ อภิญฺญาสึ ตํ ตถาคตสฺส วิทิตํ ตถาคตสฺส อุปฏฺฐาสิ.

               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรารู้ รู้ยิ่งอารมณ์ที่เห็น ที่ฟัง ที่รู้ ที่รู้ยิ่ง ที่ถึง ที่แสวงหา ที่ตามเที่ยวไปของโลกพร้อมกับเทวโลก ฯลฯ พร้อมด้วยเทวดาแลมนุษย์ ด้วยใจ อารมณ์นั้น ตถาคตรู้แล้ว รู้ยิ่งแล้ว ปรากฏแล้วแก่ตถาคต ได้ปรากฏแล้วแก่ตถาคต ด้วยประการฉะนี้
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงเห็นความแท้จริง.
               พึงทราบความหมายของบทว่า ตถาคโต ในอรรถว่า เห็นความแท้จริงในที่นี้.
____________________________
๔- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๐
๕- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงสั่งสอนสิ่งที่แท้จริงเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า ตลอดราตรีใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตลอดราตรีใด เสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนี้ คำสอนมีสุตตะ เคยยะเป็นต้นใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ในเวลาปริมาณ ๔๕ พรรษา ทั้งหมดนั้นบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ย่ำยีความมัวเมาในราคะเป็นต้น เป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน เป็นเช่นเดียวกัน.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๖-
               ยญฺจ จุนฺท รตฺตึ ฯเปฯ ตถาคโตติ วุจฺจติ

               ดูก่อนจุนทะ ราตรีใด ตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ราตรีใด ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนี้ ตถาคตกล่าวพูดชี้แจงคำสอนใด ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงแท้ ไม่เป็นอย่างอื่น.
               เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ตถาคต.
               คต ศัพท์ในที่นี้มีความว่า กล่าว. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงสั่งสอนสิ่งที่แท้จริง.
               อีกอย่างหนึ่ง การกล่าว ชื่อว่า อาคท อธิบายว่า คำพูด. พึงทราบบทสำเร็จในที่นี้ อย่างนี้ว่า ชื่อ ตถาคโต แปลง เป็น ในบทว่า ตโถ อวีปริโต อาคโท อสฺส มีคำพูดจริงแท้ไม่แปรผัน.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงกระทำแต่ความแท้จริง เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า จริงอยู่ กายของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมอนุโลมตามวาจา แม้วาจาก็อนุโลมตามกาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็นผู้พูดอย่างใด ทำอย่างนั้น และทำอย่างใด พูดอย่างนั้น เมื่อพระองค์เป็นอย่างนี้ วาจาเป็นอย่างใด แม้กายก็ไป คือเป็นไปอย่างนั้น และกายเป็นอย่างใด แม้วาจาก็เป็นอย่างนั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า๖-
               ยถาวาที ภิกฺขเว ตถาคโต ตถาการี ตถาวาที อิติ ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น เพราะตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น.
               ฉะนั้นจึงชื่อว่า ตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะทรงกระทำแต่ความแท้จริง ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๖- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๒๐   องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓

               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะอรรถว่าทรงครอบงำเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภวัคคพรหมไว้ในเบื้องบน ที่สุดอเวจีไว้ในเบื้องล่าง ทรงครอบงำสรรพสัตว์ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ในเบื้องขวาง คุณของพระองค์ชั่งหรือวัดไม่ได้ ด้วยศีลบ้าง สมาธิบ้าง ปัญญาบ้าง วิมุตติบ้าง วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง โดยแท้จริง พระองค์อันบุคคลชั่งไม่ได้ วัดไม่ได้ เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ไม่มีเทวดายิ่งกว่า เป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหมทั้งหลาย สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า๗-
               สเทวเก ภิกฺขเว โลเก ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย ตถาคโต อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ

               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้ครอบงำได้ เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ยังสัตว์ให้อยู่ในอำนาจ ในโลกพร้อมกับเทวโลก ฯลฯ ในหมู่สัตว์พร้อมกับเทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต.
               นี้เป็นบทสำเร็จในข้อนั้น. คำพูดก็เหมือนยา เป็นเยื้องกรายแห่งเทศนา และเป็นการสะสมบุญ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นผู้มีอานุภาพมาก ทรงย่ำยีผู้กล่าวคัดค้านทั้งหมด และโลกพร้อมด้วยเทวโลก ดุจหมอยาปราบงูด้วยยาทิพย์ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีคำพูดวิเศษตามที่กล่าวแล้ว จริงแท้ ไม่แปรผันในการครอบงำชาวโลกทั้งปวง เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ชื่อ ตถาคโต เพราะแปลง เป็น ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะอรรถว่าทรงครอบงำด้วยประการฉะนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อตถาคต เพราะรู้ คือตรัสรู้ด้วยความแท้จริง.. อธิบายว่า ชื่อตถาคต เพราะรู้ คือหยั่งรู้โลกทั้งสิ้นด้วยติรณปริญญาอันแท้จริง ชื่อตถาคต เพราะละโลกสมุทัย (ตัณหาเป็นต้นเหตุให้เกิดโลก) ด้วยปหานปริญญาอันแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะบรรลุโลกนิโรธ (ความดับตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดโลก) ด้วยการทำให้แจ้งอันแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะทรงไป คือปฏิบัติโลกนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิบัติปฏิปทาให้ถึงความดับตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดโลก) ด้วยภาวนาอันแท้จริง.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๗-
               โลโก ภิกฺขเว ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ ตสฺมา ตถาคโตติ วุจฺจติ
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตตรัสรู้ยิ่งถึงโลก ตถาคตแยกออกจากโลกแล้ว
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตตรัสรู้ยิ่งถึงโลกสมุทัย ตถาคตละโลกสมุทัยได้แล้ว ตถาคตตรัสรู้ยิ่งโลกนิโรธ ตถาคตทำให้แจ้งโลกนิโรธแล้ว ตถาคตตรัสรู้ยิ่งโลกนิโรธคามินีปฏิปทา ตถาคตเจริญโลกนิโรธคามินีปฏิปทาชัดแจ้งแล้ว
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ตถาคตตรัสรู้ยิ่งถึงสิ่งทั้งปวง ของเทวโลกพร้อมด้วยมนุษยโลกนั้น จึงชื่อว่าตถาคต ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๗- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓

               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต ด้วยเหตุอื่นอีก ๘ ประการ คือ ชื่อตถาคต เพราะเสด็จมาเพื่อความแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเพื่อความแท้จริง. ชื่อตถาคต เพราะทรงตรัสรู้ความจริงแท้. ชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. ชื่อตถาคต เพราะเป็นเหมือนอย่างนั้น. ชื่อตถาคต เพราะเป็นไปเหมือนอย่างนั้น. ชื่อตถาคต เพราะไม่เสด็จไปจากความแท้จริง. ชื่อว่าตถาคต เพราะความที่พระองค์เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จมาเพื่อความแท้จริงเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า มหาปฏิญญาอันใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสุเมธดาบสได้บำเพ็ญอภินิหารอันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ ดังที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
                         อภินิหารย่อมสำเร็จ เพราะถึงพร้อมด้วย
                         ธรรม ๘ ประการ คือ ความเป็นมนุษย์ ๑
                         ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑ การเห็น
                         พระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑ การถึงพร้อม
                         ด้วยคุณ ๑ อธิการะ ๑ ความมีฉันทะ ๑.
               ดังนี้ ให้เป็นไปแล้ว ณ บาทมูลของพระทีปังกรทศพลว่า เราข้ามโลก พร้อมทั้งเทวโลกแล้ว จักยังสัตว์ให้ข้ามบ้าง เราพ้นแล้วจักยังสัตว์ให้พ้นบ้าง เราฝึกแล้ว จักให้สัตว์ฝึกบ้าง เราปลอดโปร่งแล้ว จักให้สัตว์ปลอดโปร่งบ้าง เราปรินิพพานแล้ว จักให้สัตว์ปรินิพพานบ้าง ดังนี้
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                         กิมฺเม เอเกน ติณฺเณน    ปุริเสน ถามทสฺสินา
                         สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา    สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ
                         อิมินา เม อธิกาเรน    ปุริเสน ถามทสฺสินา
                         สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา    ตาเรมิ ชนตํ พหุ ํ
                         สํสารโสตํ ฉินฺทิตฺวา    วิทฺธํเสตฺวา ตโย ภเว
                         ธมฺมนาวํ สมารุยฺห    สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ
                         กิมฺเม อญฺญาตเวเสน    ธมฺมํ สจฺฉิกเตนิธ
                         สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา    พุทฺโธ เหสฺสํ สเทวเก
                                   เราบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูแล้ว
                         ประโยชน์อะไร ด้วยเราผู้เป็นบุรุษมีกำลังใจ
                         จะข้ามไปผู้เดียว จักยังมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา
                         ให้ข้ามบ้าง.
                                   เราบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูแล้ว
                         เป็นบุรุษมีกำลังใจด้วยกุศลของเรานี้ จะให้
                         ชนเป็นอันมากข้ามบ้าง.
                                   เราตัดกระแสสงสารได้แล้ว กำจัดภพ
                         ๓ ได้แล้ว ขึ้นสู่เรือ คือพระธรรมได้แล้ว จัก
                         ให้มนุษย์พร้อมด้วยเทวดาข้ามบ้าง.
                                   เราบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูแล้ว
                         ประโยชน์อะไร ด้วยเราผู้ทำให้แจ้งพระธรรม
                         ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก จักเป็นพระพุทธเจ้า
                         ในโลกนี้กับทั้งเทวโลก ดังนี้.๘-
____________________________
๘- ขุ. พุทฺธ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๒

               พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นโลกนาถ ไม่ทรงกล่าวให้ผิดมหาปฏิญญานั้น อันเป็นเหตุแห่งการค้นคว้าพิจารณาและสมาทานซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้าแม้ทั้งสิ้น เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน มีทานบารมีเป็นต้นโดยครบบริบูรณ์เป็นลำดับด้วยความเคารพ ตลอดสี่อสงไขยกับแสนมหากัป ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ มีบริจาคอวัยวะเป็นต้น ทรงเพิ่มพูนอธิฏฐาน ๔ มีสัจจาธิฏฐานเป็นต้น ทรงสั่งสมบุญสมภารและญาณสมภาร ทรงยังความเพียรในเบื้องต้น ประพฤติธรรมในเบื้องต้น ทรงบอกธรรม และทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระญาติเป็นต้นให้ดียิ่งขึ้น ทรงบรรลุพุทธจริยาอันเป็นที่สุดอย่างยิ่ง แล้วจึงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฉะนั้น มหาปฏิญญานั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจริงแท้ ไม่เป็นอย่างอื่น.
               ความไม่จริงแท้แม้เพียงปลายขนทรายย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.
               จริงอย่างนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์เหล่านี้ คือพระทีปังกรทศพล พระโกณฑัญญะ พระสุมังคละ ฯลฯ พระกัสสปะ ทรงอุบัติแล้วตามลำดับ ได้พยากรณ์สุเมธดาบสนั้นว่าจักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้รับพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๒๔ องค์อย่างนี้ ครั้นทรงได้รับอานิสงส์ที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้บำเพ็ญบารมีควรได้แล้วจึงเสด็จมา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าตถาคต เพราะมา คือบรรลุความเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งด้วยความจริงแท้อันเป็นมหาปฏิญญาดังที่ได้กล่าวแล้วนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จมาเพื่อความแท้จริงด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเพื่อความแท้จริงเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นโลกนาถทรงเห็นหมู่สัตว์ได้รับทุกข์ใหญ่และความคับแค้น ทรงตั้งพระหฤทัยว่า ไม่มีใครอื่นจะเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์นั้นได้ เราเท่านั้นซึ่งพ้นแล้วจากสังสารทุกข์นี้ จักให้หมู่สัตว์นั้นพ้นบ้างดังนี้ จึงได้ทรงบำเพ็ญบารมียิ่งใหญ่ด้วยพระมหากรุณา ก็ครั้นทรงบำเพ็ญแล้ว ทรงขวนขวายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สัตวโลกทั้งสิ้นตามที่ทรงตั้งปณิธาณไว้ ไม่ทรงห่วงใยร่างกาย และชีวิต ทรงบำเพ็ญทุกรจริยาที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง ให้จิตเกิดความหวาดสะดุ้ง แม้ด้วยเหตุเพียงผู้อื่นได้ยินได้ฟังเข้า ทรงปฏิบัติโดยประการที่การปฏิบัติของพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายอันจะเป็นส่วนแห่งการละ หรือจะเป็นส่วนแห่งความเศร้าหมอง หรือจะเป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ ก็ไม่ใช่ ที่แท้ยังมีส่วนอันวิเศษยิ่งขึ้นไปอีก จึงทรงรวบรวมโพธิสมภารไม่ให้มีเหลือตามลำดับ แล้วบรรลุสัมโพธิญาณอันยอดยิ่ง.
               แต่นั้น ทรงคอยตักเตือนผู้อื่นด้วยพระมหากรุณานั้น ทรงละความยินดีในความสงัดและความสุข คือความหลุดพ้นอันสงบอย่างยิ่ง ไม่ทรงคำนึงถึงความยกย่องดูหมิ่นและอาการผิดปกติที่ชนเหล่านั้นทำให้เกิดขึ้นในโลกอันมากด้วยชนพาล ทรงสำเร็จพุทธกิจไม่มีเหลือโดยการแนะนำเวไนยชน.
               อาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าถึงด้วยพระมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลายในพุทธกิจนั้น จักมีแจ้งข้างหน้า.
               พระมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลายของพระโลกนาถผู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นอย่างใด แม้ของท่านผู้เป็นพระโพธิสัตว์ก็เป็นอย่างนั้น เป็นของแท้จริงไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเป็นเช่นเดียวกันในสูตรทั้งปวง มีมหาภินิหารกาลสูตรเป็นต้น และโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อตถาคต เพราะเสด็จไป คือดำเนินไปเพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งสิ้น ด้วยพระมหากรุณาอันแท้จริง มีรสเสมอกันในสรรพสัตว์อันไม่มีกำหนดแม้ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเพื่อความแท้จริง ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ความแท้จริงเป็นอย่างไร.
               ตอบว่า อริยมรรคญาณ ๔ ชื่อว่าความแท้จริง. จริงอยู่ อริยมรรคญาณเหล่านั้นชื่อว่าแท้จริง ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดสภาวะและลักษณะพร้อมด้วยรสของอริยสัจ ๔ อันเป็นเหตุแห่งความเป็นไป การกลับไปและทั้งสองอย่างนั้น รวบรวมธรรมที่ควรรู้ไว้ทั้งหมดอย่างนี้ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ และของธรรมทั้งหลายเพื่อความเป็นไปโดยอาการไม่วิปริต อันได้แก่การไม่ลุ่มหลง และการตรัสรู้ในอริยมรรคญาณนั้น ซึ่งได้ด้วยการตัดขาดฝ่ายที่เศร้าหมอง ตรัสรู้ผูกพันสภาวะตามเป็นจริง อันมีวิภาคแห่งอริยมรรคญาณนั้นเป็นต้นว่า
                         ทุกข์ มีการเบียดเบียน ปรุงแต่ง เผา แปรปรวนเป็นอรรถ
                         สมุทัย มีการขวนขวายเป็นเหตุ พัวพัน ห่วงใยเป็นอรรถ
                         นิโรธ เป็นเครื่องสลัดออก สงัดจากกิเลส ไม่ปรุงแต่งอมตะเป็นอรรถ
                         มรรค นำออกไปเป็นเหตุ เป็นทัสสนะ เป็นอธิบดี เป็นอรรถดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีผู้อื่นแนะนำ ทรงรู้ คือบรรลุอริยมรรคญาณเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ความแท้จริง.
               มรรคญาณควรให้แจ่มแจ้งด้วยประการใด อัปปฏิหตญาณ (ญาณที่ไม่มีอะไรกระทบได้) จตุปฏิสัมภิทาญาณ (ญาณคือปฏิสัมภิทา ๔) จตุเวสารัชชญาณ (ญาณคือเวสารัชชธรรม ๔) ปัญจคติปริจเฉทญาณ (ญาณคือกำหนดคติ ๕) ฉ อสาธารณญาณ (ญาณคืออสาธารณะ ๖) สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ (ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งโพชฌงค์ ๗) อัฏฐมัคคังควิภาวนญาณ (ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘) นวานุปุพวิหารสมาปัตติญาณ (ญาณคือการเข้าอนุปุพวิหาร ๙) และทศพลญาณ (ญาณเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ควรให้แจ่มแจ้งในกาล ๓.
               ในมรรคญาณนั้นควรรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มีสภาวกิจเป็นต้น มีที่อยู่วิเศษเป็นต้นและมีนามและโคตร อันเนื่องด้วยขันธ์เป็นต้น ในขันธ์ธาตุอายตนะที่เป็นอดีตอันแตกต่างกันมีเลวเป็นต้นของสัตว์ผู้แตกต่างกันมีความเลวเป็นต้น อันไม่มีประมาณในโลกธาตุอันไม่มีประมาณ.
               อนึ่ง พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ข้องไม่มีอะไรกระทบแล้ว ในความวิเศษมีวรรณ สันฐานกลิ่นรสและผัสสะเป็นต้นของรูปธรรม อันเกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นๆ ในรูปธรรมทั้งหลายอันละเอียดยิ่ง ตั้งอยู่ภายในและอยู่ไกล อันเนื่องด้วยอนินทรีย์ ย่อมเป็นไปโดยประจักษ์ในที่ทั้งปวง ดุจมะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือ.
               ญาณเหล่านี้ คือญาณในอนาคตและปัจจุบันก็เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่าอัปปฏิหตญาณในกาล ๓ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า๙-
               อัปปฏิหตญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะในส่วนอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็ญาณเหล่านั้นชื่อว่าจริงแท้ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดไปจากสภาวลักษณะพร้อมด้วยรสแห่งธรรมทั้งหลายในญาณนั้นๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุญาณเหล่านั้นด้วยสยัมภูญาณ จึงชื่อว่าตถาคต เพราะทรงรู้ความจริงแท้ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๙- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๖๙

               อนึ่ง ปฏิสัมภิทามี ๔ อย่างคือ อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในอรรถ) ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม) ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ) ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ) ๑.
               ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น ญาณอันเป็นประเภทในอรรถเพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะของประเภทแห่งอรรถ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ญาณอันเป็นในธรรมเพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะแห่งประเภทของธรรม ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ญาณอันเป็นไปในการเข้าในภาษา (เข้าใจพูด) เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะ ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา. ญาณอันเป็นไปในปฏิภาณ (ความเฉียบแหลม) เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะแห่งประเภทของปฏิภาณ ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ความรู้ในอรรถ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ความรู้ในธรรม ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ความรู้ในอรรถ ในธรรม ในการเข้าใจภาษา ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา. ความรู้ในญาณทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา.๑๐-
               ก็ในอัตถปฏิสัมภิทานี้ โดยย่อ ผลของเหตุชื่อว่าอรรถ เพราะไม่มีทุกข์และเพราะควรถึงอย่างยิ่ง แต่โดยประเภท ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือ สิ่งใดๆ ที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ๑ ความดับกิเลส ๑ คำพูดที่มีประโยชน์ ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑ ชื่อว่าอรรถ ญาณอันเป็นประเภทในอรรถนั้นของผู้พิจารณาอรรถนั้น ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา.
               โดยย่อปัจจัยชื่อว่าธรรม เพราะปัจจัยนั้นย่อมจัด ย่อมให้ประพฤติและย่อมให้บรรลุถึงประโยชน์นั้นๆ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าธรรม แต่โดยประเภท ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือ ความเกิดแห่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ เหตุ ๑ อริยมรรค ๑ คำที่เป็นภาษิต ๑ กุศล ๑ ชื่อว่าธรรม ญาณอันเป็นประเภทในธรรมนั้นของผู้พิจารณาธรรมนั้น ชื่อธัมมปฏิสัมภิทา.
               แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวไว้ว่า๑๐- ความรู้ในทุกข์ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ความรู้ในทุกข์สมุทัย ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ความรู้ในทุกขนิโรธ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ความรู้ในผลของเหตุ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ธรรมเหล่าใดเกิดแล้ว เจริญแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว ความรู้ในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ธรรมเหล่านั้นเกิดแล้ว เจริญแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้วจากธรรมใด ความรู้ในธรรมนั้น ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ความรู้ในชราและมรณะ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในเหตุเกิดชราและมรณะ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ความรู้ในการดับชราและมรณะ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ความรู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับชราและมรณะ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ความรู้ในชาติ ในภพ ในอุปาทาน ในตัณหา ในเวทนา ในผัสสะ ในสฬายตนะ ในนามรูป ในวิญญาณ ในสังขารทั้งหลาย ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ความรู้ในเหตุเกิดสังขารชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในการดับสังขาร ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา. ความรู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับสังขาร ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา.
____________________________
๑๐- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ช้อ ๗๗๘

               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ธรรม คือสุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละ นี้ท่านเรียกว่าธัมมปฏิสัมภิทา. ภิกษุนั้นย่อมรู้ความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่านี้เป็นความแห่งภาษิตนี้ ดังนี้ ท่านเรียกว่าอัตถปฏิสัมภิทา.
               กุศลธรรมทั้งหลายเป็นไฉน คือ สมัยใด กามาวจรกุศลจิตปรารภ รูปารมณ์ ฯลฯ ธัมมารมณ์ สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นแล้ว สมัยนั้น ธรรมเป็นผัสสะ ไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ความรู้ในกุศลธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้ในวิบากของกุศลธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา เป็นอาทิ.
____________________________
๑๑- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๗๘๔

               พึงทราบความพิสดารต่อไป.
               ภาษาตามสภาพ คือคำพูดที่เป็นจริง ในอรรถและในธรรมนั้น ความรู้อันเป็นประเภทของภาษาถิ่นของสัตว์ทั้งปวง ในการพูดภาษาตามสภาพ โดยภาษามคธว่า นี้เป็นภาษาตามสภาพ นี้มิใช่ภาษาตามสภาพดังนี้ ชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา. ความรู้ในญาณของผู้พิจารณากระทำญาณ แม้ทั้งหมดอันเป็นไปแล้วโดยพิสดารด้วยโคจรกิจ (ธรรมเป็นอารมณ์) ในญาณเหล่านั้นตามที่กล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
               ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เหล่านี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุด้วยพระองค์เองจึงเป็นสิ่งจริงแท้ แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่เป็นไปในอาการวิปริต โดยไม่ผิดในวิสัยของตนนั้นๆ มีอรรถและธรรมเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงรู้ความแท้จริง แม้ด้วยประการฉะนี้.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ ทรงเห็น ทรงบรรลุ ตรัสรู้ยิ่งถึงข้อควรแนะนำทั้งปวงนั้นโดยอาการทั้งหมด จริงดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อภิไญยธรรม เพราะเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ตรัสรู้ปริไญยธรรมเพราะเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ปหาตัพพธรรมเพราะเป็นธรรมที่ควรละ ตรัสรู้สัจฉิกาตัพพธรรมเพราะเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ภาเวตัพพธรรมเพราะเป็นธรรมที่ควรทำให้เจริญ โดยที่สมณะหรือพราหมณ์ หรือเทวดามารพรหมไรๆ ไม่สามารถจะท้วงพระองค์ ด้วยความเป็นธรรมได้ว่า ธรรมเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้ ดังนี้.
               ชื่อปหาตัพพธรรม ได้แก่อนุปปัตติธรรมทั้งปวงซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละได้แล้ว ณ โคนต้นโพธิ์ โดยไม่มีเหลือ ไม่มีกิจที่จะต้องทำยิ่งกว่า เพื่อละปหาตัพพธรรมนั้นอีก.
               จริงดังนั้น กิเลสพันครึ่ง อันต่างด้วยโลภะ โทสะ โมหะ การใส่ใจวิปริต ความไม่ละอายใจ ความไม่กลัวบาป ความง่วงเหงาหาวนอน ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ การตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ เจ้าเล่ห์ โอ้อวด หัวดื้อ แข่งดี ถือตัว ดูหมิ่นท่าน มัวเมา เลินเล่อ อกุศลมูล ๓ ทุจริต ความจำผิดๆ มลทิน วิตก ความหลอกลวง การแสวงหา ตัณหา การแสวงหาผิด ๔ อย่าง อาสวะ เครื่องร้อยรัด โอฆะ โยคะ (กิเลสเครื่องผูก) อคติ การยึดถือเพราะตัณหา นิวรณ์ ๕ ความเสื่อมเสียทางใจ การผูกพันทางใจ เหตุแห่งวิวาท ๖ อนุสัย (กิเลสนอนเนืองอยู่ในสันดาน) ๗ มิจฉัตตะ ๘ อาฆาตวัตถุ (วัตถุทำให้อาฆาต) ๙ รากเง้าตัณหา อกุศลกรรมบถ ๑๐ การแสวงหาไม่สมควร ๒๑ ทิฏฐิ ๖๒ ตัณหาวิปริต ๑๐๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละ ทรงตัดขาด ทรงถอนได้พร้อมด้วยวาสนา โดยที่สมณะ ฯลฯ หรือพรหมไรๆ ไม่สามารถท้วงพระองค์ ด้วยความเป็นธรรมได้ว่า กิเลสเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงละไม่ได้ ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงอันตรายิกธรรม อันต่างด้วยกรรมวิบากกิเลส การกล่าวโทษ การล่วงละเมิดอาชญา ว่าควรเพื่ออันตรายโดยส่วนเดียว โดยที่สมณะ ฯลฯ หรือพรหมไรๆ ไม่สามารถท้วงพระองค์ได้ว่า อันตรายิกธรรมเหล่านั้นไม่ควรเพื่ออันตรายโดยการเสพ.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์อย่างเยี่ยม มีอริยมรรคเป็นอันดับแรก มี ๗ ส่วนเป็น ๓๗ ประเภท สงเคราะห์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อความสลัดออกจากวัฏทุกข์โดยไม่เหลือ ธรรมนั้นย่อมนำผู้ปฏิบัติออกจากวัฏทุกข์ โดยส่วนเดียว โดยที่สมณะหรือพราหมณ์ ฯลฯ หรือพรหมไรๆ ไม่สามารถท้วงพระองค์ โดยความเป็นธรรมได้ว่า ธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์ที่พระองค์ทรงแสดงไม่นำออกจริงดังนี้ ดังที่มีผู้กล่าวว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ธรรมเหล่านั้น พระองค์มิได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้จริงดังนี้ พึงทราบความพิสดารต่อไป.
               จตุเวสารัชชญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นไปแล้วโดยอาการไม่วิปริต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้ ของความวิเศษแห่งญาณปหานะและเทศนาของพระองค์ ชื่อว่าจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงรู้ความจริงแท้ ด้วยประการฉะนี้.
               อนึ่ง คติมี ๕ อย่าง คือ นิรยคติ ๑ ติรัจฉานคติ ๑ เปตคติ ๑ มนุษยคติ ๑ เทวคติ ๑. ในคติ ๕ อย่างนั้น คติทั้งหมดนี้ คือ มหานรก ๘ ขุมมีสัญชีวนรกเป็นต้น อุสสทนรก ๑๖ ขุมมีกุกกุลนรกเป็นต้น และโลกันตนรก ชื่อว่านรก เพราะไม่มีความชื่นใจ มีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว และชื่อว่าคติ เพราะต้องไปด้วยกรรมของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่านิรยคติ แม้สีตนรกซึ่งมืดตื้อ ก็รวมอยู่ภายในนรกเหล่านั้น
               สัตว์ทั้งหลายมีหนอน แมลง ตั๊กแตน งู นก สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ชื่อติรัจฉาน เพราะเป็นสัตว์ไปขวาง. ชื่อติรัจฉานคติ เพราะไปสู่ความเป็นเดียรัจฉานนั่นเอง.
               ชื่อว่าเปตะ เพราะเปรตทั้งหลายมีปรทัตตูปชีวิเปรต และนิชฌามตัณหิกเปรตเป็นต้น มีแต่ความหิวกระหายไป คือปราศจากความสุขสบาย มากไปด้วยความทุกข์. ชื่อว่าเปตคติ เพราะไปสู่ความเป็นเปรตนั่นเอง แม้พวกอสูรมีกัญชิกาสูรเป็นต้น ก็อยู่ภายในเปรตเหล่านั้น.
               ผู้อยู่ในมหาทวีป ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้นกับผู้อยู่ในทวีปเล็กๆ ชื่อว่ามนุษย์ เพราะเป็นผู้มีใจสูง ชื่อว่ามนุษยคติ เพราะไปสู่ความเป็นมนุษย์นั่นเอง.
               หมู่เทพ ๒๖ เหล่านี้ คือตั้งแต่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา จนถึงเทพผุ้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมเพลิดเพลิน คือเล่นกีฬา และรุ่งเรืองด้วยฤทธานุภาพของตน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเทวะ. ชื่อว่าเทวคติ เพราะไปสู่ความเป็นเทวดานั่นเอง.
               ก็คติเหล่านี้ เพราะความต่างกันของอุบัติภพ อันเกิดด้วยกรรมวัฏฏะ (ความหมุนเวียนแห่งกรรม) นั้นๆ ฉะนั้น โดยเนื้อความได้แก่ วิบากขันธ์และกฏัตตารูป (รูปเกิดแต่กรรม).
               ในคตินั้น ญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมเป็นไปโดยฐานะ โดยเหตุด้วยอำนาจเหตุผล การจำแนก และการกำหนดตามความสามารถว่า คติชื่อนี้ย่อมเกิดด้วยกรรมชื่อนี้ หมู่สัตว์เหล่านี้แตกต่างกัน โดยการจำแนกอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่ง เพราะกรรมนั้นแตกต่างกัน โดยการจำแนกอย่างนี้ ด้วยความต่างของปัจจัย
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า๑๒-
               ปญฺจ โข อิมา สารีปุตฺต ฯเปฯ ตญฺจ ปชานามิ

               ความว่า ดูก่อนสารีบุตร คติ ๕ เหล่านี้แล คติ ๕ เป็นไฉน คติ ๕ คือ นรก ๑ กำเนิดเดียรัจฉาน ๑ เปรตวิสัย ๑ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑.
               ดูก่อนสารีบุตร เรารู้นรก เหตุที่สัตว์ไปสู่นรก และทางปฏิบัติให้สัตว์ไปสู่นรก เรารู้ถึงผู้ปฏิบัติตายไปแล้ว จะต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกด้วย.
               ก็ญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นญาณจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดพลาดด้วยความเป็นไปแห่งอาการวิปริตในวิสัยนั้นๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๑๒- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗๐

               อนึ่ง การประกาศความต่างกันมีความเป็นผู้มีธุลีคือกิเลสน้อย และธุลีคือกิเลสมากเป็นต้น ด้วยการตรัสรู้ถึงความขาดแคลน แห่งโยคะมีศรัทธาเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลายเป็นไปแล้วโดยอาการ ๕๐ นั้น เป็นพระปรีชากำหนดรู้ถึงความหย่อนและยิ่งของอินทรีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีธุลีคือกิเลสน้อย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นผู้มี.ธุลีคือกิเลสมาก ดังนี้.๑๓-
____________________________
๑๓- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๗๐

               พึงทราบความพิสดารต่อไปนี้
               อัธยาศัยเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลายโดยนัยมีอาทิว่า
               บุคคลนี้มีธุลีคือกิเลสน้อย บุคคลนี้เป็นสัสสตทิฏฐิ บุคคลนี้เป็นอุจเฉททิฏฐิ บุคคลนี้ตั้งอยู่ในขันติอันเป็นอนุโลม (ผ่อนผัน) บุคคลนี้ตั้งอยู่ในยถาภูตญาณ (กำหนดรู้ตามความเป็นจริง) บุคคลนี้เป็นกามาสยะ (มีอัธยาศัยไปในกาม) บุคคลนี้ไม่มีอัธยาศัยไปในเนกขัมมะเป็นต้น บุคคลนี้เป็นเนกขัมมาสยะ (มีอัธยาศัยมุ่งไปในการออกจากกาม) บุคคลนี้ไม่มีอัธยาศัยไปในกามเป็นต้น
               และโดยนัยมีอาทิว่า
               กามราคะของบุคคลนี้จัดมาก แต่ไม่มีปฏิฆะ (ความคับแค้น) เป็นต้น. ปฏิฆะของบุคคลนี้แรงมาก แต่ไม่มีกามราคะเป็นต้น
               บุญญาภิสังขาร (สภาพตกแต่งบุญ) ของบุคคลนี้ยิ่ง อปุญญาภิสังขาร (สภาพตกแต่งบาป) อเนญชาภิสังขาร (สภาพตกแต่งความไม่หวั่นไหว) ไม่ยิ่ง. อปุญญาภิสังขารของบุคคลนี้ยิ่ง บุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ไม่ยิ่ง. อเนญชาภิสังขารของบุคคลนี้ยิ่ง บุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร ไม่ยิ่ง.
               กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตของบุคคลนี้ยิ่ง บุคคลนี้น้อมไปในความเลว บุคคลนี้น้อมไปในความประณีต บุคคลนี้ประกอบด้วยอาวรณกรรม บุคคลนี้ประกอบด้วยอาวรณกิเลส บุคคลนี้ประกอบด้วยอาวรณวิบาก บุคคลนี้ไม่ประกอบด้วยอาวรณกรรม บุคคลนี้ไม่ประกอบด้วยอาวรณกิเลส บุคคลนี้ไม่ประกอบด้วยอาวรณวิบาก นั้นเป็นอาสยานุสยญาณ (ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยและกิเลสอันนอนเนืองอยู่ในสันดาน). ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นไปแล้วโดยอาการ ประกาศให้แจ้งตามความเป็นจริง.
               พระบาลีมีอาทิว่า อิธ ตถาคโต สตฺตานํ อาสยํ ชานาติ อนุสยํ ชานาติ จริตํ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ชานาติ
               ความว่า พระตถาคตในศาสนานี้ทรงรู้อัธยาศัย ทรงรู้กิเลสอันนอนเนืองในสันดาน ทรงรู้จริต ทรงรู้อธิมุตติ (ความมุ่งหมาย) ของสัตว์ทั้งหลาย ทรงรู้ภัพสัตว์ และอภัพสัตว์ทั้งหลาย. ท่านกล่าวหมายถึงอาสยานุสยญาณ.
               ยมกปาฏิหาริยญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีการกระทำหลายอย่าง และการเนรมิตด้วยฤทธิ์อันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ปรากฏเป็นกองไฟและท่อน้ำออกจากพระวรกายเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องหน้า และเบื้องหลัง จากพระเนตรขวาซ้าย จากพระกรรณ พระนาสิก จะงอยพระอังสา พระปรัศว์ พระหัตถ์และพระบาท และจากขุมพระโลมาในระหว่างนิ้วพระหัตถ์ และพระบาท.
               พระบาลีมีอาทิว่า อิธ ตถาคโต ยมกปาฏิหาริยํ กโรติ ฯเปฯ อุทกธารา ปวตฺตติ๑๔-
               ความว่า พระตถาคตในศาสนานี้ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ อันไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย กองไฟพลุ่งขึ้นจากพระวรกาย เบื้องบน ท่อน้ำพุ่งจากพระวรกายเบื้องล่าง กองไฟพลุ่งขึ้นจากพระวรกายเบื้องล่าง ท่อน้ำพุ่งจากพระวรกายเบื้องบน ดังนี้ ท่านกล่าวหมายถึงยมกปาฏิหาริย์.
               ญาณคือพระมหากรุณาสมาบัติอันเป็นปัจจัยหยั่งลงสู่พระมหากรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นไปแล้วโดยนัยต่างๆ ด้วยมีพระประสงค์จะนำหมู่สัตว์ซึ่งถูกทุกข์และธรรมมากมายมีราคะและชาติเป็นต้นเบียดเบียน ออกไปจากทุกข์และธรรมนั้น
               เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า๑๕- ญาณคือพระมหากรุณาสมาบัติของพระตถาคตเป็นไฉน
               ท่านได้จำแนกไว้โดยอาการ ๘๙ อย่าง โดยนัยมีอาทิว่า
               พระมหากรุณาหยั่งลงในสัตว์ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะ ทรงเห็นด้วยอาการมาก พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เป็นไปต่อเนื่อง เพียงทรงหวังเพื่อสามารถให้รู้ถึงธรรมธาตุเพียงใด สังขตธรรมและอสังขตธรรมเป็นต้นเพียงใด ทั้งหมดนั้นโดยอาการทั้งปวง เว้นคำชี้แจงผู้อื่น ชื่อสัพพัญญุตญาณ เพราะตรัสรู้สังขตธรรมอสังขตธรรมและสมมติสัจโดยตลอดทุกเมื่อ ท่านเรียกว่าอนาวรณญาณ หมายถึงความเป็นไปอันไม่ข้อง เพราะหมดอาวรณ์ในสิ่งนั้น
               นี้เป็นสังเขปในเรื่องนี้ ส่วนความพิสดารจักมีข้างหน้า
____________________________
๑๔- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๘๔
๑๕- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๘๕

               อสาธารณญาณ ๖ อย่างของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านี้ ชื่อว่าจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่ผิดพลาดแห่งวิสัย ตามความสามารถโดยไม่เป็นไปในอาการวิปริต.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงรู้ความจริงแท้ ด้วยประการฉะนี้.
               อนึ่ง ญาณประกาศโพชฌงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นไปแล้วโดยสรุปอย่างนี้ว่า๑๖-
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ ดังนี้
____________________________
๑๖- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๓๘๓   ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๕๕๗

               โดยสามัญลักษณะอย่างนี้ว่า ธรรมสามัคคีมีสติเป็นต้นอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออันตรายทั้งหลายไม่น้อย มีความหดหู่ ฟุ้งซ่าน การหน่วงเหนียว ประกอบความเพียรมุ่งแต่กามสุข และทำตนให้ลำบาก ยึดมั่นความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่าเที่ยงเป็นต้นใด อริยสาวกตื่น คือลุกขึ้นจากความหลับ คือกิเลส แทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ด้วยธรรมสามัคคีใด ธรรมสามัคคีนั้นท่านเรียกว่า โพธิ (ความตรัสรู้). ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีอันเป็นเหตุตรัสรู้นั้น อริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีตามที่กล่าวแล้ว ท่านก็เรียกว่าโพธิ ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้นั้น ดังนี้.
               โดยลักษณะอันวิเศษอย่างนี้ว่า
                         สติสัมโพชฌงค์มีการเข้าไปตั้งไว้เป็นลักษณะ
                         ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีการสอดส่องธรรมเป็นลักษณะ
                         วิริยสัมโพชฌงค์ มีการประคองไว้เป็นลักษณะ
                         ปีติสัมโพชฌงค์มีการแผ่ไปเป็นลักษณะ
                         ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีความสงบเป็นลักษณะ
                         สมาธิสัมโพชฌงค์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ
                         อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีการพิจารณาเป็นลักษณะดังนี้
               โดยแสดงความเป็นไปในขณะเดียวกัน ด้วยเป็นอุปการะของกันและกันแห่งโพชฌงค์ ๗ โดยนัยมีอาทิว่า ในโพชฌงค์เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติประกอบปัญญารู้รอบคอบ คือ สติอย่างยิ่ง ระลึกถึงตามระลึกถึงแม้สิ่งที่ทำ แม้คำที่พูดไว้นานแล้วได้ ดังนี้
               โดยแสดงวิสัย การทำให้แจ้งและความเป็นไปแห่งโพชฌงค์เหล่านั้นโดยนัยมีอาทิว่า
               ในโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน สติมีอยู่ในธรรมทั้งหลายในภายใน สติมีอยู่ในธรรมทั้งหลายในภายนอก ดังนี้๑๗-
               โดยแสดงวิธีเจริญโดยนัยมีอาทิว่า๑๘-
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสติสัมโพชฌงค์ อาศัยความสงัด อาศัยความปราศจากราคะ อาศัยความดับตัณหา น้อมไปในความเสียสละดังนี้ โดยอาการต่างๆ อย่างนี้
               โดยจำแนกออกถึงเก้าหมื่นหกพันนัย มีอาทิว่า
               โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน สมัยใด ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌาน ฯลฯ สมัยนั้นโพชฌงค์ ๗ คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเกิด ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน คือ สติ อนุสติ ดังนี้๑๙-
               ชื่อว่าเป็นญาณจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะกล่าวไม่ผิดความนั้นๆ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
๑๗- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๕๔๕
๑๘- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๕๕๒
๑๙- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๕๕๔

               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ คือบรรลุญาณอันแท้จริง ด้วยอำนาจแห่งปัญญาวิเศษอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น มีประเภทไม่มีที่สุดและหาประมาณมิได้ มีสติปัฏฐาน สัมมัปปธานและญาณอันทำให้แจ้งเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วโดยสรุปอย่างนี้ว่า
               ในอริยสัจ ๔ นั้น อริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดังนี้.๒๐-
____________________________
๒๐- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๖๒

               โดยสามัญลักษณะอย่างนี้ว่า ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากกิเลสทั้งปวง เพราะทำความเป็นอริยะ และเพราะได้อริยผล. ชื่อว่าอัฏฐังคิกะ (มีองค์ ๘) เพราะอริยะมี ๘ อย่าง และเพราะเป็นเหตุโดยส่วนเดียว เพื่อบรรลุถึงนิพพาน. ชื่อว่ามรรค เพราะทำลายกิเลสให้สิ้นไป ผู้หวังประโยชน์ แสวงหา หรือแสวงหาพระนิพพานด้วยตนเอง ดังนี้.
               โดยลักษณะวิเศษอย่างนี้ว่า สัมมาทิฏฐิมีการเห็นชอบเป็นลักษณะ สัมมาสังกัปปะมียกขึ้นชอบเป็นลักษณะ สัมมาวาจามีการกำหนดชอบเป็นลักษณะ สัมมากัมมันตะมีการสร้างสรรค์ชอบเป็นลักษณะ สัมมาอาชีวะมีความผ่องใสชอบเป็นลักษณะ สัมมาวายามะมีการประคองไว้ชอบเป็นลักษณะ สัมมาสติมีการตั้งไว้ชอบเป็นลักษณะ สัมมาสมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านชอบเป็นลักษณะ ดังนี้.
               โดยการจำแนกหน้าที่อย่างนี้ว่า สัมมาทิฏฐิละมิจฉาทิฏฐิกับกิเลสอันเป็นข้าศึกของตนแม้อื่น กระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ และเห็นสัมปยุตธรรมโดยความไม่ลุ่มหลงด้วยการกำจัดโมหะอันปกปิดพระนิพพานนั้น แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็เหมือนกัน ละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น กระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ และกระทำการยกขึ้นชอบ การกำหนด การสร้างสรรค์ ความผ่องใส การประคอง การตั้งไว้ การตั้งมั่นแห่งสหชาตธรรมทั้งหลาย ดังนี้
               โดยจำแนกความเป็นไปในภาคต้นและภาคหลังอย่างนี้ว่า สัมมาทิฏฐิในภาคต้นมีขณะต่างๆ กัน มีอารมณ์ มีทุกข์เป็นต้นต่างหาก ในกาลแห่งมรรค มีขณะอันเดียวกัน กระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์. โดยกิจย่อมได้ชื่อ ๔ อย่างมีอาทิว่า รู้ในทุกข์ดังนี้. แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้นในภาคต้นก็มี ขณะต่างๆ กัน มีอารมณ์ต่างๆ กัน ในกาลแห่งมรรคมีขณะอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกัน ในอริยมรรคเหล่านั้น สัมมาสังกัปปะโดยกิจย่อมได้ชื่อ ๓ อย่างมีอาทิว่า ความดำริในการออกจากกามดังนี้. อริยมรรค ๓ มีสัมมาวาจาเป็นต้นมีจำแนกเป็นอาทิว่า เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากพูดเท็จดังนี้ เป็นวิรัติบ้าง เป็นเจตนาบ้าง ในขณะแห่งมรรคเป็นวิรัติ. สัมมาวายามะและสัมมาสติโดยกิจย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยอำนาจสัมมัปปธานและสติปัฏฐาน แต่สัมมาสมาธิ แม้ในขณะแห่งมรรคก็ต่างๆ ด้วยปฐมฌานเป็นต้น
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วเหมือนอย่างนั้นเป็นอย่างไร
               ตอบว่า การเกิด การตรัสรู้ การประกาศธรรมวินัย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนอย่างนั้น.
               ถามว่า ท่านอธิบายไว้อย่างไร
               ตอบว่า การเกิดเป็นต้นเหล่านั้น อันพระโลกนาถปรารถนาแล้วและประพฤติแล้วซึ่งประโยชน์ใด เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่นโดยประพฤติประโยชน์ไม่วิปริต เพราะพูดไม่ผิด เพื่อให้ประโยชน์นั้นสำเร็จโดยส่วนเดียว.
               จริงดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญเหตุแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีการบำเพ็ญสมติงสบารมีเป็นต้น ดังได้กล่าวแล้วประทับอยู่ ณ ชั้นดุสิตบุรี พวกเทพในหมื่นจักรวาลได้สดับพุทธโกลาหล จึงประชุมร่วมกันเข้าไปเฝ้ากราบทูลวิงวอนว่า๒๑-
                         กาโลโข เต มหาวีร    อุปฺปชฺช มาตุกุจฺฉิยํ
                         สเทวกํ ตารยนฺโต    พุชฺฌสฺสุ อมตํ ปทํ
                                   ข้าแต่พระมหาวีระ ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะเสด็จ
                         อุบัติ ในพระครรภ์พระมารดา ขอพระองค์ทรงยังเทวดา
                         พร้อมด้วยมนุษย์ให้ข้ามพ้น ตรัสรู้อมตบทเถิด
____________________________
๒๑- ขุ. พุทฺธ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑

               ดังนี้ บุพนิมิตเกิดแล้ว ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ทรงดำริว่า บัดนี้ เราจักเกิดในกำเนิดมนุษย์แล้วจักตรัสรู้ดังนี้ ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมหามายาเทวีในศากยราชตระกูลในวันเพ็ญเดือน ๘ เหล่าเทวดาและมนุษย์ต่างพากันดูแลรักษาตลอด ๑๐ เดือน ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่งในวันเพ็ญเดือน ๖ ก็ทรงประสูติ ในขณะประสูติบุพนิมิต ๓๒ ประการได้ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์เหมือนในขณะถือปฏิสนธิ โลกธาตุหนึ่งหมื่น สะเทื้อน สะท้าน หวั่นไหว แสงสว่างหาประมาณมิได้ แผ่ซ่านไปในหมื่นจักรวาล คนตาบอดก็ได้เห็น เหมือนประสงค์จะดูสิริอันหาประมาณมิได้ คนหูหนวกก็ได้ยินเสียง คนใบ้ก็คุยกันได้ คนค่อมก็ตัวตรง คนเปลี้ยก็เดินได้สรรพสัตว์ที่ถูกจองจำ ก็พ้นจากเครื่องจองจำด้วยขื่อคาเป็นต้น ไฟในนรกทั้งหมดดับ ความหิวกระหายในเปรตวิสัยสงบ ภัยมิได้มีแก่เดียรัจฉานทั้งหลาย โรคของสรรพสัตว์สงบ สรรพสัตว์พูดจาน่ารัก ม้าร้องด้วยเสียงไพเราะ ช้างส่งเสียงกระหึม สรรพดุริยางค์บรรเลงเสียงกังวานขึ้นเอง เครื่องประดับมีสวมข้อมือเป็นต้นของมนุษย์ทั้งหลายไม่ประยุกต์กันเลย ยังเปล่งเสียงออกมาอย่างไพเราะ.
               ทั่วทุกทิศสว่างไสว ลมพัดเย็นอ่อนๆ ทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดความสุข. ฝนตกในเวลามิใช่กาล น้ำพุพุ่งจากแผ่นดินไหลไป นกทั้งหลายไม่บินไปทางอากาศ แม่น้ำไม่ไหลเอ่ออยู่กับที่ น้ำในมหาสมุทรมีรสหวาน เมื่อดวงอาทิตย์ลับไปแล้ว ยังส่องแสงสว่างอยู่ ความสว่างทั้งหมดโชติช่วงในอากาศ. หมู่เทพทั้งหมดที่เหลือ เว้นอรูปาวจรเทพและสัตว์นรกทั้งหมด ได้ปรากฏรูปให้เห็น ต้นไม้ ฝาประตู และหินเป็นต้นก็กั้นไว้ไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายไม่มีจุติอุปบัติ กลิ่นทิพย์ฟุ้งตลบอบอวลขจัดกลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาทั้งหมด. ต้นไม้มีผลทุกชนิดก็ออกผลสมบูรณ์ มหาสมุทรก็ดาดาษไปด้วยดอกบัว ๕ ชนิดเต็มไปทั้งหมด บรรดาดอกไม้ทุกชนิด ทั้งที่เกิดบนบกและเกิดในน้ำก็บานสะพรั่ง ขันธปทุม (บัวกอ) ก็บานสะพรั่งที่กอ สาขาปทุม (บัวก้าน) ก็บานสะพรั่งที่ก้าน ลดาปทุม (บัวเถา) ก็บานที่เถา ทัณฑปทุม (บัวลำต้น) ก็เจาะพื้นดินแผ่นหินโผล่ออกมา มีใบตั้งร้อยคลุมอยู่เบื้องบนๆ โอลัมพกปทุม (บัวห้อยย้อย) ก็เกิดบนอากาศ ฝนดอกไม้ก็ตกไปโดยรอบ บนอากาศดนตรีทิพย์ก็บรรเลงกระหึม หมื่นโลกธาตุทั้งสิ้นมีพวงมาลาอย่างเดียวกัน ดุจช่อมาลาที่ร้อยห้อยไว้ ดุจกำมาลาที่มัดวางไว้ และดุจแท่นมาลาที่ประดับตกแต่งไว้ ได้มีพัดวาลวิชนีคลี่ออก อบด้วยกลิ่นดอกไม้และกลิ่นธูปดูงดงามยิ่งนัก.
               อนึ่ง บุพนิมิตเหล่านั้นได้เป็นนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษไม่น้อยที่พระโพธิสัตว์บรรลุแล้วในเบื้องบน เพราะปรากฏความอัศจรรย์ไม่น้อยอย่างนี้ การเกิดที่พระโพธิสัตว์นั้นปรารถนาประโยชน์อันใดไว้ ก็ได้เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพื่อความสำเร็จอภิสัมโพธิญาณนั้นโดยส่วนเดียว.
               อนึ่ง พวกพ้องที่ควรแนะนำเพื่อการตรัสรู้ที่ชื่อพุทธเวไนยนั้นทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแนะนำด้วยพระองค์เองทั้งนั้น โดยไม่มีเหลือเลย มิใช่สาวกแนะนำ สาวกเวไนยและธรรมเวไนย แม้เหล่านั้นอันพระสาวกเป็นต้นแนะนำแล้ว ก็ย่อมเข้าถึงและจักเข้าถึงข้อแนะนำ ด้วยประการฉะนี้ การตรัสรู้ยิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าปรารถนาประโยชน์อันใดไว้ การตรัสรู้ยิ่งเพื่อความสำเร็จประโยชน์นั้นโดยส่วนเดียว เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น.
               อีกอย่างหนึ่ง การตรัสรู้ยิ่งแม้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ยิ่งซึ่งสภาวะแห่งไญยธรรมที่ควรตรัสรู้ โดยไม่เหลือไม่วิปริต ด้วยพระญาณของพระองค์อันเกี่ยวเนื่องเพียงนึก ดุจมะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือฉะนั้น ดังนี้ ก็เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูวิธีที่ควรแสดงอย่างนั้นๆ แห่งธรรมเหล่านั้นๆ และอัธยาศัย กิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน และความพอใจในความประพฤติของสัตว์เหล่านั้นๆ ไม่ทรงละความเป็นธรรม ไม่ทรงเร่งรีบให้เป็นไปเพียงโวหาร ทรงประกาศความเป็นธรรม ทรงพร่ำสอนตามความผิด ตามอัธยาศัย และตามความเป็นธรรม ทรงแนะนำแล้ว เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้เวไนยสัตว์บรรลุถึงอริยภูมิ.
               แม้การประกาศธรรมวินัยของพระองค์ เพื่อความสำเร็จประโยชน์นั้นและเพื่อความเป็นไปตามเป็นจริง ก็เป็นความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุอมตมหานิพพานธาตุอันยังมีเบญจขันธ์อยู่ พ้นจากสภาวะที่เป็นรูปและไม่เป็นรูป มีผัสสะเวทนาเป็นต้น ล่วงสภาวะแห่งโลก เพราะไม่มีการแตกทำลาย ไม่มีแสงสว่างด้วยอะไรๆ เพราะไม่มีเกี่ยวข้อง เว้นจากภาวะมีคติเป็นต้น เพราะไม่มีแสงสว่างนั่นเอง ไม่มีที่อาศัย ไม่มีอารมณ์ ท่านเรียกว่าอนุปาทิเสสบ้าง เพราะไม่มีแม้เพียงกิเลสแห่งการยึดถือเป็นต้น อันได้แก่ขันธ์.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้จึงตรัสว่า๒๒-
               อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ฯเปฯ เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส
               ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอายตนะที่มีอยู่ ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า และไม่มีพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวถึงการมา การไป การตั้งอยู่ การจุติ การอุปบัติ การไม่มีที่อาศัย การไม่เป็นไป การไม่มีอารมณ์นั่นแล นี้แลที่สุดแห่งทุกข์.
____________________________
๒๒- ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๕๘

               การดับอุปาทานขันธ์ทั้งหลายทั้งปวง การสงบสังขารทั้งปวง การสละกิเลสทั้งปวง การสงบทุกข์ทั้งปวง การถอนอาลัยทั้งปวง การตัดขาดวัฏฏะทั้งปวง อมตมหานิพพานธาตุ นั้นมีลักษณะสงบโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ว่าในกาลไหนๆ เพราะไม่ผิดสภาวะตามที่กล่าวแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จไป เสด็จเข้าถึง เสด็จถึง ทรงปฏิบัติ คือบรรลุอภิชาติเป็นต้นเหล่านี้ เหมือนอย่างนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเสด็จไปเหมือนอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเป็นอย่างนั้น คืออย่างไร.
               ตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในก่อนเป็นอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็นอย่างนั้น.
               ท่านอธิบายไว้อย่างไร
               ท่านอธิบายไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอย่างใด โดยย่อคือด้วยมรรคศีล ผลศีล โลกิยศีล โลกุตรศีลแม้ทั้งหมด ด้วยมรรคสมาธิ ผลสมาธิ โลกิยสมาธิ โลกุตรสมาธิแม้ทั้งหมด ด้วยมรรคปัญญา ผลปัญญา โลกิยปัญญา โลกุตรปัญญาแม้ทั้งหมด ด้วยสมาปัตติวิหารธรรมสองล้านสี่แสน ที่ทรงปฏิบัติตามทุกๆ วัน ด้วยตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ นิสสรณวิมุตติ แต่โดยพิสดาร พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นเป็นอย่างใด ด้วยอานุภาพอันเป็นอจินไตยไม่มีที่สุด ประมาณไม่ได้ ด้วยคุณคือทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้น
               อันที่จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงมีความต่างกันด้วยความต่างกัน ๕ ประการเหล่านี้ คือ ความต่างกันด้วยอายุ ๑ ความต่างกันด้วยขนาดพระวรกาย ๑ ความต่างกันด้วยตระกูล ๑ ความต่างกันด้วยการบำเพ็ญทุกรกิริยา ๑ ความต่างกันด้วยพระรัศมี ๑ แต่ไม่มีความต่างกันไรๆ ในวิสุทธิมีศีลวิสุทธิเป็นต้น และในคุณที่พระองค์ทรงแทงตลอด ในการปฏิบัติสมถะและภาวนา ที่แท้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะเหล่านั้นไม่ต่างกันและกัน ดุจทองคำที่แตกในท่ามกลาง เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในก่อนเป็นอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เป็นอย่างนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะเป็นเหมือนอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
               อนึ่ง คต ศัพท์ในบทว่า ตถาคโต นี้มีความว่า วิธะ แต่ชาวโลกกล่าวคตศัพท์ ประกอบด้วยวิธศัพท์ ลงในอรรถว่าประการ.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเป็นไปเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะมีการถึง การไป การดำเนินไป คือความเป็นไปทางกาย วาจาและจิต เหมือนอย่างนั้นตามความชอบใจ เพราะประกอบด้วยอิทธานุภาพอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เพราะได้อนาวรณญาณเพื่อการปฏิบัติบารมีขั้นอุกฤษฏ์ แห่งอัตถปฏิสัมภิทาเป็นต้น และเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีการกระทบกระทั่งในที่ไหนๆ ในความเป็นไปทางกายเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อตถาคต เพราะเป็นไปเหมือนอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ไปจากความจริงแท้เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าอคตะ เพราะพระองค์ไม่มีการไป กล่าวคือความเป็นไปอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงแท้นั้น ในการสำเร็จโพธิสมภาร. ก็ความไม่ไปของพระองค์นั้นนั้นไม่วิปริต ในการบำเพ็ญทานเพื่อขจัดความตระหนี่เป็นต้น ด้วยพระญาณอันเป็นไปโดยนัยมีการพิจารณาโทษและอานิสงส์เป็นต้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะไม่ไปจากญาณอันจริงแท้.
               อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่ออคตะ เพราะไม่มีการไปในคติ ๕ กล่าวคือ ความเป็นไปในการปรุงแต่งกิเลส หรือความเป็นไปแห่งขันธ์ ความไม่ไปของพระองค์นั้น เพราะเป็นไปด้วยสอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสสนิพพาน ด้วยอริยมรรคญาณอันจริงแท้ พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะไม่ไปจากความจริงแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
               ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะความที่พระองค์เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร.
               ตอบว่า บทว่า ตถาคตภาเวน ได้แก่ เพราะความเป็นจริงของพระตถาคต อธิบายว่า เพราะความมีจริง.
               ถามว่า ก็ตถาคตนั้นคือใคร พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะมีอะไร
               ตอบว่า มีพระสัทธรรม เพราะสัทธรรมคืออริยมรรค ไปแล้วเหมือนอย่างที่ควรไปด้วยการละเด็ดขาด โดยถอนฝ่ายของกิเลสไม่ให้เหลือ ด้วยกำลังสมถะและวิปัสสนาอันแนบแน่น.
               ผลธรรมไปแล้ว คือเป็นไปเหมือนอย่างที่ควรไป ด้วยการละอย่างสงบตามสมควรแก่มรรคของตน. ส่วนนิพพานธรรม พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงรู้ คือทำให้แจ้งเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรู้ คือแทงตลอดด้วยปัญญา สำเร็จด้วยการสงบทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น ด้วยเหตุนั้น พระธรรมจึงชื่อว่าตถาคต แม้ปริยัติธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทรงรู้ ทรงประกาศ ทรงให้ เป็นไปเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าแต่ก่อนให้เป็นไปแล้วตามสมควรมีอัธยาศัยเป็นต้นของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจสุตตะ เคยยะเป็นต้นและด้วยอำนาจการประกาศความเป็นไปเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระธรรมจึงชื่อว่าตถาคต พระธรรมอันสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า รู้แล้ว รู้ทั่วถึงแล้ว เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ เพราะเหตุนั้น พระธรรมจึงชื่อว่าตถาคต ด้วยประการฉะนี้.
               แม้พระสัทธรรมทั้งหมด ก็ชื่อว่าตถาคต.
               สมดังที่ท้าวสักกะจอมเทพตรัสไว้ว่า๒๓-
                                   ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
                                   ธมฺมํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ

                                   ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรม คือ
                         พระตถาคต อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
                         ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะมีพระสัทธรรมนั้น.
____________________________
๒๓- ขุ. ขุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๗   ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๔

               อนึ่ง แม้พระอริยสงฆ์ก็เหมือนอย่างพระธรรม พระสงฆ์ชื่อว่าตถาคต เพราะบรรลุธรรมนั้นๆ เหมือนอย่างที่ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น มุ่งปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นให้บริสุทธิ์ แล้วพึงบรรลุด้วยมรรคนั้นๆ ฉะนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ และเพราะบอกได้เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงนัยมีปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ฉะนั้น.
               สมดังที่ท้าวสักกเทวราชตรัสไว้ว่า
                                   ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
                                   สํฆํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหติ

                                   ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ คือ
                         พระตถาคตผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
                         ขอความสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะมีพระสงฆ์เป็นสาวก พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะความที่พระองค์เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น
               ข้อนี้ก็เป็นเพียงพูดกันในการแสดงถึงความที่พระตถาคตเสด็จไปเหมือนอย่างนั้นเท่านั้น แต่โดยแท้จริงแล้ว พระตถาคตเท่านั้นพึงพรรณนาความที่พระตถาคตเสด็จไปเหมือนอย่างนั้น เพราะข้อนี้เป็นบทบาทของพระตถาคต เป็นมหาคติ มหาวิสัยที่ใหญ่หลวง. ไม่ควรพูดว่า พระธรรมกถึกอ้างพุทธพจน์อันเป็นไตรปิฎกเหมือนพุทธพจน์แห่งบทอัปปมาทะโดยเป็นความยุติ เป็นพระธรรมกถึกนอกรีตนอกรอย ดังนี้.
               ในข้อนั้นท่านกล่าวไว้ว่า
                                   ยเถว โลเก ปุริมา มเหสิโน
                                   สพฺพญฺญุภาวํ มุนโย อิธาคตา
                                   ฯเปฯ
                                   ตถาคโต เตน สมงฺคิภาวโต

                                   พระมุนีทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
                         แต่ก่อนมาสู่ความเป็นพระสัพพัญญูในโลกนี้ฉันใด
                         แม้พระศากยมุนีก็เสด็จมาฉันนั้น ท่านจึงเรียกว่า
                         ตถาคต.
                                   พระชินะทั้งหลาย ละมลทินมีกามเป็นต้น
                         โดยไม่เหลือแล้วไปด้วยสมาธิญาณฉันใด พระศากย
                         มุนีผู้มีปัญญารุ่งเรือง แต่ก่อนเสด็จไปแล้วอย่างนั้น
                         ด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่าตถาคต.
                                   พระชินะผู้เป็นศากยะ ผู้เลิศตรัสรู้ลักษณะมี
                         ธาตุ และอายตนะเป็นต้นอย่างจริงแท้ โดยจำแนก
                         เป็นสภาวะและสามัญ ด้วยพระสยัมภูญาณ เหมือน
                         อย่างนั้น จึงชื่อว่าตถาคต.
                                   พระชินะตรัสรู้สัจธรรมทั้งหลาย จริงแท้ด้วย
                         สมันตจักษุ ทำให้แจ้งอิทัปปัจจยตา (สิ่งนี้เป็นเหตุ
                         ของสิ่งนี้) ที่แท้จริงโดยประการทั้งปวง โดยที่ไม่มี
                         ผู้อื่นแนะนำ เหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น จึงชื่อ
                         ว่าตถาคต.
                                   การเห็นอันแท้จริงของพระชินะ ในโลกธาตุ
                         แม้มีประเภทไม่น้อยในโคจรธรรมมีรูปายตนะเป็น
                         ต้น อันมีประเภทวิจิตร ด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่าตถาคต
                         ผู้เห็นโดยรอบ.
                                   เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมอันแท้จริง
                         เท่านั้น ทรงกระทำสมควรตามพระดำรัสของพระองค์
                         ทรงปกครองโลกให้ประพฤติด้วยคุณทั้งหลาย แม้ด้วย
                         เหตุนั้น จึงชื่อว่าตถาคต ผู้แนะนำโลก.
                                   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรู้ด้วยการกำหนด
                         รู้เหมือนอย่างนั้น อย่างแท้จริงโดยประการทั้งปวง
                         ทรงก้าวล่วงโลกอันเป็นแดนเกิด ทรงถึงความดับ
                         ด้วยการกระทำอันประจักษ์ และทรงถึงอริยมรรค
                         จึงชื่อว่า ตถาคต.
                                   พระนาถะเพราะเสด็จมาเพื่อประโยชน์แก่โลก
                         ด้วยปฏิญญา อันแท้จริง เหมือนอย่างนั้นโดยประการ
                         ทั้งปวง และเสด็จไปด้วยพระกรุณา อันแท้จริงในกาล
                         ทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น พระชินะจึงชื่อว่าตถาคต.
                                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้พระญาณอันแท้จริง
                         โดยตรัสรู้วิสัยตามความเป็นจริง เสด็จมาเหมือนอย่าง
                         นั้นตั้งแต่เกิด จึงชื่อว่าตถาคต เพราะยังประโยชน์ให้
                         ถึงพร้อม.
                                   ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ แต่ก่อนเหล่านั้น
                         เป็นอย่างใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เป็น
                         อย่างนั้น วาจาที่เปล่งออกมาตามความพอใจ เหมือน
                         อย่างนั้น เพราะเป็นตัวของตัวเอง จึงชื่อว่าตถาคต
                         บุคคลผู้เลิศ.
                                   การไปก่อนโดยเป็นข้าศึกแห่งโพธิสมภาร
                         ย่อมไม่มีหรือแม้การท่องเที่ยวไปในสงสาร ของพระ
                         นาถะนั้นก็ไม่มี ทิฏฐิของพระนาถะผู้เห็นที่สุดภพ
                         ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านผู้ไม่ไปจากความจริง
                         แท้จึงชื่อว่า ตถาคต.
                                   พระตถาคตผู้ทรงธรรม ทรงละมลทิน อันผู้
                         แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พึงละอย่างใด ท่านผู้เป็นอริยะ
                         ผู้แนะนำอย่างวิเศษ ก็ไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึง
                         ชื่อว่าตถาคต เพราะความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียง.
               อธิบายบทว่า อรหา ในบทว่า อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ นี้ได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้ว.
               ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง.
               ท่านอธิบายไว้ว่า เพราะตรัสรู้ธรรมที่ควรแนะนำ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยพระองค์เองโดยไม่วิปริตจากอาการทั้งปวงแห่งธรรมทั้งหมดนั้น.
               ด้วยบทนี้ เป็นอันท่านแสดงถึงการบรรลุสัพพัญญุตญาณ อันได้แก่อนาวรณญาณ อันเนื่องด้วยความหวังสามารถให้บรรลุธรรมทั้งปวง โดยอาการทุกอย่าง เว้นการสอน (ของ) ผู้อื่น.
               ถามว่า อนาวรณญาณอื่นจากสัพพัญญุตญาณมิใช่หรือ คำที่ว่าอสาธารณญาณ ๖ เป็นพุทธญาณโดยประการอื่นก็ผิดน่ะซิ.
               ตอบว่า ไม่ผิด เพราะความที่ญาณเดียวเท่านั้นท่านกล่าวเป็นสองอย่าง เพื่อแสดงความไม่ทั่วไปด้วยญาณเหล่าอื่น โดยประเภทอันเป็นไปแห่งวิสัย เพราะว่าญาณนั้นอย่างเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวว่าเป็นสัพพัญญุตญาณ เพราะเป็นวิสัยแห่งธรรมที่สมมติว่าเป็นสังขตะและอสังขตะโดยไม่เหลือ และท่านกล่าวว่า เป็นอนาวรณญาณอาศัยความประพฤติที่หมดความข้อง เพราะไม่มีเครื่องกั้นในญาณนั้น
               เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาเป็นอาทิว่า๒๔- ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะรู้สังขตะและอสังขตะทั้งหมดไม่มีเหลือ. ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะไม่มีเครื่องกั้นในญาณนั้น.
               เพราะฉะนั้น โดยเนื้อความ ญาณทั้งสองนั้นจึงไม่มีความต่างกัน พึงปรารถนาญาณนี้โดยส่วนเดียวเท่านั้น ความที่สัพพัญญุญาณและอนาวรณญาณ เป็นญาณทั่วไป และไม่เป็นอารมณ์แห่งธรรมทั้งหมด พึงประสบโดยประการอื่น.
____________________________
๒๔- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๘๖

               จริงอยู่ พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีเครื่องกั้น แม้เพียงอณูหนึ่ง.
               อนึ่ง ความที่อนาวรณญาณเป็นโดยประการอื่นจากความไม่เป็นอารมณ์แห่งธรรมทั้งปวง เป็นไปไม่ได้ ความเป็นอนาวรณญาณ เพราะความเป็นเองโดยเป็นเครื่องกั้นในญาณก็จะมีไม่ได้.
               อีกอย่างหนึ่ง อนาวรณญาณอื่นจากสัพพัญญุตญาณจงยกไว้ แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาสัพพัญญุตญาณเท่านั้นว่าเป็นอนาวรณญาณ เพราะเป็นไปโดยไม่มีอะไรกระทบในที่ทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัพพัญญู ทรงรู้ทุกอย่าง เพราะบรรลุพระสัพพัญญุตญาณนั้นนั่นเอง ท่านจึงกล่าวว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่คราวเดียวเท่านั้น
               อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า บัญญัติมีวิโมกข์เป็นที่สุดนี้ พร้อมกับการได้การทำให้แจ้งพระสัพพัญญุตญาณ ณ โคนโพธิ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะนี้ คือ พุทโธ ดังนี้๒๕-
____________________________
๒๕- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๗๙

               จริงอยู่ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถบรรลุธรรมไม่มีเหลือในพระสันดาน ย่อมมีได้โดยการบรรลุญาณอันสามารถให้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวง ในที่นี้ท่านกล่าวว่า ก็ญาณนี้เมื่อเป็นไป ย่อมเป็นไปในวิสัยทั้งหมดคราวเดียวเท่านั้นหรือ หรือว่าเป็นไปตามลำดับดังนี้.
               ก็ในข้อนี้ ผิว่า ญาณเป็นไปในวิสัยทั้งหมดเพียงคราวเดียวเท่านั้น การตรัสรู้โดยจำแนกดุจของผู้เพ่งจิตแต่ไกล ในการเข้าไปตั้งร่วมกันของสังขตธรรมทั้งหลายอันแตกต่างกัน มีอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในและภายนอกเป็นต้น และสมมติธรรมอันเป็นสังขตะ ก็ไม่พึงมีหรือ ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น ญาณย่อมต้องกันในข้อว่า ธรรมทั้งปวงย่อมเป็นวิสัยแห่งพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยรูปที่สลายไป ดุจโดยอาการเป็นอนัตตาของผู้เห็นว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้.
               แม้ชนเหล่าใดกล่าวว่า พระญาณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เว้นการกำหนดอันเป็นวิสัยแห่งลักษณะไญยธรรมทั้งปวงดำรงอยู่ ย่อมเป็นไปตลอดกาล ด้วยเหตุนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นจึงชื่อว่า สพฺพวิทู
               ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว แม้คำว่า จรํ สมาหิโต นาโค ติฏฺฐนฺโตปิ สมาหิโต ผู้ประเสริฐ เมื่อเดินไปก็มั่นคง แม้เมื่อยืนอยู่ก็มั่นคง ดังนี้ เป็นคำที่กล่าวถูกแล้ว แม้โทษที่กล่าวดังนั้นก็ไม่มีแก่ชนเหล่านั้น พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงเป็นวิสัยเฉพาะเท่านั้น เพราะลักษณะแห่งไญยธรรมที่ดำรงอยู่เป็นอารมณ์ และเพราะไม่มีสมมติธรรมที่เป็นอดีตและอนาคต เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่าพระญาณย่อมเป็นไปคราวเดียวเท่านั้นดังนี้ จึงไม่ถูก
               แม้ถึงจะกล่าวว่า พระญาณย่อมเป็นไปในวิสัยทั้งปวง ตามลำดับอย่างนี้ก็ไม่ถูก เพราะว่า เมื่อกำหนดเอาไญยธรรมที่แตกต่างกันไม่น้อย โดยสภาพชาติและภูมิเป็นต้น และโดยทิศ ถิ่นและกาลเป็นต้นตามลำดับ การตรัสรู้ไญยธรรมนั้นโดยไม่เหลือ ย่อมเกิดไม่ได้ เพราะไญยธรรมไม่มีสิ้นสุด.
               ก็ชนเหล่าใดกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูโดยกำหนดมุ่งหมายว่า กระทำไญยธรรมให้ประจักษ์เป็นเอกเทศ เพราะไม่พลาดประโยชน์ แม้ที่เหลือก็เป็นอย่างนั้น ดังนี้ ก็พระญาณนั้นไม่มีการคาดคะเน เพราะหมดข้อสงสัย.
               จริงอยู่ ญาณที่ยังมีการคาดคะเนในโลก ยังผูกพันด้วยความสงสัย ดังนี้ คำพูดของชนเหล่านั้นไม่ถูก เพราะไม่มีการกำหนดมุ่งหมายว่ากระทำให้ประจักษ์เป็นเอกเทศแห่งไญยธรรม โดยไม่พลาดประโยชน์ ในเมื่อไญยธรรมทั้งปวงไม่ประจักษ์ แม้ที่เหลือก็เป็นอย่างนั้น ดังนี้. เพราะญาณที่เหลือยังไม่ประจักษ์ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ญาณนั้นประจักษ์ ความที่ญาณนั้นเหลือก็จะพึงมีไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ญาณทั้งหมดนั้นจึงไม่เป็นเหตุ.
               ถามว่า เพราะเหตุไร
               ตอบว่า เพราะไม่ใช่ที่จะต้องวิจาร
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๒๖-
                         พุทฺธวิสโย ภิกฺขเว อจินฺเตยฺโย น จินฺเตตพฺโพ
                         โย จินฺเตยฺย อุมฺมาทสฺส วิฆาตสฺส ภาคี อสฺส

               ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยอันเป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ใดคิด ผู้นั้นจะพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความบ้าคลั่ง.
____________________________
๒๖- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๗๗

               ก็ข้อสันนิษฐานในเรื่องนี้เป็นดังนี้
               ญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนาจะทรงรู้ทั้งสิ้น หรือเอกเทศ พระญาณย่อมเป็นไปโดยประจักษ์ เพราะไม่มีอะไรทำให้ติดขัดในพระญาณนั้น.
               อนึ่ง ความตั้งมั่นเป็นนิจก็จะพึงมีไม่ได้ เพราะเป็นไปเกี่ยวเนื่องด้วยความปรารถนาของท่าน โดยไม่ใช่วิสัยของญาณทั้งสิ้นอันผู้ปรารถนาจะรู้ เพราะไม่มีความฟุ้งซ่าน พึงปรารถนาความหวังนั้นโดยส่วนเดียวเท่านั้น.
               พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เป็นวิสัยในอดีตและอนาคต ก็เป็นพระญาณประจักษ์ เพราะเว้นจากการยึดถือโดยคาดคะเน และถือโดยการตรึกโดยบาลีว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเนื่องด้วยการพิจารณา เนื่องด้วยความปรารถนา เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะ.
               ถามว่า โทษของผู้ที่กล่าวว่า ก็ในฝ่ายหนึ่งปรารถนาจะรู้ญาณทั้งสิ้นเมื่อใด เมื่อนั้น พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันเป็นสกลวิสัยคราวเดียวเท่านั้น พึงเป็นไปโดยรูปอันสลายไปดังนี้ จึงไม่มีมิใช่หรือ.
               ตอบว่า เพราะญาณนั้นยังไม่บริสุทธิ์ จริงอยู่ พุทธวิสัยนั้นเป็นอจินไตยบริสุทธิ์ ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความเป็นอจินไตยแห่งพระญาณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะ จะพึงมีไม่ได้ เพราะเป็นไปเสมอกับญาณของชนมากโดยประการอื่น เพราะฉะนั้น แม้ธรรมทั้งสิ้นเป็นอารมณ์ ก็กระทำธรรมเหล่านั้นที่ให้กำหนดไว้ดีแล้ว ให้เป็นไป ดุจธรรมนั้น มีธรรมอันเดียวเป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น พระญาณนี้จึงเป็นอจินไตยในที่นี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง ตามสมควรแก่ความปรารถนา ต่างกรรมต่างวาระกัน หรือตามลำดับ ในที่เดียวกันอย่างนี้ว่า ไญยธรรมมีประมาณเท่าใด ญาณก็มีประมาณเท่านั้น ญาณมีประมาณเท่าใด ไญยธรรมก็มีประมาณเท่านั้น ญาณมีไญยธรรมเป็นที่สุด ไญยธรรมก็มีญาณเป็นที่สุด นั้นคือสัมมาสัมพุทธะ
               บทว่า เทฺว วิตกฺกา ได้แก่ วิตกชอบ ๒ อย่าง ในวิตก ๒ อย่างนั้น ชื่อว่าวิตก เพราะตรึกหรือเป็นเหตุตรึก หรือความตรึก วิตกนั้นมีการปลูกฝังอารมณ์เป็นลักษณะ มีการกระทบกระทั่งเป็นรส มีการนำจิตมาในอารมณ์เป็นเครื่องปรากฏ.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เทฺว วิตกฺกา เพราะทำวิตกนั้นให้เป็นสอง โดยประเภทแห่งวิสัย.
               บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมเป็นไปเนืองๆ เสมอและโดยชอบ ก็อาการนี้มีความว่าขอบเขต.
               บทว่า ตถาคตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ นี้ โดยประโยคนั้นเป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ มีอธิบายว่า วิตก ๒ ประการของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ก้าวล่วงขอบเขตกันและกันเอง และโดยชอบในวิสัยของตนๆ ย่อมเป็นไปเนืองๆ.
               ถามว่า ก็อะไรเป็นวิสัยของวิตกเหล่านั้น หรืออะไรเป็นขอบเขต และวิตกเหล่านั้นไม่ก้าวล่วงขอบเขตแล้วเป็นไปเนืองๆ อย่างไร.
               ตอบว่า วิตก ๒ อย่างเหล่านี้ คือ เขมวิตก ๑ ปวิเวกวิตก ๑ ชื่อว่าวิตก. ในวิตก ๒ อย่างนั้น เขมวิตกประกอบด้วยกรุณาอย่างวิเศษของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยังได้ประกอบด้วยเมตตาและมุทิตาอีก เพราะฉะนั้น เขมวิตกนั้น พึงทราบว่าเป็นส่วนเบื้องต้นและประกอบด้วยสมาบัติ คือมหากรุณาและสมาบัติมีเมตตาเป็นต้น. ส่วนปวิเวกวิตกเป็นส่วนเบื้องต้นและประกอบด้วยผลสมาบัติ ยังได้รับทิพวิหารธรรมเป็นต้นอีก วิตกเป็นวิสัยของวิตก ๒ อย่างแม้นั้น ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น ความเป็นไปแม้เป็นไปอยู่มากในสันดานหนึ่ง ด้วยการแทรกซึมเข้าไปในขอบเขต ย่อมไม่มี เพราะเป็นไปในวิสัยร่วมกันตลอดเวลา.
               ในวิตก ๒ อย่างนั้น เขมวิตกพึงให้แจ่มแจ้งด้วยการหยั่งลงสู่พระกรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปวิเวกวิตกพึงให้แจ่มแจ้งด้วยสมาบัติทั้งหลาย.
               ต่อไปนี้เป็นความแจ่มแจ้งในเขมวิตกนั้น ควรกล่าวถึงเขมวิตก ด้วยอำนาจปฐมฌาน แม้ในสมาบัติในส่วนเบื้องต้น แห่งมหากรุณาสมาบัติ ด้วยการเห็นอาการมีความที่โลกสันนิวาสเป็นของร้อนเป็นต้น ด้วยไฟมีไฟ คือราคะเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า โลกนี้ถูกเผาให้ร้อน มีแต่ทุกข์ ดังนี้
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า๒๗-
               พระมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลายหยั่งลง แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะ ผู้ทรงเห็น โดยอาการเป็นอันมากว่า โลกสันนิวาสร้อน โลกสับสนวุ่นวาย เดินทางผิด ถูกชรานำเข้าไปไม่ยั่งยืน ไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นเจ้าของ ละทุกสิ่งทุกอย่างไป พร่อง ไม่อิ่ม เป็นทาสของตัณหา โลกสันนิวาสไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อน ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อาศัย ฟุ้งซ่าน ไม่สงบ มีลูกศร ถูกลูกศรเป็นอันมากทิ่มแทง ปิดกั้นด้วยความมืดคืออวิชชา ถูกล้อมด้วยกรง คือกิเลส ตกอยู่ในอวิชชา มืดตื้อ ถูกร้อยรัด ยุ่งดุจด้ายของช่างหูกร้อยรัดเป็นกลุ่มก้อน เป็นดุจหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่พ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร.
               ทรงเห็นว่า โลกถูกเสียบแทงโดยโทษอันมีพิษคืออวิชชา เป็นโทษ เพราะกิเลส รุงรังยุ่งเหยิงด้วยราคะ โทสะ โมหะ ถูกสวมมัดด้วยตัณหา ถูกตาข่ายคือตัณหาครอบ ถูกกระแสคือตัณหาพัดไป ประกอบด้วยเครื่องผูกคือตัณหา หมกมุ่นด้วยอนุสัยคือตัณหา ร้อนด้วยความร้อนคือตัณหา ถูกความเร่าร้อนคือตัณหาเผาผลาญ สวมมัดด้วยทิฏฐิ ถูกตาข่ายคือทิฏฐิครอบ ถูกกระแสคือทิฏฐิพัดไป ประกอบด้วยเครื่องผูกคือทิฏฐิ หมกมุ่นด้วยอนุสัยคือทิฏฐิ ร้อนด้วยความร้อนคือทิฏฐิ ถูกความเร่าร้อนคือทิฏฐิเผาผลาญ เข้าถึงชาติ ติดตามด้วยชรา ถูกพยาธิครอบงำ ถูกมรณะกำจัด ตกถึงทุกข์ ห่อหุ้มด้วยตัณหา ล้อมด้วยกำแพงคือชรา แวดวงด้วยบ่วงคือมัจจุ มีเครื่องผูกพันมาก ผูกด้วยเครื่องผูกคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสและทุจริต เดินไปในที่คับแคบมาก หมกมุ่นด้วยเครื่องพัวพันมาก ตกลงไปในเหวใหญ่ เดินไปในที่กันดารมาก เดินไปสู่สงสารใหญ่ หมุนกลับลงไปในหลุมใหญ่ ตกลงไปในบ่อลึก โลกสันนิวาสถูกกำจัด ร้อนด้วยไฟคือราคะโทสะโมหะ ชุ่มไปด้วยชาติ ฯลฯ อุปายาส ย่อมลำบาก ไม่มีที่ต้านทานเป็นนิตย์ ถูกลงอาชญา โจรชุกชุม ผูกพันอยู่ในวัฏฏะ ปรากฏในตะแลงแกง ไร้ที่พึ่ง น่าสงสารอย่างยิ่ง ถูกทุกข์ทิ่มแทง ถูกเบียดเบียนตลอดกาลนาน กำหนัดอยู่เป็นนิตย์ กระหายอยู่เป็นนิตย์ บอด มองไม่เห็น ตาเสีย ไม่เป็นผู้นำ แล่นไปนอกลู่ เดินไปผิดทาง ตกลงไปในห้วงใหญ่ หมกมุ่นด้วยทิฏฐิ ๒ ปฏิบัติผิดด้วยทุจริต ๓ ประกอบด้วยโยคะ ๔ ร้อยรัดด้วยเครื่องร้อยรัด ๔ ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ๔ เข้าถึงคติ ๕ กำหนัดด้วยกามคุณ ๕ ถูกนิวรณ์ ๕ ทับ ทะเลาะกันด้วยเหตุวิวาท ๖ กำหนัดด้วยหมู่ตัณหา ๖ หมกมุ่นด้วยทิฏฐิ ๖ เสาะส่ายไปด้วยอนุสัย ๗ ประกอบด้วยสังโยชน์ ๗ เย่อหยิ่งด้วยมานะ ๗ หมุนไปตามโลกธรรม ๘ นำไปด้วยมิจฉัตตะ ๘ ประทุษร้ายด้วยบุรุษโทษ ๘ ผูกอาฆาตด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ เย่อหยิ่งด้วยมานะ ๙ กำหนัดด้วยธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ เศร้าหมองด้วยกิเลสวัตถุ ๑๐ ผูกอาฆาตด้วยอาฆาตวัตถุ ๑๐ ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประกอบด้วยสังโยชน์ ๑๐ นำไปด้วยมิจฉัตตะ ๑๐ ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ประกอบด้วยอันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ หน่วงเหนี่ยวด้วยธรรมทำให้เนิ่นช้าคือตัณหา ๑๐๘ หมกมุ่นด้วยทิฏฐิ ๖๒.
               ทรงเห็นว่า เราข้ามแล้ว โลกยังไม่ข้าม เราพ้นแล้ว โลกยังไม่พ้น เราฝึกแล้ว โลกยังไม่ฝึก เราสงบแล้ว โลกยังไม่สงบ เราปลอดโปร่งแล้ว โลกยังไม่ปลอดโปร่ง เราดับกิเลสแล้ว โลกยังไม่ดับกิเลส เราข้ามแล้วเพียงพอเพื่อให้โลกข้ามบ้าง เราพ้นแล้วเพื่อให้โลกพ้นบ้าง เราฝึกแล้วเพื่อให้โลกฝึกบ้าง เราสงบแล้วเพื่อให้โลกสงบบ้าง เราปลอดโปร่งแล้วเพื่อให้โลกปลอดโปร่งบ้าง เราปรินิพพานแล้วเพื่อให้ผู้อื่นปรินิพพานบ้าง ดังนี้.
____________________________
๒๗- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๘๕

               ก็การหยั่งลงสู่พระเมตตาในสัตว์ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงให้แจ่มแจ้ง โดยนัยนี้แล. จริงอยู่ แม้เมตตาน้อมนำความสุขซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์ อันเป็นวิสัยแห่งกรุณาเข้าไปในสัตว์ทั้งหลายก็ยังเป็นไปได้ เพราะเหตุนั้น อัพยาบาทวิตกและอวิหิงสาวิตก จึงชื่อว่าเขมวิตกในบทนี้. ส่วนปวิเวกวิตกได้แก่เนกขัมมวิตกนั่นเอง.
               อนึ่ง พึงทราบความเป็นไปด้วยอำนาจการพิจารณาปฐมฌานอันเป็นส่วนเบื้องต้นในทิพวิหารธรรม และอริยวิหารธรรมแห่งปวิเวกวิตกนั้น. ในปวิเวกวิตกนั้น สมาปัตติวิหารธรรมเหล่าใด อันนับได้สองล้านสี่แสนโกฏิ โดยใช้ทุกๆ วันของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระญาณอันเนื่องด้วยสมาธิจริยาและญาณจริยาอันเป็นไปแล้วด้วยความประพฤติในก่อน และสมาบัติสองล้านสี่แสนโกฏิและปัญญาของสมาปัตติวิหารธรรมเหล่าใด ท่านกล่าวว่าเป็นมหาวชิรญาณ พึงทราบความเป็นไปเนืองๆ แห่งปวิเวกวิตกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยอำนาจแห่งสมาปัตติวิหารธรรมเหล่านั้น.
               อนึ่ง พึงชี้แจงเนื้อความนี้แม้โดยมหาสัจจกสูตร ในสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรานั้นแลนั่งสงบจิตในภายใน ในสมาธินิมิตก่อนนั้น เราอยู่เป็นสุขตลอดกัปเป็นนิตย์.๒๘-
____________________________
๒๘- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๓๐

               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระสูตรนี้เพื่อแสดงว่า เมื่อสัจจกนิคัณฐบุตรกล่าวว่า สมณโคดมมีรูปงาม น่าเลื่อมใส ช่องพระทนต์สนิทเป็นระเบียบ พระชิวหาอ่อน พระสุรเสียงไพเราะ คงจะให้บริษัทพอใจด้วยเหตุนั้นจึงเที่ยวไป แต่ในใจของสมณโคดมผู้เที่ยวประกาศให้รู้อยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีสมาธิ.
               ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ตถาคตมิได้เที่ยวประกาศให้บริษัทพอใจ ดุจจับโจรได้พร้อมด้วยของกลางแน่นอน ตถาคตแสดงธรรมแก่บริษัทมีจักรวาลเป็นที่สุดให้ความเหมาะสม ไม่ซ่อนเร้น ไม่ติด ประกอบผลแห่งผลสมาบัตินั้นนั่นเอง เพราะว่างจากการอยู่ผู้เดียว ดังนี้.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดกาลโดยส่วนเบื้องต้นในขณะที่บริษัทให้สาธุการ หรือตรองธรรมแล้วทรงเข้าผลสมาบัติในขณะหายใจเข้าหายใจออก.
               อนึ่ง เมื่อหมดเสียงซร้องสาธุการมิได้ทรงกำหนด ทรงออกจากสมาบัติ ในที่สุดการตรองธรรมแล้ว จึงทรงแสดงธรรมเริ่มตั้งแต่ตอนที่ทรงพักไว้. จริงอยู่ การเข้าสู่ภวังค์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเบาบาง พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเข้าสมาบัติในขณะหายใจเข้า หายใจออก พึงทราบความเป็นไปเนืองๆ แห่งเขมวิตกและปวิเวกวิตกของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอำนาจสมาบัติตามที่กล่าวแล้ว อันเป็นไปกับด้วยส่วนในเบื้องต้นด้วยประการฉะนี้.
               ในความเป็นไปเนืองๆ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีธรรมนั้นเป็นสมังคี และทรงบรรลุธรรมอันเกษมอยู่ เพราะไม่มีภัยแต่ไหนๆ ด้วยอานุภาพแห่งอัพยาบาทวิตก และอวิหิงสาวิตกอันละความมีพยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตกเป็นต้น และแต่นั้น จิตก็มีความเกษมปลอดภัยตลอดกาล เพราะฉะนั้น เขมวิตก แม้ทั้งสองอย่างก็ย่อมกระทำความเกษมแก่ทั้งสองอย่างด้วย
               ก็วิเวก ๓ อย่าง คือ กายวิเวก ๑ จิตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑ และวิเวก ๕ อย่าง คือ ตทังควิเวก (สงัดชั่วขณะ) ๑ วิกขัมภนวิเวก (สงัดด้วยการข่มไว้) ๑ สมุจเฉทวิเวก (สงัดด้วยการตัดขาด) ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวก (สงัดด้วยการสงบระงับ) ๑ นิสสรณวิเวก (สงัดด้วยการออกไป) ๑ ย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยอานุภาพแห่งเนกขัมมวิตกอันละความเศร้าหมองมีกามวิตกเป็นต้น.
               วิตกนั้นชื่อปวิเวกวิตก เพราะวิตกสหรคตด้วยความสงัดจากอารมณ์และจากสัมปโยคะตามสมควร ก็วิตก ๒ อย่างเหล่านี้ แม้มีลักษณะที่แยกออกแล้ว ก็ยังเป็นไปเพื่อความเป็นอุปการะแก่กันและกัน ของผู้เป็นอาทิกรรมิก (ผู้ทำกรรมครั้งแรก)
               จริงอยู่ ปวิเวกวิตกย่อมมีเพื่อเขมวิตกอันยังไม่เกิด ที่เกิดแล้วก็เพื่อความไพบูลย์ยิ่งขึ้นฉันใด เขมวิตกก็ฉันนั้น ย่อมมีเพื่อปวิเวกวิตกอันยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็มี เพื่อความไพบูลย์ยิ่งขึ้น.
               จริงอยู่ เมตตาวิหารธรรมเป็นต้น จะมีไม่ได้ในระหว่างที่กายและจิตหลีกออกไป เพราะเว้นจากการละพยาบาทเป็นต้น จิตวิเวกเป็นต้นก็ไม่มี เพราะเหตุนั้น พึงเห็นธรรมเหล่านี้ว่ามีอุปการะแก่กันและกัน. ก็เขมวิตกและปวิเวกวิตกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงละความเศร้าหมองได้โดยประการทั้งปวง ย่อมนำประโยชน์สุขแม้เพียงขณะหายใจเข้าเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลก.
               พึงเชื่อมบทว่า เขโม จ วิตกฺโก ปวิเวโก จ วิตกฺโก (เขมวิตก และปวิเวกวิตก) ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกล่าวคำเป็นอาทิว่า อพฺยาปชฺฌาราโม มีความไม่พยาบาทเป็นที่มายินดี ดังนี้ เพื่อทรงชี้แจงถึงวิตก ๒ อย่าง ที่ได้ ทรงยกขึ้นมาแสดงไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้.
               การไม่พยาบาท การไม่ทำให้ใครๆ ได้ยาก ชื่อว่าอัพยาปัชฌะ ในบทว่า อพฺยาปชฺฌาราโม นั้น. ความไม่พยาบาทนั้นชื่อว่า อพฺยาปชฺฌาราโม เพราะมีความไม่พยาบาทเป็นที่มายินดี ชื่อว่า อพฺยาปชฺฌรโต ได้แก่ ยินดีแล้วในความไม่พยาบาท คือไม่ยินดีในการเสวนะ.
               บทว่า เอเสว ตัดบทเป็น เอโส เอว บทว่า อิริยาย คือ ด้วยการกระทำ อธิบายว่า ด้วยความขวนขวายทางกายและวาจา.
               บทว่า น กิญฺจิ พฺยาพาเธมิ ได้แก่ เราจะไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ในบรรดาสัตว์ที่เลวเป็นต้น สัตว์ไรๆ ผู้สะดุ้งเพราะประกอบด้วยความสะดุ้งคือตัณหาเป็นต้น ผู้มั่นคงเพราะละกิเลสทั้งปวงอันทำให้ดิ้นรนได้แล้ว เพราะไม่มีความพยาบาทนั้นให้ลำบาก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระกรุณาเป็นอัชฌาสัยมากด้วยมหากรุณาสมาบัติ ตรัสไว้อย่างนี้ สมควรแก่พระกรุณาเป็นอัชฌาสัยที่พระองค์ทรงปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงถึงอวิหิงสาวิตกและอัพยาบาทวิตก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสข้อนี้ไว้ว่า เราปฏิบัติอย่างนี้ อยู่ด้วยสมาปัตติวิหารธรรมอย่างนี้ รับสักการะ ความเคารพ การนับถือ การไหว้ และการบูชาที่ผู้ปรารถนาบุญทำอย่างนี้ด้วยกิริยาท่าทางนี้ คือด้วยการปฏิบัตินี้ จึงไม่เบียดเบียนสัตว์ไรๆ.
               อีกประการหนึ่ง เราเพิ่มพูนประโยชน์สุขทั้งที่เป็นทิฏฐธัมมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์แก่สัตว์เหล่านั้น ดังนี้.
               บทว่า ยํ อกุสลํ ตํ ปหีนํ ความว่า เราละคือถอนอกุศลหนึ่งพันห้าร้อย และมีประเภทมากมาย สัมปยุตอกุศลนั้นทั้งหมด ณ โคนโพธินั่นเอง.
               ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมุจเฉทปหานวิเวก และปฏิปัสสัทธิวิเวก พร้อมกับนิสสรณวิเวกอันเป็นวิเวกที่พระองค์ยกขึ้น แต่ในข้อนี้ อาจารย์บางพวกยกขึ้นแม้ในตทังควิเวกและวิกขัมภนวิเวก อันที่จริงในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความสิ้นกิเลสของพระองค์พร้อมด้วยปฏิปทาที่พระองค์ทรงบรรลุ ด้วยประการฉะนี้.
               ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพระอัธยาศัยในปวิเวกที่พระองค์สั่งสมมาตลอดกัปอันนับไม่ได้ให้ถึงที่สุด พร้อมกับพระอัธยาศัยในการออกไป แล้วทรงเข้าผลสมาบัติอันมีการออกไปนั้นเป็นอัธยาศัย ทรงทำให้แจ้งด้วยหัวข้อ คือการละกิเลสและการพิจารณาของพระองค์ ก็ในข้อนี้พระศาสดาทรงยกวิตก ๒ อย่างเหล่านี้ เพื่อเนื้อความอันใด บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงเนื้อความอันนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตสฺมาติห ภิกฺขเว ดังนี้.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มพระธรรมเทศนานี้ อันว่าด้วยวิตก ๒ อย่างนี้ เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายตั้งอยู่ในวิตกนั้นด้วยหัวข้อ คือการแสดงถึงความเป็นไปเนืองๆ ของพระองค์.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเขมวิตกและปวิเวกวิตกเท่านั้นย่อมเป็นไปเนืองๆ แก่เราผู้ยินดีแล้ว ในอัพยาปัชฌวิเวก (ความสงัดคือความมิใช่พยาบาท).
               บทว่า ติห เป็นเพียงนิบาต.
               บทว่า อพฺยาปชฺฌารามา วิหรถ ความว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีด้วยเมตตาวิหารธรรมและกรุณาวิหารธรรมในสัตว์ทั้งปวงอยู่เถิด ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงการกระทำพยาบาทและกิเลส อันตั้งอยู่แห่งเดียวกันกับพยาบาทนั้นให้ไกลแสนไกล.
               บทว่า โว ในบทว่า เตสํ โว นี้เป็นเพียงนิบาต.
               บทว่า ปวิเวการามา วิหรถ ความว่า พวกเธอจงกระทำวิเวกทั้งหมด คือวิเวกมีกายวิเวกเป็นต้น และวิเวกมีตทังควิเวกเป็นต้น ให้เป็นที่ควรมายินดีอยู่เถิด.
               บทว่า อิมาย มยํ เป็นต้น เป็นบทแสดงถึงอาการเป็นไปแห่งเขมวิตกของภิกษุเหล่านั้นฉันใด
               บทว่า กึ อกุสลํ เป็นต้นเป็นบทแสดงอาการเป็นไปแห่งปวิเวกวิตกฉันนั้น ในบทนั้นมีความว่า อันผู้ใคร่จะบำเพ็ญธรรมที่ไม่มีโทษ เป็นผู้แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล ควรกระทำการแสวงหากุศลธรรม ฉันใด แม้อันผู้ใคร่จะละธรรมที่มีโทษ ก็ไม่ควรการทำการแสวงหาอกุศล ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กึ อกุสลํ เป็นต้น.
               จริงอยู่ ปริญญาภาวนา ปหานภาวนาและสัจฉิกิริยาภาวนา เป็นเบื้องต้นแห่งอภิญญา.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า กึ อกุสลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงวิธีพิจารณาอกุศลโดยกิจว่า อะไรชื่อว่าอกุศล โดยสภาวะ อะไรชื่อว่าเป็นลักษณะ หรืออะไรชื่อว่าเป็นรส เป็นเครื่องปรากฏ และเป็นปทัฏฐานแห่งอกุศลนั้น.
               อนึ่ง วิตกนี้มาแล้วโดยอาทิกรรมิกะ (ผู้ทำกรรมครั้งแรก) บททั้งสองนี้ว่า กึ อปฺปหีนํ กึ ปชหาม มาแล้วโดยพระเสกขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) เพราะฉะนั้น บทว่า กึ อปฺปหีนํ ได้แก่ ในบรรดาอกุศลทั้งหลายมีกามราคสังโยชน์เป็นต้น อกุศลอะไรที่เราทั้งหลายยังตัดไม่ได้ด้วยมรรค.
               บทว่า กึ ปชหาม ได้แก่ เราจะถอนอกุศลอะไร.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กึ ปชหาม ความว่า บัดนี้ เราจะละอกุศลส่วนอะไรในวิตก ปริยุฏฐานและอนุสัย แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กิมปฺปหีนํ อกุศลอะไรที่เรายังละไม่ได้ ท่านอธิบายว่า บรรดาอกุศลหลายอย่าง เช่น ทิฏฐิและสังโยชน์เป็นต้น อกุศลอะไรที่เรายังละไม่ได้โดยประการไร หรือโดยมรรคอะไร บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั้นแล.
               ในคาถาทั้งหลายมีอธิบายดังต่อไปนี้
               บทว่า พุทฺธํ ความว่า ชื่อว่าพุทธะ เพราะตรัสรู้ เพราะแทงตลอดธรรมไม่ผิดไปจากอริยสัจ ๔ ด้วยพระสยัมภูญาณ คือเพราะไม่มีไญยธรรมนอกจากสัจธรรม
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๒๙-
                                   อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ
                         ปหาตพฺพํ ปหีนำ เม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ

                                   ดูก่อนพราหมณ์ กิจที่ควรรู้ยิ่งเรารู้แล้ว
                         กิจที่ควรเจริญเราเจริญแล้ว กิจที่ควรละเราได้
                         ละแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพุทธะ ดังนี้.
____________________________
๒๙- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๗๗   ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๐๙

               พระพุทธเจ้าชื่อว่าผู้ข่มมารอันผู้อื่นไม่พึงข่มได้ เพราะอดกลั้น เพราะนำไปซึ่งพระโพธิสัมภารและพระมหากรุณาธิคุณทั้งสิ้น อันผู้อื่นข่มไม่ได้. อนึ่ง เพราะอดกลั้น เพราะครอบงำมารทั้งหลาย ๕ อันผู้อื่นข่มไม่ได้ เพราะยากเพื่อจะอดกลั้น เพื่อจะครอบงำ เพราะอดกลั้น เพราะนำไปซึ่งพุทธกิจอันผู้อื่นข่มไม่ได้ อันได้แก่การพร่ำสอนด้วยทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายยิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์แก่เหล่าเวไนยสัตว์ตามสมควร ด้วยการตรัสรู้แจ้งมีอาสยะ (อัธยาศัย) อนุสยา (กิเลสอันนอนเนืองอยู่ในสันดาน) จริยาธิมุตติ (ความพอใจในความประพฤติ) เป็นต้น หรือเพราะประกาศสาธุการในพุทธกิจนั้น เฉพาะคนอื่นเว้นพระโพธิสัตว์ไม่สามารถ เพื่ออดกลั้น เพื่อนำไปได้.
               บทว่า นํ ในบทว่า สมุทาจรนฺตํ นํ เป็นเพียงนิบาตหรือมีความเท่ากับ นํ ตถาคตํ พระมุนีชื่อ ตโมนุทะ เพราะบรรเทา คือซัดไปซึ่งอันธการคือโมหะ กล่าวคือความมืดในสันดานของตนและผู้อื่น พระมุนีชื่อว่า ปารคตะ เพราะถึงฝั่งคือนิพพาน.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปารคตะ เพราะถึงฝั่ง คือที่สุดแห่งสังสารทุกข์ทั้งสิ้น อันเป็นอภินิหารใหญ่ซึ่งเป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า มุตฺโต โมเจสฺสามิ เราพ้นแล้วจักให้สัตว์พ้นบ้างดังนี้ หรือแห่งคุณคือพระสัพพัญญูทั้งหลาย พระมุนีนั้นผู้บรรเทาความมืด ผู้ถึงฝั่ง.
               อธิบายว่า พระพุทธเจ้าผู้ถึงคุณอันควรถึงจากการถึงฝั่งนั้นนั่นเอง คือถึงคุณทั้งปวงมีศีลเป็นต้นและมีทศพลญาณเป็นต้น อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายพึงถึง.
               บทว่า วสิมํ ความว่า พระมุนีชื่อว่า วสิมา เพราะมีความเป็นผู้ชำนาญ มีอาวัชชนะเป็นต้นอย่างยิ่ง อันเนื่องด้วยความหวังในฌานเป็นต้นและความเป็นผู้ชำนาญทางจิตอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ได้แก่ฤทธิ์อันเป็นอริยะ. พระมุนีนั้นผู้มีความชำนาญ อธิบายว่า ผู้มีอำนาจ. พระมุนีชื่อว่าอนาสวะ เพราะไม่มีอาสวะมีกามาสวะเป็นต้นทั้งหมด พระมุนีชื่อว่าวิสันตระ เพราะละความไม่เป็นระเบียบมีความไม่เป็นระเบียบทางกายเป็นต้น หรือเพราะข้ามมลทิน คือกิเลสทั้งปวง กล่าวคือยาพิษ หรือข้ามภัยอันเป็นทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นอันเป็นยาพิษแล้วข้ามไป พระมุนีนั้นผู้ข้ามวัฏทุกข์อันเป็นยาพิษ พระมุนีผู้น้อมไปแล้วในอรหัตผล และนิพพานอันเป็นที่สิ้นตัณหา. ชื่อว่ามุนี เพราะประกอบด้วยความดีเยี่ยมด้วยญาณ คือความเป็นผู้นิ่งหรือด้วยความเป็นผู้นิ่งทางกายเป็นต้น เพราะไปในอรหัตผลและนิพพาน.
               ก็บทว่า มุนี ความว่า มุนีมีหลายอย่าง คือ อาคาริยมุนี ๑ อนาคาริยมุนี ๑ เสกขมุนี ๑ อเสกขมุนี ๑ ปัจเจกมุนี ๑ มุนิมุนี ๑
               ในมุนีเหล่านั้น คฤหัสถ์ผู้บรรลุผล ผู้รู้แจ้งคำสอน ชื่อว่าอาคาริยมุนี. บรรพชิตเช่นเดียวกันนั้น ชื่อว่าอนาคาริยมุนี. พระเสกขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสกขมุนี. พระขีณาสพชื่อว่าอเสกขมุนี. พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าปัจเจกมุนี. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่ามุนิมุนี.
               ในที่นี้ประสงค์เอาพระมุนิมุนีนี้.
               พระมุนีชื่อว่า อันติมเทหธารี เพราะเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด คือสุดท้าย เพราะไม่มีภพใหม่อีกต่อไป พระมุนีนั้นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด. พระมุนีชื่อว่า มารชหะ เพราะสละกิเลสมารเป็นต้นได้โดยชอบ. พระมุนีชื่อว่า ปารคู เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งชราทั้งปวง มีชราปรากฏเป็นต้น ด้วยบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน เพราะตัดขาดเหตุแห่งชราเสียได้.
               ก็ในที่นี้ พึงเห็นว่าท่านกล่าวการถึงฝั่งแห่งชาติ มรณะ โสกะเป็นต้นด้วยหัวข้อแห่งชรา. เชื่อมความว่า เรากล่าวว่าวิตก ๒ ประการ ของพระตถาคตผู้เป็นอย่างนั้นๆ ย่อมเป็นไปเนืองๆ ด้วยประการฉะนี้
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวิตก ๒ ประการ ด้วยคาถาที่ ๑ จากนั้นทรงแสดงปวิเวกวิตกด้วยคาถาที่ ๒ บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงเขมวิตก จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า เสเล ยถา ดังนี้เป็นอาทิ.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต ได้แก่ เปรียบเหมือนบุรุษยืนอยู่บนยอดภูเขาทึบลูกเดียวสำเร็จด้วยหิน เมื่อยืนอยู่บนภูเขานั้น ไม่มีการยกคอตั้ง และเหยียดมือเป็นต้น.
               บทว่า ตถูปมํ คือ เปรียบด้วยภูเขาหิน อันเทียบกันได้กับผู้มีปัญญานั้น. พึงทราบความสังเขปในข้อนี้ ดังต่อไปนี้.
               บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาหิน พึงเห็นหมู่ชนโดยรอบได้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญางาม มีพระจักษุรอบคอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม คือสำเร็จด้วยปัญญา ผู้ปราศจากความโศก ย่อมพิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรองถึงหมู่สัตว์ผู้ยังข้ามความโศกไม่ได้ ถูกชาติชราครอบงำ.
               ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้
               เหมือนอย่างว่า บุรุษกระทำนากว้างใหญ่โดยรอบที่เชิงภูเขา แล้วปลูกกระท่อมในแนวทุ่งที่นานั้น พึงก่อไฟตอนกลางคืน ปรากฏความมืดประกอบด้วยองค์ ๔ ที่นั้นเมื่อบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาแลดูภูมิประเทศ นาไม่ปรากฏ แนวทุ่งไม่ปรากฏ กระท่อมไม่ปรากฏ คนนอนในที่นั้นไม่ปรากฏ พึงปรากฏเพียงเปลวไฟที่กระท่อมเท่านั้น ฉันใด
               เมื่อพระตถาคตขึ้นสู่ปราสาทสำเร็จด้วยธรรม ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ ก็ฉันนั้น สัตว์ที่มิได้ทำความดี แม้นั่งที่ข้างขวาในวิหารเดียวกัน ก็มิได้มาสู่คลองแห่งพุทธญาณ เป็นดุจลูกศรที่ซัดไปในตอนกลางคืน แต่เวไนยบุคคลผู้ทำความดี แม้ยืนอยู่ในที่ไกล ก็มาสู่คลองของพระตถาคตนั้น ดุจไฟ ดุจภูเขาหิมพานต์.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๓๐-
                         ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ    หิมวนฺโต จ ปพฺพโต
                         อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ    รตฺตึ ขิตฺตา ยถา สรา
                                   สัตบุรุษ ย่อมปรากฏในที่ไกล ดุจภูเขาหิมพานต์
                         อสัตบุรุษย่อมไม่ปรากฏในที่นี้ เหมือนลูกศรที่ซัดไปใน
                         เวลากลางคืน ฉะนั้น.

               ในสูตรนี้ และในคาถาทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกระทำพระองค์ดุจผู้อื่น.
____________________________
๓๐- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑

               จบอรรถกถาวิตักกสูตรที่ ๑               
               ------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิตักกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 215อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 216อ่านอรรถกถา 25 / 217อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5102&Z=5140
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๖  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :