ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต
ทุติยวรรค จักขุสูตร

               อรรถกถาจักขุสูตร               
               ในจักขุสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า จกฺขูนิ ความว่า ชื่อว่าจักษุ เพราะบอก. อธิบายว่า เป็นไปเหมือนจะบอกทางที่ราบเรียบ และไม่ราบเรียบ.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าชอบใจ.
               ถามว่า ที่ชื่อว่าชอบนี้ คืออย่างไร?
               ตอบว่า ชอบใจ. จริงอย่างที่คนทั้งหลายกล่าวว่า (ผึ้ง) ชอบน้ำหวาน (คน) ชอบกับข้าว. อีกอย่างหนึ่ง อายตนะเหล่านี้ เมื่อเสวยรสแห่งอารมณ์ย่อมเป็นเสมือนชอบใจอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าชอบใจ.
               แต่จักษุเหล่านั้นโดยสังเขปมี ๒ อย่าง คือญาณจักษุและมังสจักษุ.
               บรรดาจักษุทั้ง ๒ อย่างนั้น มังสจักษุได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น (แต่) ในพระสูตรนี้ ญาณจักษุตรัสแยกไว้เป็น ๒ อย่าง คือทิพยจักษุและปัญญาจักษุ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพจกฺขุ ความว่า จักษุชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเหมือนทิพย์.
               อธิบายว่า จักษุของเทวดาทั้งหลายที่เกิดแต่สุจริตกรรม ไม่ถูกน้ำดี เสมหะและเลือดเป็นต้นปิดบัง เป็นจักษุที่มีประสาทเป็นทิพย์ สามารถรับอารมณ์แม้ไกลได้ เพราะพ้นจากอุปกิเลส.
               แม้ญาณจักษุนี้ที่เกิดด้วยพลังแห่งการเจริญวิริยะ ก็เช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะเป็นเหมือนทิพย์.
               ญาณจักษุชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะได้มาด้วยสามารถแห่งทิพวิหารธรรม เพราะอาศัยทิพวิหารธรรมของตน เพราะรุ่งโรจน์มากด้วยการกำหนดอาโลกกสิณ และแม้เพราะมีการกระทำไปได้กว้างขวาง โดยการเห็นรูปที่อยู่ในที่นอกกำแพงเป็นต้น
               ทิพยจักษุทั้งหมดนั้นพึงทราบตามแนวแห่งสัททศาสตร์ อายตนะ ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนจักษุ โดยอรรถว่าเห็น คือโดยการทำกิจคือการเห็นดังนี้บ้าง. จักษุนั้นด้วยเป็นทิพย์ด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิพยจักษุ.
               ธรรมชาติ ชื่อว่าปัญญา เพราะรู้ชัด.
               รู้ชัดอะไร?
               รู้ชัดอริยสัจ ๔ โดยนัยมีอาทิว่า นี้ทุกข์.
               สมจริงตามที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส ธรรมชาติที่เรียกว่าปัญญา เพราะรู้ทั่วแล. รู้ทั่วอะไร? รู้ทั่วว่านี้ทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น.
____________________________
๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๙๔

               ส่วนในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าปัญญา ด้วยสามารถแห่งการบัญญัติ. บัญญัติว่าอย่างไร? บัญญัติว่า อนิจจัง.. ทุกขัง… อนัตตา.
               ก็แลปัญญานี้นั้นโดยลักษณะเป็นต้น มีการแทงตลอดความจริงเป็นลักษณะ หรือมีการแทงตลอดโดยไม่พลาดพลั้งเป็นลักษณะ เหมือนการแทงทะลุของลูกศรที่นายขะมังธนูผู้ฉลาดยิงออกไป มีการส่องให้เห็นอารมณ์เป็นกิจ เหมือนดวงประทีป มีการไม่หลงเป็นเครื่องปรากฏ เหมือนมัคคุเทสก์ชั้นดีบอกทางแก่ผู้ไปป่า แต่โดยพิเศษแล้ว ในที่นี้ทรงประสงค์เอาปัญญา กล่าวคืออาสวักขยญาณว่า ชื่อว่าปัญญาจักษุ เพราะหมายความว่า เห็นสัจจะทั้ง ๔ ซึ่งพระองค์ตรัสหมายเอาว่า จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วดังนี้.๒-
____________________________
๒- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๖๖   วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๕

               อนึ่ง บรรดาจักษุเหล่านั้น มังสจักษุเป็นของเล็ก (ปริตตัง) ทิพยจักษุเป็นของใหญ่ (มหัคคตะ) นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) หาประมาณมิได้ (อัปปมาณัง). มังสจักษุเป็นรูป สองอย่างนอกนี้เป็นอรูป. ทั้งมังสจักษุและทิพยจักษุ เป็นโลกิยะยังมีอาสวะ และมีรูปเป็นอารมณ์ นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) เป็นโลกุตระ ไม่มีอาสวะ มีสัจจะทั้ง ๔ เป็นอารมณ์ มังสจักษุเป็นอัพยากฤต ทิพยจักษุเป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี ปัญญาจักษุก็เหมือนกัน (เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี) มังสจักษุเป็นกามาวจร ทิพยจักษุเป็นรูปาวจร นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) เป็นโลกุตระ.
               พึงทราบการจำแนกโดยนัยมีอาทิดังพรรณนามานี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
               บทว่า อนุตฺตรํ ตรัสหมายถึงปัญญาจักษุ. ด้วยว่าปัญญาจักษุนั้นชื่อว่า อนุตฺตรํ เพราะเป็นอาสวักขยญาณ.
               บทว่า อกฺขาสิ ปุริสุตฺตโม ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดคือเลิศกว่าคนทั้งหลาย ทรงแสดงไว้. ความเป็นไปแห่งมังสจักษุ ชื่อว่าอุปปาทะ. อุบายคือเหตุแห่งทิพยจักษุ ชื่อว่ามรรค.
               อธิบายว่า ทิพยจักษุเกิดขึ้นแก่ผู้มีตาดี ตามปกติเท่านั้น เพราะมีการเจริญอาโลกกสิณ แล้วเกิดทิพยจักษุญาณขึ้น และอาโลกกสิณนั้นไม่มีในมณฑลแห่งกสิณ โดยเว้นจากอุคคหนิมิต ดังนี้.
               บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.
               บทว่า ญาณํ ได้แก่ อาสวักขยญาณ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปญฺญาจกฺขุ อนุตฺตรํ ปัญญาจักษุเป็นจักษุยอดเยี่ยม.
               บทว่า ยสฺส จกฺขุสฺส ปฏิลาภา ความว่า บุคคลย่อมพ้น คือหลุดพ้นจากวัฏฏะทั้งปวงได้ด้วยภาวนา เพราะปัญญาจักษุที่ประเสริฐใดเกิดขึ้น.

               จบอรรถกถาจักขุสูตรที่ ๒               
               ------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค จักขุสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 238อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 239อ่านอรรถกถา 25 / 240อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5591&Z=5605
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :