ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต
ทุติยวรรค อินทรียสูตร

               อรรถกถาอินทริยสูตร               
               ในอินทริยสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อินฺทฺริยานิ ความว่า ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ยิ่ง.
               อธิบายว่า ธรรมชาติเหล่าใด เป็นประหนึ่งว่าเป็นใหญ่ในสหชาตธรรมทั้งหลาย อันสหชาตธรรมเหล่านั้นจะต้องคล้อยตาม ธรรมชาติเหล่านั้นชื่อว่าอินทรีย์.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นใหญ่ เป็นธรรมิศรและประกอบด้วยความเป็นใหญ่แห่งจิตอันยอดเยี่ยม ทรงเห็นแล้วคือทรงบรรลุแล้วก่อนกว่าทุกคน และเพราะทรงเห็นแล้ว คือทรงแสดงแล้วแก่ชนเหล่าอื่นก่อนกว่าทุกคน และเพราะทรงเห็นแล้วด้วยอารัมมณภาวนาและเสวนา.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะเป็นเครื่องหมายแห่งบุญกรรมที่เป็นใหญ่ คือเป็นอุปนิสัยแห่งการบรรลุมรรคดังนี้บ้าง.
               บทว่า อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ได้แก่ อินทรีย์ที่เกิดขึ้นในตอนต้นนี้ของผู้ปฏิบัติด้วยคิดว่า เราจักบรรลุอมตบทหรือสัจจธรรมทั้ง ๔ ที่ยังไม่เคยรู้ คือไม่เคยบรรลุในสงสารที่มีที่สุดอันบุคคลตามไปไม่รู้แล้ว นี้เป็นชื่อของปัญญาในโสดาปัตติมรรค.
               บทว่า อญฺญินฺทฺริยํ ได้แก่ เป็นใหญ่โดยการรู้ทั่ว.
               ในบทว่า อญฺญินฺทฺริยํ นี้มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้
               อินทรีย์ ชื่อว่า อญฺญา เพราะรู้ทั่ว คือรู้ไม่เกินขอบเขตธรรมที่ได้เห็นแล้ว ด้วยปฐมมรรคญาณนั่นแหละ อุปมาเหมือนปัญญาในปฐมมรรค ย่อมเป็นไปด้วยสามารถแห่งการบรรลุ ด้วยปริญญากิจเป็นต้น ในทุกข์เป็นต้นฉันใด แม้ปัญญานี้ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น อัญญานั้นด้วย ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ตามความหมายดังที่กล่าวมาแล้วด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอัญญินทรีย์.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอัญญินทรีย์ เพราะเป็นอินทรีย์ของพระอริยบุคคลผู้ชื่อว่าอัญญะ เพราะอรรถว่ารู้ทั่วถึง. คำว่า อญฺญินฺทฺรียํ นี้ เป็นชื่อของญาณในที่ ๖ สถานเริ่มต้นตั้งแต่โสดาปัตติผลไป.
               บทว่า อญฺญาตาวินฺทฺริยํ ได้แก่ อินทรีย์ของพระอริยบุคคลผู้รู้ทั่วถึงแล้ว เพราะเกิดขึ้นแต่ท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว คือพระขีณาสพผู้มีกิจด้วยญาณสำเร็จแล้วในสัจจะทั้ง ๔ และเป็นแดนเกิดแห่งอินทรีย์ ๘ (มรรค ๔ ผล ๔).
               ก็ในบรรดาอินทรีย์ ๘ อย่างนี้ ข้อแรกและข้อสุดท้าย พึงทราบว่า ตั้งอยู่ในฐานะอันเดียวด้วยโสดาปัตติมรรคที่ ๑ และผลที่ ๔ นอกนี้พึงทราบว่าตั้งอยู่ในฐานะ ๖ อย่างด้วยสามารถแห่งมรรคและผล นอกจากนี้ (โสดาปัตติผล จนถึงอรหัตมรรค).
               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
               บทว่า สิกฺขมานสฺส ความว่า ศึกษาอยู่ คือบำเพ็ญอยู่ ซึ่งอธิสีลสิกขาเป็นต้น.
               บทว่า อุชุมคฺคานุสาริโน ความว่า อริยมรรคเรียกว่าทางตรง. ผู้ชื่อว่าตามระลึกถึงทางตรง เพราะระลึกถึงทางตรงนั้นเนืองๆ เหตุที่เว้นที่สุดสองอย่าง. อธิบายว่า ยังมรรคให้เกิดขึ้นตามลำดับ.
               บทว่า ขยสฺมึ ความว่า ญาณในมรรคอันเลิศ (อรหัตมรรค) กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไป เพราะกิเลสสิ้นไปโดยไม่เหลือ เกิดขึ้นก่อน คือแรกทีเดียว.
               บทว่า ตโต อญฺญา อนนฺตรา ความว่า ต่อจากมัคคญาณนั้นไป อรหัตผลก็เกิดขึ้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุชุมคฺคานุสาริโน ความว่า สำหรับพระโยคาวจรผู้ระลึกถึงเนืองๆ คือติดตาม ได้แก่ปฏิบัติมรรคชั้นต้นที่เป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเว้น ความหดหู่ ความฟุ้งซ่าน ความชะงักงันและความกระตือรือร้นเป็นต้น แล้วเจริญสมถะและวิปัสสนา ทำให้เป็นยุคนัทธธรรม (ธรรมคู่แฝด) ในลำดับแห่งโคตรภูญาณ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ คือญาณที่ ๑ จะบังเกิดขึ้นในโสดาปัตติมรรค. ที่ชื่อว่าเป็นที่สิ้นไป เพราะกิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน อันท่านเห็นแล้วสิ้นไป.
               บทว่า ตโต อญฺญา อนนฺตรา ความว่า ต่อจากปฐมญานนั้น คือตั้งแต่ระยะเวลาติดต่อกันไป จนถึงอัญญาคือมรรคเบื้องสูง (อรหัตมรรค) อัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น.
               บทว่า ตโต อญฺญา วิมุตฺตสฺส ความว่า หลังจากอัญญา คืออัญญินทรีย์นั้น คือต่อจากอรหัตมัคคญาณ ปัจจเวกขณญาณย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคาวจรผู้หลุดพ้นแล้วด้วยอรหัตผล คืออัญญาตาวินทรีย์ โดยปัญญาวิมุตติ.
               บทว่า ญาณํ เว โหติ ตาทิโน ความว่า ในเวลาต่อจากการบรรลุอรหัตผล ปัจจเวกขณญาณจะเกิดขึ้นแก่พระขีณาสพผู้ถึงลักษณะของผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อกุปฺปา เม วิมุตฺติ (วิมุตติของเราไม่กำเริบ) ดังนี้ไว้ (เพื่อจะแก้ข้อสังสัย) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งการที่ผู้หลุดพ้นแล้วไม่กำเริบว่า ภวสํโยชนกฺขยา เพราะสิ้นไปแห่งภพและสังโยชน์.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงชมเชยพระขีณาสพเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๓ ไว้ว่า
               ส เว อินฺทฺริยสมฺปนฺโน พระขีณาสพนั้นแหละเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อินฺทฺริยสมฺปนฺโน ความว่า ผู้ประกอบด้วยโลกุตรอินทรีย์ ๓ อย่างตามที่กล่าวมาแล้ว.
               อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว คือบริบูรณ์แล้วด้วยอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นที่บริสุทธิ์บ้าง ที่ได้จากความสงบระงับบ้าง. ต่อจากนั้นไป ประกอบพร้อมแล้วด้วยอินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้นที่สงบระงับดีแล้ว ที่ปราศจากการส้องเสพที่ผิดแล้ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า สนฺโต สงบระงับแล้ว.
               อธิบายว่า สงบระงับแล้วด้วยสงบความกระวนกระวายอันเกิดจากกิเลสทั้งมวล.
               บทว่า สนฺติปเท รโต ความว่า ยินดียิ่งแล้ว คือน้อมใจไปแล้วในพระนิพพาน.
               อนึ่ง ในพระคาถานี้ ด้วยบทว่า อินฺทฺริยสมฺปนฺโน นี้ ทรงแสดงความที่พระขีณาสพนั้นเป็นผู้มีมรรคอันเจริญแล้ว และความเป็นผู้มีขันธ์อันกำหนดรู้แล้ว.
               ด้วยบทว่า สนฺโต นี้ ทรงแสดงถึงความที่พระขีณาสพนั้น เป็นผู้ละกิเลสได้แล้ว. แต่ด้วยบทว่า สนฺติปเท รโต นี้ ทรงแสดงความที่พระขีณาสพนั้นเป็นผู้กระทำให้แจ้ง ซึ่งนิโรธแล้ว.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาอินทริยสูตรที่ ๓               
               ---------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อินทรียสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 239อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 240อ่านอรรถกถา 25 / 241อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5606&Z=5627
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :