ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต
ทุติยวรรค วิชชาสูตร

               อรรถกถาวิชชาสูตร               
               ในวิชชาสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ปุพฺพงฺคมา ได้แก่ เป็นหัวหน้าโดยอาการ ๒ อย่าง คือโดยสหชาตปัจจัยเเละอุปนิสสยปัจจัย. หรือเป็นประธานเเห่งอกุศลธรรมเบื้องหน้า.
               จริงอยู่ การเกิดขึ้นเเห่งอกุศล เว้นจากอวิชชาเสียเเล้วย่อมมีไม่ได้.
               บทว่า สมาปตฺติยา ได้แก่ ความเป็นไปเพื่อได้ความจริงอันถึงเฉพาะหน้า. ความเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยความเป็นปัจจัยแห่งอโยนิโสมนสิการ ด้วยการปกปิดโทษแห่งความเป็นไปของอกุศล และโดยความที่ยังละไม่ได้ ย่อมปรากฏในความนั้น.
               คติแม้ทั้งหมด ชื่อว่าทุคติในคาถานี้ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์มีพยาธิและมรณะเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง กายทุจริต วจีทุจริตและมโนทุจริต ชื่อว่าทุคติ เพราะคติที่ถูกกิเลสมีราคะเป็นต้นประทุษร้ายเป็นไปทางกาย วาจาและใจ.
               บทว่า อสฺมึ โลเก ได้แก่ ในโลกนี้หรือในมนุษยคติ. บทว่า ปรมฺหิ จ ได้แก่ ในคติอื่นจากมนุษยคตินั้น.
               บทว่า อวิชฺชามูลิกา สพฺพา ได้แก่ ความวิบัติแห่งทุจริต แม้ทั้งหมดนั้นมีอวิชชาเป็นมูลอย่างเดียว เพราะมีอวิชชาเป็นหัวหน้าโดยนัยดังกล่าวแล้ว.
               บทว่า อิจฺฉาโลภสมุสฺสยา ความว่า ชื่อว่า อิจฺฉาโลภสมุสฺสยา เพราะอันความปรารถนามีลักษณะแสวงหาสิ่งอันยังไม่ถึงพร้อม และอันความโลภมีลักษณะอยากได้สิ่งอันถึงพร้อมแล้ว ก่อขึ้น คือสะสม.
               บทว่า ยโต ได้แก่ เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุ เป็นผู้ถูกอวิชชาปกปิด.
               บทว่า ปาปิจฺโฉ ได้แก่ ผู้มีความปรารถนาลามกไม่เห็นโทษ ทำความหลอกลวงเป็นต้นด้วยการยกย่องคุณที่ไม่มี เพราะมีความปรารถนาลามก เพราะถูกอวิชชาปกปิด. พึงเห็นว่า แม้ความปรารถนาในตนก็เป็นอันถือเอาด้วยความโลภเหมือนกัน.
               บทว่า อนาทโร ได้แก่ เว้นจากความเอื้อเฟื้อในเพื่อนสพรหมจารี เพราะไม่มีโอตตัปปะอันถือโลกเป็นใหญ่.
               บทว่า ตโต ได้แก่ เพราะเป็นเหตุแห่งอวิชชาความปรารถนาลามก ความไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ.
               บทว่า ปสวติ ได้แก่สะสมบาป มีกายทุจริตเป็นต้น.
               บทว่า อปายํ เตน คจฺฉติ ได้แก่ ย่อมไป คือย่อมเข้าถึงอบายมีนรกเป็นต้น เพราะบาปตามที่ขวนขวายนั้น.
               บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะอวิชชาเป็นต้นเหล่านี้ เป็นรากเหง้าแห่งทุจริตทั้งปวง และเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองอันเป็นแดนเกิดในทุคติทั้งปวงอย่างนี้ ฉะนั้น ภิกษุสำรอกความปรารถนา ความโลภ อวิชชา อหิริกะ และอโนตตัปปะได้ ละด้วยสมุจเฉท.
               ถามว่า สำรอกอย่างไรจึงจะให้วิชชาเกิดขึ้นได้.
               ตอบว่า ขวนขวายตามลำดับวิปัสสนาและตามลำดับมรรคแล้วยังวิชชา คืออรหัตมรรคให้เกิดในสันดานของตน.
               บทว่า สพฺพา ทุคฺคติโย ได้แก่ พึงละ คือพึงสละพึงก้าวล่วงทุคติ กล่าวคือทุจริตแม้ทั้งปวง หรือคติ ๕ ทั้งปวงอันชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ในวัฏฏะ.
               จริงอยู่ กรรมวัฏและวิปากวัฏเป็นอันละได้ด้วยการละกิเลสวัฏนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาวิชชาสูตรที่ ๓               
               -------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิชชาสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 217อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 218อ่านอรรถกถา 25 / 219อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5161&Z=5177
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๖  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com