ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต
ทุติยวรรค ทิฏฐิสูตร

               อรรถกถาอรรถกถาทิฏฐิสูตร               
               ในทิฏฐิสูตรที่ ๑๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเตหิ นี้ ทิฏฺฐิคต ก็คือทิฏฐินั่นแหละ ดุจในบทมีอาทิว่า คูธคตํ มุตฺตคตํ (คูถ มูตร) ดังนี้.๑- ทิฏฐิทั้งหลายอันมีฐานะเป็นทิฏฐิ เพราะเป็นเพียงถึงทิฏฐิโดยประการที่ว่างจากอาการถือเอา ด้วยทิฏฐิเหล่านั้น.
               บทว่า ปริยุฏฺฐิตา ได้แก่ ครอบงำหรือพัวพัน. ศัพท์ว่า ปริยุฏฐาน มีอรรถว่าพัวพัน ดุจในบทมีอาทิว่า โจรา มคฺเค ปริยุฏฺฐึสุ พวกโจรดักอยู่ที่หนทาง ดังนี้.๒-
____________________________
๑- องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๑๕
๒- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๕๙๕

               บทว่า เทวา ได้แก่ อุบัติเทพ. ก็อุบัติเทพเหล่านั้น ท่านเรียกว่าเทวา เพราะเล่น คือเล่นด้วยกามคุณอันยิ่งและสูงสุดและด้วยฌานเป็นต้น หรือถึงคือบรรลุประโยชน์ที่ตนปรารถนาด้วยอานุภาพแห่งฤทธิ์.
               ชื่อว่า มนุสฺสา เพราะเป็นผู้มีใจสูง.
               อนึ่ง บทนี้ท่านกล่าวด้วยการชี้แจงเป็นเยี่ยมเหมือนอย่างที่ว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
               บทว่า โอลิยนฺติ เอเก ความว่า เทวดาและมนุษย์บางพวกย่อมพัวพัน ย่อมติด ย่อมถึงการซบ ย่อมไม่ออกไปจากนั้น ด้วยความเห็นว่าเที่ยง อันเป็นการติดและการยึดมั่นในภพทั้งหลายว่า สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ ตนและโลกเที่ยง ดังนี้.
               บทว่า อติธาวนฺติ ความว่า ไม่ถือความสัมพันธ์โดยความเป็นเหตุผลของสภาวธรรม แม้มีสภาพทำลายไปโดยปรมัตถ์ ย่อมแล่นไปในภพนั้นๆ เอง ด้วยการถือแม้นัยอันเป็นความต่างกัน เพราะฉะนั้น ย่อมแล่นไป คือก้าวล่วงความเป็นธรรมในการทักท้วง การปฏิบัติเพื่อดับภพในความสูญว่า อุจฺฉิชฺชติ อตฺตา จ โลโก จ นโหติ ปรมฺมรณา ตนและโลกย่อมขาดสูญ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่มี.
                ศัพท์ในบทว่า จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสติ ลงในอรรถแย้งกัน.
               ก็เทวดาและมนุษย์ผู้มีปัญญาจักษุด้วยความแก่กล้าของญาณแห่งการถึงพร้อมด้วยการประกอบในเบื้องต้น ไม่อาศัยที่สุดทั้งสอง คือความเที่ยงและความขาดสูญ ด้วยปัญญาจักษุนั้นแล กระทำให้ประจักษ์ด้วยการเห็นข้อปฏิบัติสายกลาง. จริงอยู่ เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมเห็นโดยไม่คิดว่า ธรรมชาตินี้อาศัยเพียงนามรูปเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เที่ยงก็ไม่ใช่ แม้ขาดสูญก็ไม่ใช่ ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิว่า กถญฺจ ภิกฺขเว ดังนี้ เพื่อทรงแสดงถึงความติดเป็นต้น โดยบุคลาธิษฐาน ด้วยประการฉะนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ภวา ได้แก่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ. ยังมีภพอื่นอีก ๓ คือ สัญญีภพ (ภพของผู้มีสัญญา) อสัญญีภพ (ภพของผู้ไม่มีสัญญา) เนวสัญญีนาสัญญีภพ (ภพของผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่). ยังมีภพอื่นอีก ๓ คือ เอกโวการภพ (ภพของผู้มีขันธ์เดียว) จตุโวการภพ (ภพของผู้มีขันธ์ ๔) ปัญจโวการภพ (ภพของผู้มีขันธ์ ๕).
               ชื่อว่า ภวารามา เพราะยินดีพอใจด้วยภพเหล่านี้.
               ชื่อว่า ภวรตา เพราะยินดี คือยินดียิ่งในภพทั้งหลาย.
               ชื่อว่า ภวสมุทฺทิตา เพราะเพลิดเพลินด้วยดีในภพทั้งหลาย.
               บทว่า ภวนิโรธาย ได้แก่เพื่อดับภพเหล่านั้นให้สิ้นสุด คือเพื่อไม่ให้เกิดต่อไป.
               บทว่า ธมฺเม เทสิยมาเน ได้แก่ เมื่อนิยยานิกธรรมอันพระตถาคตทรงประกาศแล้ว คือทรงบอกอยู่.
               บทว่า น ปกฺขนฺทติ ได้แก่ จิตไม่เข้าไป คือไม่หยั่งลง เพราะมีความหดหู่เป็นธรรมดาเพราะยึดมั่นในความเป็นของเที่ยง.
               บทว่า น ปสีทติ ได้แก่ ไม่ถึงความเลื่อมใส คือไม่เชื่อธรรมนั้น.
               บทว่า น สนฺติฏฺฐติ ได้แก่ จิตไม่ดำรงอยู่ คือไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในเทศนานั้น. เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมติดอยู่ในภพด้วยความยึดมั่นในความเป็นของเที่ยง.
               บทว่า อฏฺฏิยมานา ความว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเห็นชราโรคและมรณะเป็นต้น และการฆ่า การจองจำ การตัดเป็นต้น แล้วถูกความทุกข์เหล่านั้นบีบคั้นด้วยภพ อันมีทุกข์เหล่านั้นพร้อม เป็นผู้ยึดมั่นในทุกข์.
               บทว่า หรายมานา ได้แก่ ระอา.
               บทว่า ชิคุจฺฉมานา ได้แก่ เผาอยู่โดยเป็นของปฏิกูล.
               บทว่า วิภวํ ได้แก่ ความขาดสูญ.
               บทว่า อภินนฺทติ ได้แก่ย่อมเพลิดเพลินเพราะความพะวง ด้วยความยินดีตัณหาและทิฏฐิ.
               บทว่า ยโต โข กิร โภ เป็นต้น แสดงถึงอาการยินดีของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโต แปลว่า เมื่อใด. บทว่า โภ เป็นอาลปนะ. บทว่า อยํ อตฺตา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงสิ่งที่พระองค์กำหนดด้วยความเป็นตัวการเป็นต้น. บทว่า อุจฺฉิชฺชติ แปลว่า ขาดสูญ. บทว่า วินฺสสติ ได้แก่ ไม่ปรากฏ ถึงความพินาศ คือความไม่มี. บทว่า น โหติ ปรมฺมรณา ได้แก่ ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก. บทว่า เอตํ สนฺตํ ได้แก่ ความขาดสูญเป็นต้นของตนนี้
               ชื่อว่าสงบ เพราะสงบจากอารมณ์ทั้งปวงและเพราะสงบจากความเดือดร้อนทั้งปวง. ชื่อว่าประณีต เพราะความเป็นของละเอียด. ชื่อว่าถ่องแท้ เพราะไม่ผิดจากความจริง.
               ในบทเหล่านั้น เทวดาและมนุษย์กล่าวบททั้งสองนี้ว่า สนฺตํ ปณีตํ ด้วยความยินดียิ่งในตัณหา. กล่าวบทว่า ยาถาวํ ด้วยความยินดียิ่งในทิฏฐิ. กล่าวบทว่า เอวํ ด้วยยึดมั่นในความขาดสูญตามที่กล่าวแล้วอย่างนี้.
               บทว่า ภูตํ ได้แก่ ขันธบัญจก ด้วยว่าขันธบัญจักนั้นท่านกล่าวว่า ภูตํ เพราะเกิดด้วยปัจจัยและเพราะมีอยู่โดยปรมัตถ์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภูตมิทํ ภิกฺขเว สมนุปสฺสถ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพิจารณาขันธบัญจกนี้.๓- ภิกษุย่อมเห็นโดยความเป็นจริง โดยไม่วิปริต โดยมีลักษณะและโดยสามัญลักษณะ เพราะขันธบัญจกนี้เป็นเพียงนามรูป.
____________________________
๓- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๔๕

               อธิบายว่า ภิกษุย่อมเห็นขันธบัญจกนี้เป็นเพียงนามรูป ด้วยการเห็นนามรูป พร้อมด้วยปัจจัยอย่างนี้ ในนามรูปนั้น ธรรมทั้งหลายมีปฐวีธาตุเป็นต้นเหล่านี้ เป็นรูป ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นเหล่านี้เป็นนาม ขันธบัญจกเหล่านี้เป็น ลักษณะเป็นต้นของนามรูปเหล่านั้น อวิชชาเป็นต้นเหล่านี้เป็นปัจจัยของนามรูปเหล่านั้น และด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้ทั้งหมดไม่มีแล้วเกิดมี มีแล้วเสื่อม เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายจึงไม่เที่ยง เพราะไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์จึงเป็นอนัตตา ดังนี้. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันทรงแสดงวิปัสสนาภูมิ อันมีตรุณวิปัสสนา (วิปัสสนาอย่างอ่อน) เป็นที่สุด.
               บทว่า นิพฺพิทาย ได้แก่ เพื่อความเบื่อหน่ายธรรมชาติอันเป็นไปในภูมิ ๓ อันได้แก่ขันธปัญจก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพลววิปัสสนา (วิปัสสนาแรงกล้า) ด้วยบทนี้. บทว่า วิราคาย ได้แก่ เพื่อวิราคะ คือเพื่อคลายกำหนด. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงมรรค. บทว่า นิโรธาย ได้แก่ เพื่อดับ. แม้ด้วยบทนี้พระองค์ก็ทรงแสดงถึงมรรคเหมือนกัน.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นิโรธาย พระองค์ทรงแสดงถึงอนุปาทิเสสนิพพาน พร้อมด้วยปฏิปัสสัทธินิโรธ (การดับด้วยความสงบ). บทว่า เอวํ จกฺขุมนฺโต ปสฺสนฺติ ได้แก่ ผู้มีปัญญาจักษุย่อมเห็นจตุสัจจธรรมด้วยจักษุ คือมรรคปัญญาโดยส่วนอันมีในเบื้องต้นอย่างนี้.
               ในคาถาทั้งหลายพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้.
               บทว่า โย ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา ความว่า พระอริยสาวกใดเห็นขันธปัญจกที่เกิดแล้ว โดยความเป็นจริง คือโดยสภาพที่ไม่วิปริต ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา ด้วยบทนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงปริญญาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยกำหนดรู้).
               บทว่า ภูตสฺส จ อติกฺกมํ ได้แก่ ภาวนาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยภาวนา).
               จริงอยู่ อริยมรรคท่านกล่าวว่า ก้าวล่วงขันธปัญจกที่เกิดแล้ว เพราะเป็นเหตุก้าวล่วงขันธปัญจกที่เกิดแล้ว.
               บทว่า ยถาภูเต ได้แก่ น้อมไปในนิพพานอันมีสภาพเป็นสัจจธรรมไม่วิปริต. ด้วยบทนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงสัจฉิกิริยาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง).
               บทว่า ภวตณฺหาปริกฺขยา ได้แก่ เพราะสิ้นไป คือเพราะตัดขาดภวตัณหาด้วยประการทั้งปวง. ด้วยบทนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงสมุทยปหาน (การละตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์).
               ก็บทว่า สเจ ในบทว่า สเจ ภูตํ ปริญฺโญ โส นี้ เป็นเพียงนิบาต.
               อธิบายว่า ถ้าว่า อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว คือกำหนดรู้ขันธ์ เพราะสิ้นภวตัณหาด้วยมรรคอันเป็นอุบายก้าวล่วงขันธปัญจกะที่เกิดแล้ว แต่นั้นก็น้อมไปในนิพพานตามเป็นจริง.
               บทว่า ภวาภเว ความว่า ภิกษุปราศจากตัณหา คือทำลายกิเลสได้แล้ว ในภพน้อยและภพใหญ่ หรือในเพราะการเห็นความขาดสูญเป็นต้น ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ คือถึงความเป็นผู้ไม่มีบัญญัตินั่นเอง เพราะความไม่เกิด คือไม่เกิดอีกต่อไปแห่งอัตภาพ อันได้แก่อุปาทานขันธ์ที่เกิดแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
               พระองค์ตรัสถึงวัฎฏะในสูตรที่ ๑๑ ในวรรคนี้ ตรัสถึงวัฎฏะและวิวัฎฏะในสูตรที่ -- และในสูตรสุดท้ายด้วยประการฉะนี้.
               แม้ในสูตรที่เหลือก็พึงทราบว่าเป็นวิวัฏฏะอย่างเดียว.

               จบอรรถกถาทิฏฐิสูตรที่ ๑๒               
               จบอรรถกถาทุกนิบาตอิติวุตตกะ               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อว่า ปรมัตถวิภาวินี               
               -----------------------------------               

               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. วิตักกสูตร
                         ๒. เทศนาสูตร
                         ๓. วิชชาสูตร
                         ๔. ปัญญาสูตร
                         ๕. ธรรมสูตร
                         ๖. อชาตสูตร
                         ๗. ธาตุสูตร
                         ๘. สัลลานสูตร
                         ๙. สิกขาสูตร
                         ๑๐. ชาคริยสูตร
                         ๑๑. อปายสูตร
                         ๑๒. ทิฏฐิสูตร และอรรถกถา.

               จบทุกนิบาต               
               -----------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ทิฏฐิสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 226อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 227อ่านอรรถกถา 25 / 228อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5363&Z=5402
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๖  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com