ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต
ตติยวรรค ปุตตสูตร

               อรรถกถาปุตตสูตร               
               ในปุตตสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               ลูกที่เกิดจากอก คือกำเนิดจากตน หรือแม้ลูกบุญธรรม ชื่อว่าบุตร.
               บทว่า สนฺโต แปลว่า มีอยู่.
               บทว่า สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ความว่า หาได้ในโลกนี้. ชื่อว่าสันโต เพราะว่ามีอยู่. ชื่อว่าวิชฺชมานา เพราะว่าปรากฏแล้ว.
               บทว่า อติชาโต ความว่า เกิดมาเหนือมารดาบิดาด้วยคุณของตน. อธิบายว่า มีคุณสูงกว่ามารดาบิดาเหล่านั้น.
               บทว่า อนุชาโต ความว่า เกิดมาเป็นผู้ทัดเทียมแก่มารดาบิดาด้วยคุณทั้งหลาย. อธิบายว่า มีคุณเสมอด้วยมารดาบิดาเหล่านั้น.
               บทว่า อวชาโต ความว่า เกิดมาไม่เท่ามารดาบิดาด้วยคุณทั้งหลาย. อธิบายว่า มีคุณต่ำกว่ามารดาบิดาเหล่านั้น.
               ก็บุตรผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่าใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วว่า เป็นผู้ยิ่งกว่ามารดาบิดา เสมอมารดาบิดา และต่ำกว่ามารดาบิดา เพื่อจะทรงแสดงจำแนกคุณธรรมเหล่านั้น จึงทรงตั้งเป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเพื่อจะตอบเสียเอง) ว่า
               กถญฺจ ภิกฺขเว ปุตฺโต อติชาโต โหติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อติชาตบุตรเป็นไฉน? ดังนี้แล้ว จึงทรงปรารภนิเทศไว้ โดยนัยมีอาทิว่า อิธ ภิกฺขเว ปุตฺตสฺส ดังนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า น พุทฺธํ สรณํ คตา นั้น ดังต่อไปนี้
               พระพุทธเจ้าผู้มีพระคุณความดี เกินหมู่สัตว์ ที่คนทั้งหลายรู้จักกันทั่วแล้วว่า พุทโธ เพราะหมายเอาพระขันธ์สันดานที่ทรงอบรมแล้วด้วยการบรรลุวิโมกข์อันยอดเยี่ยม มีพระญาณในธรรมทั้งมวลที่ไม่มีอะไรขัดขวางได้เป็นนิมิต หรือการบรรลุสัจจญาณ มีพระสัพพัญญุตญาณเป็นปทัฏฐาน.
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัพพัญญู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งสัจจะทั้งหลายเองในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมเหล่านั้น และถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในผลธรรมทั้งหลาย จึงทรงพระนามว่า พุทฺโธ.๑-
               การขยายความศัพท์ว่า พุทฺโธ โดยเนื้อความมีเพียงเท่านี้ก่อน แต่ว่าพุทธะโดยพยัญชนะ พึงทราบความตามนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีความรู้มีความตื่นแล้ว โดยปราศจากความหลับคือกิเลส พร้อมทั้งวาสนาโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พุทธะ.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านผู้มีความเบิกบาน โดยความเป็นผู้เบิกบานด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพุทธะ. ผู้ตรัสรู้ (สัจจะทั้ง ๔) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพุทธะ ผู้ให้ผู้อื่นรู้ ผู้ยังหมู่สัตว์ให้รู้ตาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพุทธะ.
               สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าพุทฺโธ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะอรรถว่าปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวง. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวง. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะทรงเบิกบานแล้ว. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะมีธรรมกล่าวคืออาสวะสิ้นแล้ว. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะมีธรรมกล่าวคือไม่มีอุปกิเลส. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะอรรถว่าปราศจากราคะโดยส่วนเดียว. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะอรรถว่าปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะอรรถว่าปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะอรรถว่าทรงถึงแล้วซึ่งเอกายนมรรค. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้เดียวตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐ. ทรงพระนามว่าพุทโธ เพราะทรงกำจัดความไม่รู้ เพราะทรงได้ปัญญาเครื่องตรัสรู้.
               และพระนามว่าพุทโธนี้ พระมารดา บิดา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดามิได้ทำให้ โดยที่แท้แล้ว พระนามนี้เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งการหลุดพ้น) พระนามว่าพุทโธ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พร้อมด้วยการบรรลุสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ดังนี้.๑-
____________________________
๑- ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๕๔๖   ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓๘๖

               สิ่งที่ชื่อว่าเป็นสรณะ เพราะเบียดเบียนทุกข์ภัยเป็นต้น. อธิบายว่า เบียดเบียนคือให้พินาศ ได้แก่กำจัดอนัตถะ อบายทุกข์ทุกอย่าง (และ) สังสารทุกข์ทั้งมวลได้.
               บทว่า สรณํ คตา ความว่า เป็นผู้ถึง คือเข้าถึง (พระพุทธเจ้า) อย่างนี้ว่า เราทั้งหลายถึง คือคบ ได้แก่ซ่องเสพ หมายความว่า เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์นี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นสรณะ (กำจัดภัยได้) ทรงเป็นคติ ทรงเป็นที่ดำเนินไปในเบื้องหน้า ทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทรงเป็นผู้ทำลายทุกข์ ทรงจัดแจงประโยชน์เกื้อกูลของเราทั้งหลาย หรือเราทั้งหลายรู้คือตรัสรู้ (ตาม) อย่างนี้ ดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ.
               (ส่วน) ผู้ถึงโดยนัยตรงกันข้ามกับนัยที่ว่ามาแล้วนั้น ไม่ชื่อว่าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ.
               บทว่า ธมฺมํ สรณํ คตา ความว่า ก็สภาพที่ชื่อว่าพระธรรม เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ได้บรรลุอริยมรรคแล้ว ทำให้แจ้งนิโรธแล้ว ปฏิบัติตามที่ทรงสอนอยู่ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้ง ๔ พระธรรมนั้นโดยเนื้อความได้แก่พระอริยมรรคและพระนิพพานนั่นเอง.
               สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะ (มีปัจจัยปรุงแต่ง) มีประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ เราตถาคตกล่าวว่า ล้ำเลิศกว่าสังขตธรรมเหล่านั้น ดังนี้.๒-
____________________________
๒- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๔

               ความพิสดารควรทราบดังต่อไปนี้
               พระธรรมไม่ใช่ ได้แก่อริยมรรคและพระนิพพานเพียงเท่านั้น ที่แท้ได้แก่พระปริยัติธรรมพร้อมทั้งพระอริยมรรคและอริยผลด้วย.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ในฉัตตมาณวกวิมานวัตถุว่า
                         ท่านจงเข้าถึงพระธรรมอันเป็นธรรมคลายความกำหนัด
                         เป็นธรรมไม่หวั่นไหว ไม่มีความเศร้าโศก อันปัจจัยอะไร
                         ปรุงแต่งไม่ได้ ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมไพเราะ ซื่อตรง เป็น
                         ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจำแนกดีแล้วนี้ เพื่อ
                         เป็นสรณะ คือที่พึ่งเถิด.

____________________________
๓- ขุ. วิมาน. เล่ม ๒๖/ข้อ ๕๓

               ก็บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น มรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ราควิราคะ ธรรมเป็นเครื่องคลายกำหนัด (อรหัต) ผลตรัสเรียกว่า อเนชํ อโสกํ (ไม่หวั่นไหว ไม่มีความเศร้าโศก) พระนิพพานตรัสเรียกว่า อสังขตธรรม (อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้) ธรรมขันธ์ทั้งหมดที่ทรงจำแนกไว้โดยปิฏกทั้ง ๓ ตรัสเรียกว่า อปฺปฏิกูลํ (ไม่ปฏิกูล) มธุรํ (ไพเราะ) ปคุณํ ซื่อตรง สุวิภตฺตํ (ทรงจำแนกไว้ดีแล้ว) ผู้ถึงซึ่งพระธรรมนั้นว่าเป็น สรณะ ตามนัยที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ.
               (ส่วน) ผู้ถึงโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่ถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ.
               ชื่อว่าพระสงฆ์ เพราะประกอบด้วยความสม่ำเสมอกันด้วยศีลและทิฏฐิ พระสงฆ์นั้นโดยใจความก็ได้แก่ ชุมนุมแห่งพระอริยบุคคล ๘ จำพวก.
               สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในวิมานวัตถุนั่นแหละว่า
                         บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวทานอันบุคคลให้แล้วในพระอริยสงฆ์
                         ผู้บริสุทธิ์ เป็นคู่แห่งบุรุษ ๔ เป็นบุรุษบุคคล ๘ เพราะเหตุได้
                         เห็นธรรม ว่ามีผลมาก ท่านจงเข้าถึงพระสงฆ์นี้ เพื่อเป็นที่พึ่ง
                         เถิด ดังนี้.
๔-
____________________________
๔- ขุ. วิมาน. เล่ม ๒๖/ข้อ ๕๓

               ผู้ถึงซึ่งพระสงฆ์นั้นว่าเป็นสรณะ ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ชื่อว่าถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ส่วนผู้ถึงโดยนัยตรงข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว ไม่ชื่อว่าถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ.
               ก็ในเรื่องการถึงสรณคมน์นี้ เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในสรณคมน์ พึงทราบวิธีดังนี้ คือ สรณะ ๑ สรณคมน์ ๑ ผู้ถึงสรณคมน์ ๑ ประเภทแห่งสรณคมน์ ๑ ผล (แห่งสรณคมน์) ๑ ความเศร้าหมอง (แห่งสรณคมน์) ๑ การขาด (แห่งสรณคมน์) ๑ ความผ่องแผ้ว (แห่งสรณคมน์) ๑.
               พึงทราบวินิจฉัยในวิธีเหล่านั้น โดยอรรถแห่งบทก่อน ชื่อว่าสรณะ เพราะกำจัด (ทุกข์ภัยเป็นต้น).
               อธิบายว่า รัตนะ คือพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมขจัดภัย ความหวาดกลัวทุกข์ ทุคติ กิเลสทั่วไปได้ คือยังภัยเป็นต้นให้พินาศไป เพราะการถึงสรณะนั้นนั่นแหละของผู้ถึงสรณะทั้งหลาย.
               คำว่าสรณะนี้ เป็นชื่อของพระรัตนตรัย.
               อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นสรณะ เพราะกำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลายด้วยการให้หันเข้าหาประโยชน์ และให้หันเหออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล. พระธรรมชื่อว่าเป็นสรณะ เพราะกำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลายได้โดยการให้ข้ามพ้นกันดารคือภพ และให้ความสบายใจ. พระสงฆ์ชื่อว่าเป็นสรณะ (เพราะกำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลายได้) โดยการทำผู้บำเพ็ญ (บุญ) แม้น้อย ให้ได้รับผลไพบูลย์. เพราะฉะนั้น พระรัตนตรัยจึงชื่อว่าเป็นสรณะโดยบรรยายแม้นี้.
               จิตตุปบาทที่กำจัดกิเลสได้ด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น และความเป็นผู้ตระหนักในพระรัตนตรัยนั้นที่เป็นไปแล้วโดยอาการ คือความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่เป็นไปในเบื้องหน้า ชื่อว่าสรณคมน์. สัตว์ผู้พร้อมเพรียงด้วยพระรัตนตรัยนั้น ชื่อว่าถึงสรณะ.
               อธิบายว่า เข้าถึงด้วยจิตตุปบาทมีประการดังที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า รัตนะทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นสรณะของเรา รัตนะทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นที่เป็นไปในเบื้องหน้าของเราดังนี้. พึงทราบวิธี ๓ อย่างนี้คือ สรณะ ๑ สรณคมน์ ๑ ผู้ถึงสรณคมน์ ๑ เท่านี้ก่อน.
               ว่าโดยประเภท สรณคมน์มี ๒ อย่าง คือโลกิยสรณคมน์และโลกุตรสรณคมน์.
               ใน ๒ อย่างนั้น โลกุตรสรณคมน์โดยอารมณ์ เป็นสรณคมน์มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยกิจย่อมสำเร็จ เพราะพระรัตนตรัยแม้ทั้งสิ้นแก่ผู้เห็นสัจจะแล้ว ด้วยการถึงสรณะและการตัดขาดอุปกิเลส ในขณะแห่งมรรค.
               (ส่วน) โลกิยสรณคมน์โดยอารมณ์ เป็นสรณคมน์มีพุทธาทิคุณเป็นอารมณ์ ย่อมสำเร็จแก่ปุถุชนทั้งหลายด้วยการถึงสรณะ และด้วยการข่มอุปกิเลสไว้. โลกิยสรณคมน์นั้นโดยความหมาย ตรัสเรียกว่าเป็นการได้เฉพาะซึ่งศรัทธาในวัตถุทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๑ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาในวัตถุทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเป็นมูล ๑ เป็นทิฏฐชุกรรม ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐.
               โลกิยสรณคมน์นี้นั้นเป็นไปแล้วโดยอาการ ๔ คือ (๑) อัตตสันนิยาตนะ การมอบกายถวายตน (๒) ตัปปรายนตา ความมีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า (๓) สิสสภาวูปคมนะ การเข้าถึงความเป็นศิษย์ (๔) ปณิปาตะ การนอบน้อม.
               ในอาการ ๔ อย่างนั้น การพลีชีพเพื่อพระพุทธเจ้าเป็นต้นอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอมอบตนแด่พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้ ชื่อว่าอัตตสันนิยาตนะ.
               ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้น เป็นที่พึ่งอาศัย คือความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีพระธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีพระสงฆ์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่าตัปปรายนะ.
               การเข้าถึงความเป็นศิษย์อย่างนี้ว่า ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอันเตวาสิกของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่าสิสสภาวูปคมนะ.
               การนอบน้อมอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้าเป็นต้นอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอกระทำการอภิวาท การต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรมแก่วัตถุทั้ง ๓ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั่นแหละ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้ ชื่อว่าปณิปาตะ.
               จริงอยู่ ผู้ทำการ ๔ อย่างเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นอันถือเอาสรณคมน์แล้วทีเดียว.
               อีกประการหนึ่ง พึงทราบการมอบกายถวายตน แม้อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอสละตน สละชีวิต เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อพระธรรม เพื่อพระสงฆ์ ทั้งตน ทั้งชีวิต เป็นอันข้าพเจ้าสละแล้วทีเดียว ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ขอพระพุทธเจ้าจงเป็นที่ระลึกเป็นที่ต้านทาน เป็นที่หลีกเร้น (ทุกข์ภัย) ของข้าพเจ้า พึงเห็นการเข้าถึงความเป็นศิษย์ เหมือนการเข้าถึงสรณะของพระมหากัสสปเถระอย่างนี้ว่า เราพบพระศาสดา ก็เป็นอันพบพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เราพบพระสุคตก็เป็นอันพบพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เราพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นอันพบพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย.๕-
               พึงทราบความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เหมือนการถึงสรณะของอาฬวกยักษ์เป็นต้น อย่างนี้ว่า๖-
                         ข้าพเจ้านั้นจักออกจากบ้านไปสู่บ้าน ออกจากเมือง
                         ไปสู่เมือง เที่ยวนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ
                         ความที่พระธรรมเป็นธรรมดี.
____________________________
๕- สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๕๒๓
๖- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๔๖   ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๑

               การนบนอบพึงทราบอย่างนี้ว่า ครั้งนั้นแล พรหมายุพราหมณ์ลุกจากอาสนะแล้ว ห่มผ้าเฉวียงบ่า ซบเศียรแทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า จุมพิตพระบาทของพระองค์ด้วยปาก ใช้มือนวดพระบาท และประกาศนาม (ของตน) ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อพรหมายุพราหมณ์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อพรหมายุพราหมณ์.๗-
____________________________
๗- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๙๘

               ก็การนบนอบนี้นั้นมี ๔ อย่างด้วยสามารถแห่งการเป็นญาติ ๑ กลัว ๑ เป็นอาจารย์ ๑ เป็นทักขิไณยบุคคล ๑.
               ใน ๔ อย่างนั้น การถึงสรณะมีด้วยการนบนอบพระทักขิเณยยบุคคล มิใช่ด้วยเหตุอื่น. เพราะว่าคนจะถึงสรณะด้วยอำนาจแห่งคุณที่ล้ำเลิศ (ของพระรัตนตรัย) นั่นเอง จะขาดก็ด้วยสามารถแห่งการยึดสิ่งอื่นว่าประเสริฐ (กว่า) เพราะฉะนั้น ผู้ใดไหว้ด้วยคิดว่า ท่านผู้นี้เท่านั้นเป็นผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เป็นทักขิเณยยบุคคลผู้เลิศในโลก สรณะเป็นอันผู้นั้นถือเอาแล้ว.
               ส่วนผู้ไหว้โดยสำคัญว่า เป็นญาติ เป็นภัย เป็นอาจารย์ หาชื่อว่าถือเอาสรณะไม่.
               เมื่ออุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ถึงสรณะอย่างนี้ เมื่อไหว้ญาติผู้แม้บวชในสำนักเดียรถีย์ทั้งหลาย ด้วยคิดว่าผู้นี้เป็นญาติของเรา สรณะย่อมไม่ขาด จะป่วยกล่าวไปไยถึงสรณะของผู้ที่ไหว้ผู้ที่ยังไม่ได้บวชในสำนักเดียรถีย์เป็นต้น เมื่อไหว้พระราชาเพราะกลัวก็เป็นเช่นนั้น คือสรณะไม่ขาด เพราะว่าพระราชานั้นเมื่อไม่ไหว้คงจะทำอนัตถะให้ก็ได้ เพราะเป็นผู้ที่ราษฎรบูชา (กราบไหว้) ดังนี้แล.
               อนึ่ง ถึงเดียรถีย์ผู้ให้การศึกษาศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงจะไหว้ สรณะก็ไม่ขาด ประเภทของสรณคมน์พึงทราบด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
               ก็ในสรณคมน์ ๒ อย่างนี้ โลกุตรสรณคมน์มีสามัญผล ๔ เป็นวิบากผล มีความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งมวล เป็นอานิสงสผล.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                         ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
                         เป็นสรณะ ฯลฯ ผู้นั้นอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นต้น
                         เป็นสรณะ จะพ้นจากทุกข์ทั้งมวล ดังนี้.๘-
____________________________
๘- ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔

               อีกอย่างหนึ่ง อานิสงสผลแห่งโลกุตรสรณคมน์นั้น พึงทราบ (ด้วยสามารถแห่ง) การไม่เข้าถึงสังขาร โดยเป็นของเที่ยงเป็นต้น.
               สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงเข้าถึงสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเป็นของเที่ยง เข้าถึงสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเป็นสุข เข้าถึงธรรมบางอย่างโดยเป็นอัตตา ปลงชีวิตมารดา ปลงชีวิตบิดา ปลงชีวิตพระอรหันต์ มีจิตคิดประทุษร้าย ทำโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ อ้าง (นับถือ) ศาสดาอื่น นี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดังนี้.๙-
____________________________
๙- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๒๔๕   องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๕๓-๑๖๑   อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๓๙

               ส่วนโลกิยสรณคมน์มีภวสมบัติบ้าง โภคสมบัติบ้าง เป็นผลเหมือนกัน.
               สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                                   ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง
                         ชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่อบายภูมิ (เขา) ละร่างอันเป็นของ
                         มนุษย์แล้ว จักยังกายทิพย์ให้บริบูรณ์ ดังนี้.๑๐-
____________________________
๑๐- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๑๒๑

               พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้กล่าวคำแม้อื่นไว้อีกว่า
               ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วยเทวดา ๘๔,๐๐๐ ได้เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ฯลฯ ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้กะท้าวสักกะจอมเทพผู้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่งว่า ขอถวายพระพรท่านจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง เป็นการดีแล ดูก่อนจอมเทพ เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล สัตว์บางจำพวกจึงเข้าถึงสุคติ คือโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว เพราะร่างกายแตกสลายไป ด้วยประการฉะนี้ พวกเขาจะได้รับทิพย์อย่างอื่นสิบสถาน คืออายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ดังนี้.๑๑-
____________________________
๑๑- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๒๖-๕๓๐

               พึงทราบความพิเศษแห่งผลของสรณคมน์ ด้วยสามารถแห่งเวลามสูตรเป็นต้น ผลแห่งสรณคมน์ พึงทราบดังพรรณนามานี้ก่อน.
               ก็ในสองอย่างนี้ โลกิยสรณคมน์จักเศร้าหมองด้วยความไม่รู้ ความสงสัยและความเห็นผิด ในวัตถุ ๓ ประการ (พระรัตนตรัย) เป็นต้น ไม่โชติช่วง ไม่กว้างขวาง.
               ส่วนโลกุตรสรณคมน์ ไม่มีความเศร้าหมอง.
               อนึ่ง การขาดแห่งโลกิยสรณคมน์มีสองอย่างคือ (ขาด) ที่มีโทษ และ (ขาด) ที่ไม่มีโทษ
               บรรดา ๒ อย่างนั้น ความขาดที่มีโทษ มีได้เพราะการมอบตนในศาสดาอื่นเป็นต้น และความขาดที่มีโทษนั้น มีผลไม่น่าปรารถนา. ส่วนความขาดที่ไม่มีโทษ มีได้เพราะถึงแก่กรรม ความขาดนั้นไม่มีผล เพราะไม่มีวิบาก.
               ส่วนโลกุตรสรณคมน์ไม่มีการขาดเลย เพราะว่า พระอริยสาวกแม้ในภพอื่นก็จะไม่อ้างศาสดาอื่น (ว่าเป็นสรณะ) เพราะฉะนั้น พึงทราบความเศร้าหมองและความขาดแห่งสรณคมน์ ดังพรรณนามานี้.
               ส่วนความผ่องแผ้วก็มีได้เฉพาะโลกิยสรณคมน์เท่านั้น เพราะว่า ความเศร้าหมองเกิดขึ้นแก่โลกิยสรณคมน์ใด ความผ่องแผ้วพึงมีเฉพาะโลกิยสรณคมน์นั้นเท่านั้น. ส่วนโลกุตรสรณคมน์ผ่องแผ้วอยู่เป็นนิตย์แล้วฉะนี้แล.
               การยังสัตว์มีชีวิตซึ่งมีอันจะต้องตกไปเป็นสภาพ โดยหน้าที่ของตนนั่นเองให้ตกไป ชื่อว่าอติปาตะ ในบทว่า ปาณาติปาโต นี้ อธิบายว่า ไม่ใช่ให้ค่อยๆ ตกไป แต่ให้พลันตกไป.
               อีกอย่างหนึ่ง การใช้ศาสตราเป็นต้นครอบงำให้ล่วงตกไป ชื่อว่าอติปาตะ. อธิบายว่า การฆ่าสัตว์มีชีวิต.
               อนึ่ง ขันธสันดานที่เรียกกันว่าสัตว์ ชื่อว่าปาณะ ในคำว่า ปาณาติปาโต นี้ ขันธสันดานนั้นโดยปรมัตถ์ ได้แก่รูปชีวิตินทรีย์และอรูปชีวิตินทรีย์.
               แท้จริง เมื่อรูปชีวิตินทรีย์ที่บุคคลให้พินาศแล้ว อรูปชีวิตินทรีย์นอกนี้ก็พินาศไป เพราะอรูปชีวิตินทรีย์ เนื่องกับรูปชีวิตินทรีย์นั้น. เจตนาคิดจะฆ่าของผู้มีความสำคัญในสัตว์มีชีวิตนั้น ว่าเป็นสัตว์มีชีวิต ที่ยังความพยายาม อันเข้าไปตัดขาดชีวิตินทรีย์ให้ตั้งขึ้นเป็นไปแล้วทางกายทวารและวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ชื่อว่าปาณาติบาต.
               แท้จริง มหาภูตรูปทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยคือมหาภูตรูป ที่เป็นเหตุให้ทำความพยายาม ที่เหมือนกับมหาภูตรูปก่อนๆ จะยังไม่เกิดขึ้นในภูตรูปเป็นที่อาศัยแห่งชีวิตินทรีย์ที่กำลังเป็นไป (เป็นปัจจุบัน) จะเกิดขึ้นเฉพาะที่ไม่เหมือนกันเท่านั้น ด้วยเจตนาอันใด เจตนาอันนั้น ที่ยังประโยคเช่นนั้นให้ตั้งขึ้น ชื่อว่าปาณาติบาต เพราะว่า ภูตทั้งหลายที่มีความพยายามอันได้แล้ว จะไม่ผ่องแผ้วเหมือนภูตก่อนๆ เพราะฉะนั้น ภูตเหล่านั้นจึงไม่เป็นเหตุแห่งภูตทั้งหลายที่มีชาติเสมอกัน คำว่า กายวจีทฺวารานํ อญฺญตรทฺวารปฺปวตตา นี้ แสดงถึงความไม่มีแห่งการยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป (ปาณาติบาต) ด้วยวธกเจตนาที่เป็นไปแล้วในมโนทวาร.
               จริงอยู่ แม้ในกุลุมพสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาวิชชามยฤทธิว่า สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญทางใจ ย่อมไม่เพ่งเล็งสัตว์ที่เกิดในครรภ์ที่อยู่ในท้องของหญิงอื่น ด้วยใจที่ใฝ่ต่ำ และวิชชามยฤทธินั้น ทิ้งวจีทวารเสียแล้ว ไม่อาจให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น วิชชามยฤทธินั้นจึงสำเร็จด้วยอำนาจแห่งวจีทวารเท่านั้น. แต่วาทะของอาจารย์ที่กล่าวว่า ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยการภาวนา ท่านประสงค์เอาในกุลุมพสูตรนั้น ผิดจากภูมิอื่นที่กล่าวไว้ในกุศลติกะ เวทนาติกะ และวิตักกติกะ.
               ปาณาติบาตนี้นั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะสัตว์เดียรัจฉานเป็นต้นที่ปราศจากคุณ สัตว์มีชีวิตตัวเล็กๆ. ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะสัตว์มีชีวิตตัวใหญ่ เพราะเหตุไร?
               เพราะมีประโยคใหญ่ (มีพิธีการมาก) แม้เมื่อมีประโยคเท่ากัน ปาณาติบาต ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีวัตถุใหญ่เป็นต้น ในบรรดามนุษย์เป็นต้นผู้มีคุณ ในเพราะผู้มีคุณน้อย ปาณาติบาตก็มีโทษน้อย ในเพราะมีคุณมากก็มีโทษมาก แต่เมื่อร่างกายและคุณเสมอกัน ปาณาติบาตชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อนกำลัง ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามแรงกล้า.
               อนึ่ง ในเรื่องแห่งปาณาติบาตนี้ การที่ปาณาติบาตมีโทษมาก เพราะมีประโยคและวัตถุใหญ่เป็นต้น พึงทราบโดยความมีเจตนาที่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยเหล่านี้มีกำลัง ความที่ประโยคเป็นประโยคใหญ่ ที่ได้เพราะเจตนาอันเป็นตัวให้สำเร็จที่ยังกิจของตนให้สำเร็จลง ด้วยสามารถยังประโยคตามที่ตนประสงค์ให้สำเร็จโดยเร็ว และที่ได้เสวนะด้วยชวนะทั้งหลายที่เป็นไปมากครั้ง บางครั้งเมื่อประโยคเสมอกัน ทั้งในสัตว์ที่มีชีวิตตัวเล็กและตัวใหญ่ แม้มีอยู่ เจตนาของผู้ฆ่าสัตว์ใหญ่ มีกำลังกล้ากว่าจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น แม้ความที่วัตถุเป็นของใหญ่ จึงเป็นเหตุแห่งความที่เจตนามีกำลังกว่า ดังนั้นทั้งสองอย่างนี้ จึงเป็นเหตุแห่งความที่ปาณาติบาตมีโทษมาก โดยภาวะที่เจตนามีกำลังนั่นเอง.
               อนึ่ง เมื่อความที่สัตว์จะต้องฆ่ามีคุณมาก ความที่ปาณาติบาตนั้นมีโทษมาก พึงเห็นได้ว่า แม้เจตนาที่ไม่เป็นอุปการะแก่การยังเขตพิเศษให้สำเร็จ เป็นเจตนาที่มีกำลังและแรงกล้ากว่าจะเกิดขึ้น เหมือนเจตนาที่เป็นอุปการะที่เป็นไปแล้ว ในสัตว์ที่จะต้องฆ่านั้น เพราะฉะนั้น แม้เมื่อความที่ปัจจัยทั้งหลายมีประโยคและวัตถุเป็นต้นไม้ใหญ่ ก็พึงทราบความที่ปาณาติบาตมีโทษมาก ด้วยสามารถแห่งความที่เจตนาเป็นเจตนามีกำลัง เพราะปัจจัยทั้งหลาย มีความเป็นผู้มีคุณมากเป็นต้นนั่นเอง.
               ปาณาติบาตนั้นมีองค์ประกอบ ๕ อย่าง คือ
                         ๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
                         ๒. ปาณสญฺญิตา รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต
                         ๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
                         ๔. อุปกฺกโม ความพยายามที่จะฆ่า
                         ๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น.
               ปาณาติบาตที่ประกอบไปด้วยองค์ ๕ ไม่พ้นไปจากองค์ ๕ พึงทราบว่าเป็นปาณาติบาต. ในองค์ประกอบ ๕ อย่างนั้น การรู้ว่าสัตว์มีชีวิต และจิตคิดจะฆ่า จัดเป็นบุพภาค (ของปาณาติบาต) ส่วนความพยายามที่จะฆ่า เป็นองค์ประกอบให้วธกเจตนาปรากฏชัด.
               ปาณาติบาตนั้นมี ๖ ประโยค คือ
                         ๑. สาหัตถิกประโยค (ฆ่าด้วยมือตนเอง)
                         ๒. อาณัตติกประโยค (ใช้ผู้อื่นฆ่า)
                         ๓. นิสสัคคิยประโยค (การขว้างอาวุธไป ปล่อยอาวุธไป)
                         ๔. ถาวรประโยค (เครื่องมือฆ่าสัตว์ที่ทำไว้ประจำ)
                         ๕. วิชชามยประโยค (อำนาจคุณแลไสยศาสตร์)
                         ๖. อิทธิมยประโยค (การบันดาลด้วยฤทธิ์)
               บรรดาประโยคทั้ง ๖ อย่างนั้น ประโยค (การฆ่า) ที่บังเกิดขึ้นด้วยมือของตน ชื่อว่าสาหัตถิกประโยค. ประโยคที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสั่งบังคับผู้อื่น ชื่อว่าอาณัตติกประโยค. ประโยคที่เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งการยิงด้วยลูกศร และพุ่งด้วยหอกเป็นต้นออกไป ชื่อว่านิสสัคคิยประโยค. ประโยคที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการขุดหลุมพรางเป็นต้น ชื่อว่าถาวรประโยค. ประโยคที่สำเร็จด้วยการร่ายมนต์ เหมือนการร่ายเวทย์ของหมออาถรรพ์เป็นต้น ชื่อว่าวิชชามยประโยค. ประโยคที่สำเร็จด้วยฤทธิ์อันเกิดแต่กรรมวิบาก พึงเห็นเหมือนประโยคของผู้มีฤทธิ์ ให้สัตว์มีพิษขบกัดเป็นต้น.
               ในข้อนี้มีผู้กล่าวท้วงว่า ในเมื่อสังขารทั้งหลายมีการดับอยู่ทุกๆ ขณะเป็นสภาพ ใครเล่าเป็นผู้ฆ่า หรือใครถูกฆ่า ถ้าความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกมีอยู่ ความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหวั่นไหวได้ ทั้งใครๆ ก็ให้หวั่นไหวไม่ได้ ด้วยสามารถแห่งการสับและการทุบเป็นต้น เพราะไม่มีรูปร่างไซร้. เมื่อเป็นเช่นนั้น การสืบต่อแห่งรูปอันใดมีอยู่ การสืบต่อแห่งรูปนั้น อุปมาเหมือนดุ้นฟืนและท่อนไม้ เพราะหาเจตนามิได้ เพราะฉะนั้น จะหาปาณาติบาตไม่ได้ ในการสืบต่อแห่งรูปนั้นด้วยการสับเป็นต้น เหมือนแม้ประโยคในร่างที่ตายแล้ว ปาณาติบาตก็จะพึงมีประโยคมีการประหารและไม่ประหารเป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว ในสัตว์และสังขารที่เป็นอดีต เป็นอนาคตหรือปัจจุบัน ก่อนอื่นในกาลทั้ง ๓ นั้น ประโยคตามที่กล่าวแล้วจะไม่เกิดมีในอดีตและอนาคต เพราะอดีตและอนาคตเหล่านั้นเป็นสภาวะไม่มีอยู่. ประโยคในปัจจุบันที่กำลังบ่ายหน้าไปสู่ความสิ้นสูญไป ก็จะหาประโยชน์มิได้ เพราะสังขารทั้งหลายเป็นไปชั่วขณะ (และ) เพราะสังขารทั้งหลายมีการดับไปตามหน้าที่ของตนนั่นแหละเป็นสภาพ ความตายเป็นตัวเหตุแห่งประโยคมีการประหารและไม่ประหารเป็นต้นก็จะไม่มี เพราะเว้นจากเหตุแห่งการสูญสิ้นไป และใครเล่าจะเป็นเจ้าของประโยค เพราะสังขารทั้งหลายไม่มีจิตใจ ปาณาติบาตจะเป็นกรรมพันธ์ของใครเล่า เพราะสังขารที่แตกสลายตลอดเวลาที่พอเหมาะกับการประสงค์จะฆ่านั่นเอง ไม่หยุดอยู่จนให้ถึงเวลาสิ้นสุดการกระทำ เนื่องจากเป็นไปชั่วขณะ.
               ข้าพเจ้าจะกล่าวเฉลยต่อไป กองสังขารกล่าวคือสัตว์ที่พร้อมเพรียงไปด้วยวธกเจตนา ตามที่กล่าวแล้ว (นั่นแล) เป็นผู้ฆ่า กองแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม ที่มีประโยคแห่งการฆ่า อันกองสังขารให้เป็นไปแล้ว เป็นเครื่องหมาย อันเป็นที่ตั้งแห่งการกล่าวว่า ชีวิตินทรีย์คือวิญญาณที่ปราศจากไออุ่น ตายแล้วซึ่งควรแก่การเป็นไปในเบื้องบน (สืบต่อกันไปในอนาคต) เหมือนที่เป็นไปแล้วในกาลก่อน (นั่นแหละ) ถูกฆ่า ในเพราะกระทำประโยคแห่งการฆ่าตามที่กล่าวแล้ว.
               อีกอย่างหนึ่ง การสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก (นั่นเอง) ถูกฆ่า แม้เมื่อความที่แห่งการสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกไม่เป็นอารมณ์ของประโยคแห่งการฆ่ามีอยู่ การสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก แม้นั้นจะขาดสูญไปโดยการขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งประโยคที่กระทำแล้วในภูตรูปทั้งหลาย เพราะความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกนั้น มีพฤติกรรมไม่หย่อนไปกว่าการสืบต่อแห่งรูป ในปัญจโวการภพ (ขันธ์ ๕) เพราะฉะนั้น ปาณาติบาตจะไม่เกิดก็หาไม่ ทั้งไม่ใช่ไม่เป็นเหตุ และจะเป็นประโยคที่ไร้ประโยชน์ก็หาไม่ มรณะไม่ใช่ไม่มีเหตุ เพราะ (เหตุ ๓ ประการ) คือ ๑. เพราะสังขาร (นาม) และกลาปะ (รูป) ที่ควรจะเกิดขึ้นถัดจากนั้น ก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนอย่างนั้น ด้วยสามารถประโยคที่ทำแล้วในสังขารทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ๒. เพราะขณิกมรณะของสังขารทั้งหลายที่มีอยู่ชั่วขณะ พระองค์ไม่ทรงประสงค์เอาโดยเป็นมรณะในที่นี้และ ๓. เพราะการดับแห่งสันตติ เป็นสิ่งที่มีเหตุตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว สังขารท่านกล่าวว่าทำเหตุที่มีการยังผลให้เกิดขึ้น โดยสมควรแก่ตนๆ แน่นอนด้วยเหตุสักว่า ความมีอยู่ (อัตถิตา) นั่นเอง เพราะเกิดขึ้นตามปัจจัยในสังขารทั้งหลาย แม้ที่ปราศจากเจตนา ดวงประทีปย่อมส่องสว่างฉันใด เพราะฉะนั้น การเรียกว่าการฆ่า ย่อมปรากฏชัดฉันนั้น และไม่ปรารถนาเอาปาณาติบาตแห่งจิตเจตสิก (นาม) และกลาปะ (รูป) ที่เกิดพร้อมกับ ความประสงค์จะฆ่าอย่างเดียว แต่ประสงค์เอาปาณาติบาตแห่งจิต เจตสิกและกลาปะที่กำลังเป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อเท่านั้น เพราะฉะนั้นกรรมพันธุ์เพราะปาณาติบาต จึงมีอยู่ทีเดียว และการทำประโยชน์ย่อมปรากฏแก่ประทีปเป็นต้นที่กำลังส่องแสงอยู่ด้วยสามารถแห่งการต่อเนื่องกัน ดังนี้แล. ก็แม้ในอทินนาทานเป็นต้น ข้อวิจารณ์นี้ควรอธิบายให้ชัด ตามสภาพที่เป็นจริง. เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตนั้น ชื่อว่า อปฺปฏิวิรตา เพราะไม่เว้นขาด.
               การถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ชื่อว่า อทินนาทาน.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า การนำของผู้อื่นไป คือการลักได้แก่ความเป็นขโมย.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทินนํ ได้แก่ของที่คนอื่นหวงแหน คนอื่นเมื่อถึงความเป็นผู้ทำตามชอบใจ ในของที่ผู้อื่นหวงแหนอันใด (แม้) ไม่ควรได้รับโทษทัณฑ์ และไม่ควรถูกตำหนิ เถยยเจตนา (ความตั้งใจลัก) ของผู้ที่มีความสำคัญในสิ่งของที่ผู้อื่นหวงแหนนั้นว่า เป็นของที่ผู้อื่นหวงแหน ยังความพยายามถือเอาสิ่งของนั้นให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า อทินนาทาน.
               อทินนาทานนั้นชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะของผู้อื่นเลว (ราคาน้อย) ชื่อว่ามีโทษมากในเพราะของผู้อื่นประณีต (ราคามาก) เพราะเหตุไร? เพราะวัตถุประณีต. ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะของผู้อื่นน้อย. ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะของผู้อื่นมาก. ก็เช่นเดียวกัน เพราะเหตุไร? เพราะวัตถุใหญ่ และเพราะประโยคใหญ่.
               แต่เมื่อมีวัตถุเสมอกัน อทินนาทานชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะวัตถุของผู้มีคุณธรรมสูง. ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะวัตถุของผู้มีคุณธรรมต่ำกว่าผู้มีคุณธรรมสูงนั้นๆ โดยหมายเอาคุณธรรมที่สูงนั้นๆ เป็นเกณฑ์. แต่เมื่อวัตถุและคุณไม่เท่ากัน อทินนาทานชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะความที่กิเลสและประโยคเป็นของอ่อน. ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะกิเลสและประโยคเป็นของกล้า.
               อทินนาทานนั้น มีองค์ประกอบ ๕ อย่าง คือ
                         ๑. ปรปริคฺคหิตํ (ของที่เจ้าของหวงแหน)
                         ๒. ปรปริคฺคหิตฺสญฺญิตา (รู้อยู่ว่าเป็นของที่เจ้าของเขาหวงแหน)
                         ๓. เถยฺยจิตฺตํ (จิตคิดจะลัก)
                         ๔. อุปกฺกโม (ทำความพยายามที่จะลัก)
                         ๕. เตน หรณํ (ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น)
               ประโยคมี ๖ อย่าง มีสาหัตถิกประโยคเป็นต้นเหมือนกัน ก็แลประโยคเหล่านั้นเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งอวหารเหล่านี้ คือ
                         เถยฺยาวหาร (การลักด้วยความขโมย) ๑
                         ปสยฺยาวหาร (ลักด้วยความข่มขู่) ๑
                         ปริกปฺปาวหาร (ลักตามที่กำหนดไว้) ๑
                         ปฏิจฺฉนฺนาวหาร (ลักด้วยกิริยาปกปิด) ๑
                         กุสาวหาร (ลักด้วยการสัปเปลี่ยนสลาก) ๑
               ก็ในบรรดาประโยคเหล่านี้ การลักของๆ ผู้อื่นไปด้วยการร่ายมนต์ ชื่อว่าวิชชามยประโยค. การบันดาลมาซึ่งของๆ ผู้อื่นด้วยกายประโยคและวจีประโยคอันสำเร็จแล้วด้วยอานุภาพของฤทธิ์เช่นนั้น เว้นจากมนต์ พึงทราบว่า ชื่อว่าอิทธิมยประโยค.
               บทว่า กาเมสุ ได้แก่ เมถุนสมาจาร. บทว่า มิจฉฺาจาโร ได้แก่ อาจาระอันลามกที่ท่านตำหนิไว้แล้วโดยส่วนเดียว. แต่โดยลักษณะ เจตนาที่คิดจะล่วงละเมิดอคมนียัฏฐาน (ฐานะที่ไม่ควรล่วงละเมิด) อันเป็นไปแล้วทางกายทวารด้วยความประสงค์จะเสพอสัทธรรม ชื่อว่ากาเมสุมิจฉาจาร. บรรดาอคมนียัฏฐานเหล่านั้น หญิง ๒๐ จำพวก คือหญิง ๑๐ จำพวกมีหญิงที่มารดารักษาแล้วเป็นต้น และอีก ๑๐ จำพวกมีหญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นต้น ชื่อว่าเป็นอคมนียัฏฐานของบุรุษทั้งหลายก่อน แต่ว่าบุรุษอื่นเป็นอคมนียัฏฐาน สำหรับหญิง ๑๒ จำพวกคือหญิงที่มีอารักขาและมีอาญารอบด้าน ๒ จำพวก และหญิงที่ซื้อมาได้ด้วยทรัพย์เป็นต้นอีก ๑๐ จำพวกในจำพวกหญิงทั้งหลาย.
               มิจฉาจารนี้นั้นชื่อว่ามีโทษน้อยในเพราะอคมนียัฏฐานที่เว้นจากคุณความดีมีศีลเป็นต้น. ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะถึงพร้อมด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น.
               อนึ่ง แม้ในอคมนียัฏฐานที่ปราศจากคุณความดี มิจฉาจารของผู้ประพฤติผิดเพราะข่มขืนก็มีโทษมาก. แต่ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะคนทั้งสองมีฉันทะร่วมกัน. ถึงเมื่อคนทั้งสองจะมีฉันทะร่วมกัน กาเมสุมิจฉาจารชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อน. ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามแรงกล้า.
               กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีองค์ ๔ คือ
                         อคมนียวตฺถุ (วัตถุที่จะพึงล่วงเกิน) ๑
                         ตตฺถ เสวนจิตฺตํ (จิตคิดจะเสพในอคมนียวัตถุนั้น) ๑
                         เสวนปโยโค (ประโยคในการเสพ) ๑
                         มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติอธิวาสนํ (การยังมรรคให้ดำเนินไปทางมรรคหรือหยุดอยู่) ๑.
               ในบรรดาองค์ ๔ เหล่านั้น กาเมสุมิจฉาจารของผู้ที่ให้เป็นไปตามความพอใจของตนมีองค์ ๓. ส่วนของผู้ที่ให้เป็นไปแล้วโดยพลการมีองค์ ๓ เพราะฉะนั้น พึงเห็นว่ามีองค์ ๔ โดยถือเอาไม่ให้มีส่วนเหลือ แต่ความสำเร็จประโยชน์จะมีได้ก็ด้วยองค์ ๓ เท่านั้น. กาเมสุมิจฉาจารมีประโยคเดียว คือสาหัตถิกประโยคเท่านั้น.
               บทว่า มุสา ได้แก่ กายประโยคและวจีประโยคที่มุ่งหักรานประโยชน์ของผู้มุ่งจะกล่าวให้ผิด เจตนาที่ยังกายประโยคและวจีประโยคในการกล่าวให้ผิดต่อผู้อื่น ของผู้นั้น ด้วยความประสงค์จะกล่าวให้ผิดพลาด ชื่อว่ามุสาวาท.
               อีกนัยหนึ่ง เรื่องที่ไม่เป็นจริงชื่อว่ามุสา การยังผู้อื่นให้เข้าใจเรื่องที่ไม่เป็นจริงนั้น ว่าจริงว่าแท้ ชื่อว่าวาทะ เพราะฉะนั้น เจตนาของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องที่ไม่จริง ว่าจริง ที่ยังประโยคในการให้ผู้อื่นเข้าใจนั้นให้ตั้งขึ้น ชื่อว่ามุสาวาท.
               มุสาวาทนั้นชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะประโยชน์ที่ตนจะหักรานนั้นมีน้อย. ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะประโยชน์ที่ตนหักรานมีมาก.
               อีกอย่างหนึ่ง สำหรับคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่าไม่มี เพราะไม่ประสงค์จะให้ของๆ ตน (แก่ผู้อื่น) ชื่อว่ามีโทษน้อย (แต่) ที่กล่าวโดยเป็นพยาน หักล้างผลประโยชน์ ชื่อว่ามีโทษมาก.
               สำหรับบรรพชิต มุสาวาทที่เป็นไปแล้วโดยนัยแห่งปูรณกถาว่า วันนี้ที่บ้าน น้ำมันเห็นจะไหลไปเหมือนแม่น้ำโดยประสงค์จะหัวเราะ เพราะได้น้ำมันหรือเนยใสนิดหน่อย ชื่อว่ามีโทษน้อย. แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ได้เห็นเลยโดยนัยมีอาทิว่าได้เห็น มุสาวาทชื่อว่ามีโทษมาก.
               อนึ่ง มุสาวาทชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ที่ตนหักรานประโยชน์มีคุณน้อย. ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้ที่ตนหักรานประโยชน์มีโทษมาก และความที่มุสาวาทมีโทษน้อยหรือมีโทษมาก จะมีได้ก็ด้วยสามารถกิเลสอ่อนและแรงกล้านั่นเอง.
               องค์ของมุสาวาทนั้นมี ๔ คือ
                         อตถํ วตฺถุ (เรื่องไม่จริง) ๑
                         วิสํวาทนจิตฺตํ (จิตคิดจะพูดให้ผิด) ๑
                         ตชฺโช วายาโม (ความพยายามอันเกิดแต่จิตนั้น) ๑
                         ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ (การให้ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น) ๑
               จริงอยู่ แม้การให้ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น พึงทราบว่าเป็นองค์ (ประกอบ) ข้อ ๑ เพราะแม้เมื่อทำประโยค กล่าวโดยประสงค์จะพูดให้ผิด เมื่อผู้อื่นไม่เข้าใจเนื้อความนั้น การพูดให้ผิดก็ไม่สำเร็จ (ความประสงค์).
               ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า มุสาวาทมีองค์ประกอบ ๓ คือ
                         อภูตวจนํ (พูดไม่จริง) ๑
                         วิสํวาทนจิตฺตํ (จิตคิดจะพูดให้ผิด) ๑
                         ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ (การให้ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น) ๑
               ก็ถ้าบุคคลอื่น พิจารณาแล้วจึงรู้ความหมายนั้น เพราะรู้ได้ช้า เจตนาที่เป็นเหตุให้กิริยาตั้งขึ้น ย่อมเกี่ยวเนื่องกับมุสาวาทกรรม ในชั่วขณะนั่นเอง เพราะเจตนาที่เป็นเหตุให้ตกลงใจเป็นไปแล้ว.
               บทว่า สุรา ได้แก่ สุรา ๕ อย่าง คือ
                         ปิฏฺฐสุรา (สุราทำด้วยแป้ง) ๑
                         ปูวสุรา (สุราทำด้วยขนม) ๑
                         โอทนสุรา (สุราทำด้วยข้าวสุก) ๑
                         กิณฺณปกฺขิตฺตา (สุราที่เติมด้วยส่าเหล้า) ๑
                         สมฺภารสํยุตฺตา (สุราที่ประกอบด้วยเครื่องปรุง) ๑.
               บทว่า เมรยํ ได้แก่ ของหมักดอง ๕ อย่าง คือ
                         ปุปผาสวะ (เครื่องดองด้วยดอกไม้) ๑
                         ผลาสวะ (เครื่องดองด้วยผลไม้) ๑
                         มัธวาสวะ (เครื่องดองด้วยน้ำผึ้ง) ๑
                         คุฬาสวะ (เครื่องดองด้วยน้ำอ้อยงบ) ๑
                         สัมภารสังยุตตะ (เครื่องดองที่ประกอบด้วยเครื่องปรุง) ๑
               แม้ทั้งสองอย่างนั้นชื่อว่ามัชชะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเมา. เจตนาเป็นเหตุดื่มน้ำเมานั้น ชื่อว่าปมาทัฏฐานะ เพราะเป็นเหตุแห่งความประมาท. แต่โดยลักษณะ เจตนาที่ประมาทอันเป็นไปแล้วทางกายทวาร ด้วยสามารถแห่งความมึนเมา เริ่มแต่เชื้อน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัยตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าสุราเมรยมัชชปทาทัฏฐาน.
               สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานมีองค์ประกอบ ๔ อย่างคือ
                         มชฺชภาโว (ความเป็นของเมา) ๑
                         ปาตุกมฺยตาจิตฺตํ (จิตคิดจะดื่ม) ๑
                         ตชฺโช วายาโม (ความพยายามอันเกิดแต่จิตนั้น) ๑
                         อชฺโฌหรณํ (กลืนให้ล่วงลงในลำคอ) ๑
               ก็ภาวะที่สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานนั้น มีโทษโดยส่วนเดียวเพราะเขาดื่มด้วยจิตเป็นอกุศลอย่างเดียว แต่สุรานั้นไม่ไหลเข้าปากของพระอริยสาวกทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ไม่รู้วัตถุ (ว่าเป็นน้ำเมา) จะป่วยกล่าวไปไยถึงที่รู้อยู่. การดื่มน้ำเมาเพียงเล็กน้อยก็มีโทษน้อย การดื่มน้ำเมาเพียงครึ่งอาฬหกะ มากกว่าน้ำเมาเล็กน้อยนั้น มีโทษมาก เมื่อดื่มน้ำเมามากแล้วยังสามารถให้กายเคลื่อนไหวไปทำกรรมมีการปล้นชาวบ้านเป็นต้น มีโทษมากทีเดียว.
               จริงอยู่ การทำชั่วในพระขีณาสพ ถึงขั้นปาณาติบาต มีโทษมาก. การทำชั่วในสำนักของพระขีณาสพ ถึงขั้นอทินนาทาน มีโทษมาก. บาปกรรมในเพราะการล่วงเกินภิกษุณีผู้เป็นพระขีณาสพ ถึงขั้นมิจฉาจาร มีโทษมาก. การทำชั่วในเพราะการทำลายสงฆ์ (ให้แตกกัน) ด้วยมุสาวาท ถึงขั้นมุสาวาท มีโทษมาก. การทำชั่วในเพราะกรรมมีการดื่มน้ำเมามาก จนสามารถให้กายเคลื่อนไหว ปล้น ฆ่าชาวบ้านเป็นต้น เพราะสุราบาน มีโทษมาก. การทำสงฆ์ให้แตกกันด้วยมุสาวาทอย่างเดียว มีโทษมากกว่าบาปกรรมเหล่านี้แม้ทั้งทั้งหมด เพราะผู้ทำสังฆเภทนั้นย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป.
               บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในบาปกรรมเหล่านั้นโดยอาการ ๖ อย่างคือ โดยสภาพ ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูล ๑ โดยกรรม ๑ โดยผล ๑.
               บรรดาอาการทั้ง ๖ อย่างนั้น ว่าโดยสภาพปาณาติบาตเป็นต้นแม้ทั้งหมด เป็นสภาพของเจตนาอย่างเดียว
               ว่าโดยอารมณ์ ปาณาติบาตมีสังขารเป็นอารมณ์ โดยมีชิวิตินทรีย์เป็นอารมณ์. อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง มิจฉาจารมีสังขารเป็นอารมณ์ด้วยอำนาจโผฏฐัพพะ. (แต่) อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่ามีสัตว์เป็นอารมณ์. มุสาวาทมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง การดื่มสุรามีสังขารเป็นอารมณ์.
               ว่าโดยเวทนา ปาณาติบาตมีเวทนาเป็นทุกข์ อทินนาทานมีเวทนา ๓ มิจฉาจารมีเวทนา ๒ ด้วยอำนาจแห่งสุขเวทนาและมัชฌัตตา (อทุกขมสุขเวทนา) สุราบานก็เหมือนกัน (คือมีเวทนา ๒) แต่ทั้งสองอย่าง (คือมิจฉาจารและสุราบาน) ไม่ใช่มีเวทนาเป็นกลางๆ (คืออทุกขมสุข) ด้วยจิตที่เป็นเหตุให้ตกลงใจ มุสาวาทมีเวทนา ๓
               ว่าโดยมูลฐาน ปาณาติบาตมีมูล ๒ ด้วยสามารถแห่งโทสะและโมหะ. อทินนาทานและมุสาวาทมีมูล ๒ ด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะหรือด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ มิจฉาจารและสุราบานมีมูล ๒ ด้วยสามารถแห่งโลภะและโมหะ.
               ว่าโดยกรรม บรรดาบาปกรรมทั้ง ๕ นี้ มุสาวาทอย่างเดียวเป็นวจีกรรม ที่เหลือทั้ง ๔ ข้อเป็นกายกรรมทั้งนั้น.
               ว่าโดยผล ทุกๆ ข้อมีผลให้เกิดในอบายทั้งนั้น และถึงในสุคติ ก็ให้ผลไม่น่าปรารถนานานาชนิด มีความเป็นผู้มีอายุน้อยเป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงทราบวินิจฉัยในบาปกรรมเหล่านี้ โดยสภาพเป็นต้นดังพรรณนามานี้.
               บทว่า อปฺปฏิวิรตา ได้แก่ ไม่เป็นผู้เว้นขาด เพราะไม่มีสมาทานวิรัติและสัมปัตตวิรัติ. บทว่า ทุสฺสีลา ความว่า ถัดจากนั้นไป ก็เป็นคนไม่มีศีล เพราะไม่มีแม้เพียงเบญจศีล. บทว่า ปาปธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่ลามก คืออาจาระที่เลวทราม. บทว่า ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต ความว่าเป็นผู้งดเว้น คือตั้งอยู่ไกลจากปาณาติบาต เพราะการสมาทานสิกขาบท.
               แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้.
               แม้ในที่นี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยสภาพ ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูลฐาน ๑ โดยกรรม ๑ โดยการสมาทาน ๑ โดยการขาด ๑ โดยผล ๑ แห่งเวรมณีทั้งหลายมีปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้น ดังต่อไปนี้.
               จริงอยู่ บรรดาอาการทั้ง ๘ อย่างนั้น โดยสภาพแล้วเวรมณีทั้ง ๕ เป็นเจตนาบ้าง เป็นวิรัติบ้าง แต่ว่าเทศนามีมาแล้ว ด้วยสามารถแห่งวิรัติ.
               วิรัติของผู้ที่งดเว้นจากปาณาติบาตที่ประกอบด้วยกุศลจิต ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า (ในสมัยนั้น วิรัตินั้น) ได้แก่การงด การเว้นจากปาณาติบาต ดังนี้
               โดยประเภทมี ๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ สมุจเฉทวิรัติ ๑.
               บรรดาวิรัติ ๓ อย่างนั้น วิรัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ได้สมาทานสิกขาบท (มาก่อน) แต่พิจารณาเห็นชาติ วัยและความเป็นพหูสูตเป็นต้นของตน แล้วไม่ฝ่าฝืนวัตถุที่มาประจวบเข้า ด้วยคิดว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะแก่เราที่จะกระทำดังนี้ ชื่อว่าสัมปัตตวิรัติ.
               ส่วนวิรัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้สมาทานสิกขาบท (มาก่อน) แล้ว แม้สละชีวิตของตนที่มีคุณค่ายิ่งกว่าสิกขาบทนั้น ก็ไม่ล่วงละเมิดวัตถุ เพราะสมาทานสิกขาบทไว้ ชื่อว่าสมาทานวิรัติ.
               แต่วิรัติที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค ชื่อว่าสมุจเฉทวิรัติ ซึ่งเริ่มแต่เกิดขึ้นแล้ว แม้ความคิดว่าเราจักฆ่าสัตว์ ก็ไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคลทั้งหลาย.
               ในบรรดาวิรัติทั้ง ๓ นั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสมาทานวิรัติ.
               ว่าโดยอารมณ์ อารมณ์ของปาณาติบาตเป็นต้นนั่นเองเป็นอารมณ์ของปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้นนั้น. ด้วยว่า ขึ้นชื่อว่าการงดเว้น จะมีได้ก็เพราะมีสิ่งที่จะต้องล่วงละเมิดนั่นเอง.
               อนึ่ง กุศลธรรมเหล่านี้ที่มีชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์นั่นเอง ย่อมละความทุศีลทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นได้ เหมือนอริยมรรคที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลายได้ฉะนั้น.
               ว่าโดยเวทนา วิรัติทั้งหมดเป็นสุขเวทนาทั้งนั้น.
               ว่าโดยมูลฐาน กุศลธรรมเหล่านี้ของผู้ที่งดเว้นด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยญาณมีมูล ๓ ด้วยสามารถแห่งอโลภะ อโทสะและอโมหะ ของผู้ที่งดเว้นด้วยจิตที่เป็นญาณวิปยุตมีมูล ๒ ด้วยสามารถแห่งอโลภะและอโทสะ.
               ว่าโดยกรรม การงดเว้นจากมุสาวาทเป็นวจีกรรม (ส่วน) ที่เหลือเป็นกายกรรม.
               ว่าโดยสมาทาน ผู้ไม่ได้รับการสมาทานนั้นในสำนักของผู้อื่นที่เป็นครุฏฐานิยบุคคล สมาทานศีล ๕ ด้วยตนเองเป็นเอกัชฌสมาทาน หรือเป็นปัจเจกสมาทาน ก็ย่อมเป็นอันสมาทานแล้ว.
               ว่าโดยการขาด สำหรับคฤหัสถ์ทั้งหลาย สิกขาบทใดที่ล่วงเกินแล้ว จะขาดเฉพาะสิกขาบทนั้นๆ เท่านั้น นอกนี้ไม่ขาด.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะคฤหัสถ์ทั้งหลายมีศีล ไม่เกี่ยวเนื่องกัน (เป็นปัจเจกสมาทาน) รักษาเฉพาะสิกขาบทที่สามารถรักษาได้เท่านั้น.
               ส่วนสำหรับบรรพชิต เมื่อล่วงละเมิดสิกขาบทเดียว ก็ขาดทั้งหมด.
               พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ผลโต ดังต่อไปนี้ กับบรรดาเวรมณีเหล่านี้
               ปาณาติปาตาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้คือ
               องฺคปจฺจงฺคสมนฺนาคตา (ความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่) ๑ อาโรหปริณาหสมฺปตฺติ (ความถึงพร้อมด้วยส่วนสูงและส่วนกว้าง) ๑ ชวนสมฺปตฺติ (ความถึงพร้อมด้วยเชาว์ไวไหวพริบ) ๑ สุปติฏฺฐิตปาทตา (ความเป็นผู้มีเท้าตั้งอยู่เหมาะสม) ๑ จารุตา (ความสวยงาม) ๑ มุทุตา (ความเป็นผู้อ่อนโยน) ๑ สุจิตา (ความสะอาด) ๑ สูรตา (ความกล้าหาญ) ๑ มหาพลตา (ความเป็นผู้มีกำลังมาก) ๑ วิสฏฺฐวจนตา (ความเป็นผู้มีถ้อยคำสละสลวย) ๑ สตฺตานํ ปิยมนาปตา (ความเป็นผู้น่ารัก น่าพอใจ ของสัตว์ทั้งหลาย) ๑ อภิชฺชปริสตา (ความเป็นผู้มีบริษัทไม่แตกแยกกัน) ๑ อฉมฺภิตา (ความเป็นผู้ไม่สะดุ้งหวาดเสียว) ๑ ทุปฺปธํสิยตา (ความเป็นผู้อันใครๆ กำจัดได้ยาก) ๑ ปรูปกฺกเมน อมรณตา (ความเป็นผู้ไม่ตายดับการปองร้ายของผู้อื่น) ๑ มหาปริวารตา (ความเป็นผู้มีบริวารมาก) ๑ สุวณฺณตา (ความเป็นผู้มีผิวดังทอง) ๑ สุสณฺฐานตา (ความเป็นผู้มีทรวดทรงงาม) ๑ อปฺปาพาธตา (ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย) ๑ อโสกตา (ความเป็นผู้ไม่เศร้าโศก) ๑ ปิยมนาเปหิ อวิปฺปโยคตา (ความเป็นผู้ไม่พลัดพราก จากของรักของชอบใจ) ๑ ทีฆายุตา (ความเป็นผู้มีอายุยืน) ๑.
               อทินนาทานาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้คือ
               มหาธนธญฺญตา (ความเป็นผู้มีทรัพย์ และข้าวเปลือกมาก) ๑ อนนฺตโภคตา (ความเป็นผู้มีโภคะ อเนกอนันต์) ๑ ถิรโภคตา (ความเป็นผู้มีโภคะยั่งยืน) ๑ อิจฺฉิตานํ โภคานํ ขิปฺปปฏิลาโภ (การได้โภคทรัพย์ตามที่ต้องการอย่างฉับพลัน) ๑ ราชาทีหิ อสาธารณโภคตา (การมีโภคะไม่ทั่วไปกับพระราชาเป็นต้น) ๑ อุฬารโภคตา (ความเป็นผู้มีโภคะโอฬาร) ๑ ตตฺถ ตตฺถ เชฏฺฐกภาโว (ความเป็นหัวหน้าในที่นั้นๆ) ๑ นตฺถิภาวสฺส อชานนตา (ความเป็นผู้ไม่รู้จักคำว่าไม่มี) ๑ สุขวิหารตา (ความเป็นผู้อยู่อย่างสบาย) ๑.
               อพฺรหฺมจริยาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้ คือ
               วิคตปจฺจตฺถิกตา (ความเป็นผู้ปราศจากข้าศึก) ๑ สพฺพสตฺตานํ ปิยมนาปตา (ความเป็นที่รักเป็นที่พอใจของสรรพสัตว์) ๑ อนฺนปานวตฺถจฺฉาทนาทีนํ ลาภิตา (ความเป็นผู้มีปกติได้ของต่างๆ เช่น ข้าว น้ำ ผ้า และวัตถุเครื่องปกปิด) ๑ สุขสุปนตา (การนอนหลับสบาย) ๑ สุขปฏิพุชฺฌนตา (การตื่นขึ้นมาสบาย) ๑ อปายภยวิโมกฺโข (การพ้นจากภัยในอบาย) ๑ อตฺถีภาวนปุ ํสกภาวานํ อภพฺพตา (ความไม่ควรแก่การเกิดเป็นหญิง เป็นกะเทย) ๑ อกฺโกธนตา (ความเป็นผู้ไม่โกรธ) ๑ สจฺจการิตา (ความเป็นผู้มีปกติทำจริง) ๑ อมงฺกุภูตตา (ความเป็นผู้ไม่เก้อเขิน) ๑ อาราธนสุขตา (ความเป็นผู้มีความสุขด้วยการรับเชิญ) ๑ ปริปุณฺณินฺทฺริยตา (ความเป็นผู้มีอินทรีย์บริบูรณ์) ๑ นิราสงฺกตา (ความเป็นผู้ปราศจากความระแวง) ๑ อปฺโปสฺสุกฺกตา (ความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย) ๑ สุขวิหารตา (ความเป็นผู้อยู่อย่างเป็นสุข) ๑ อกุโตภยตา (ความเป็นผู้ไม่มีภัยจากที่ไหนๆ) ๑ ปิยวิปฺปโยคาภาโว (ความเป็นผู้ไม่มีการพลัดพรากจากของรัก) ๑.
               แม้ผลของการงดเว้นจากมิจฉาจาร ก็รวมอยู่ในผลของการงดเว้นจากการไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อพฺรหฺมจริยา เวรมณี ดังนี้.
               มุสาวาทาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้ คือ
               วิปฺปสนฺนินฺทฺริยตา (ความเป็นผู้มีอินทรีย์ผ่องใส) ๑ วิสฏฺฐมธุรภาณิตา (ความเป็นผู้มีปกติพูดด้วยคำสละสลวย อ่อนหวาน) ๑ สมสิตสุทฺธทนฺตตา (ความเป็นผู้มีฟันเรียบเสมอ ทั้งขาวทั้งสะอาด) ๑ นาติถูลตา (ความเป็นผู้ไม่อ้วนจนเกินไป) ๑ นาติกีสตา (ความเป็นผู้ไม่ผอมจนเกินไป) ๑ นาติรสสตา (ความเป็นผู้ไม่ต่ำเกินไป) ๑ นาติทีฆตา (ความเป็นผู้ไม่สูงเกินไป) ๑ สุขสมฺผสฺตา (ความเป็นผู้มีสัมผัสเป็นสุข) ๑ อุปฺปลคนฺธมุขตา (ความเป็นผู้มีกลิ่นปากหอมเหมือนกลิ่นดอกอุบล) ๑ สุสสูสกปริสตา (ความเป็นผู้มีบริษัท เชื่อฟังตั้งอยู่ในโอวาท) ๑ อาเทยฺยวจนตา (ความเป็นผู้มีวาจาเชื่อถือได้) ๑ กมลทลสทิสมุทุโลหิตนยชิวฺหตา (ความเป็นผู้มีลิ้นอ่อน แดงและบางเหมือนกลีบดอกอุบล) ๑ อลีนตา (ความเป็นผู้ไม่หดหู่) อนุทฺธตตา (ความเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน) ๑.
               สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้ คือ
               อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ อปฺปมาทตา (ความเป็นผู้ไม่ประมาทในกิจและกรณียกิจ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน) ๑ ญาณวนฺตตา (ความเป็นผู้มีญาณ) ๑ สทา อุปฏฺฐิตสติตา (ความเป็นผู้มีสติปรากฏอยู่ทุกเมื่อ) ๑ อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ สพฺพฏฺฐานุปฺปตฺติกปฏิภาณวนตตา (ความเป็นผู้มีปฏิภาณ เกิดขึ้นทุกสถาน ในเมื่อมีกิจและกรณียกิจเกิดขึ้น) ๑ อนลสตา (ความเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน) ๑ อชฬตา (ความเป็นผู้ไม่โง่เขลา) ๑ อมูคตา (ความเป็นผู้ไม่บ้าใบ้) ๑ อจฺฉมฺภิตา (ความเป็นผู้ไม่หวาดสะดุ้ง) ๑ อสารมฺภตา (ความเป็นผู้ไม่มีการแข่งดี) ๑ อนิสสุกิตา (ความเป็นผู้ไม่มีความริษยา) ๑ อมจฺฉริตา (ความเป็นผู้ไม่ตระหนี่) ๑ สจฺจวาทิตา (ความเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์) ๑ อปิสุณ อผรุส อสมฺผปฺปลาปวาทิตา (ความเป็นผู้มีปกติไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ) ๑ กตญฺญุตา (ความเป็นคนกตัญญู) ๑ กตเวทิตา (ความเป็นผู้มีกตเวที) ๑ โภควนฺตตา (ความเป็นผู้มีโภคะ) ๑ สีลวนฺตตา (ความเป็นผู้มีศีล) ๑ อุชุคตา (ความเป็นผู้ซื่อตรง) ๑ อกฺโกธนตา (ความเป็นผู้ไม่โกรธ) ๑ หิโรตฺตปฺปสมฺปนฺนตา (ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตัปปะ) ๑ มหตฺตตา (ความเป็นผู้มีใจใหญ่) ๑ ปณฺฑิตตา (ความเป็นผู้ฉลาด) ๑ อุชุทิฏฺฐิตา (ความเป็นผู้มีความเห็นตรง) ๑ อตฺถานตฺถกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งมิใช่ประโยชน์) ๑
               ในอธิการนี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยสภาวะเป็นต้น แม้แห่งปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้น ดังพรรณนามานี้.
               บทว่า สีลวา ได้แก่ เป็นผู้มีศีล ด้วยสามารถแห่งเบญจศีลตามที่กล่าวแล้ว.
               บทว่า กลฺยาณธมฺโม ได้แก่ เป็นผู้มีธรรมอันงาม. อธิบายว่า มีปัญญาประกอบด้วยทิฏฐิสมบัติ อันส่องถึงสรณคมน์.
               ก็บุตรคนใด เมื่อมารดาบิดาไม่มีศรัทธาและเป็นผู้ทุศีล ตนเองก็เป็นเช่นนั้น แม้บุตรนั้นพึงทราบว่าเป็นอวชาตบุตรทีเดียว เพราะว่าความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ท่านกล่าวว่าเป็นลักษณะของความเป็นอวชาตบุตรในที่นี้ และความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้นนั้นมีอยู่ในอวชาตบุตรนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกความที่บุตรเป็นอติชาตบุตรเป็นต้น โดยเปรียบเทียบมารดาบิดา.
               บทว่า โย โหติ กุลคนฺธโน ได้แก่ บุตรผู้ทำลายตระกูล คือทำตระกูลให้พินาศ.
               จริงอยู่ คนฺธศัพท์ ในที่นี้มีความหมายว่าทำลาย ดังในประโยคเป็นต้นว่า อุปฺปลคนฺปจฺจตฺถิกา ดังนี้. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กุลธํสโน ดังนี้บ้าง. เนื้อความก็เช่นนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า เอเต โข ปุตฺตา โลกสฺมึ ความว่า บุตร ๓ จำพวกมีอติชาตบุตรเป็นต้นเหล่านี้นั่นแหละ ชื่อว่าบุตรมีอยู่ในสัตวโลกนี้ พ้นจากโลกนี้ไปจะมีก็หามิได้.
               ก็บรรดาบุตร ๓ จำพวกเหล่านี้ บุตรจำพวกใดเป็นอุบาสก คือบุตรเหล่าใดเป็นอุบาสกเพราะถึงพร้อมด้วยสรณคมน์ คือเข้าใจหลักธรรมด้วยกัมมัสสกตาญาณ บุตรเหล่านั้นเป็นบัณฑิตมีปัญญา ถึงพร้อมคือบริบูรณ์ด้วยศีล ๕ และศีล ๑๐ ชื่อว่าวทัญญู เพราะรู้ (เข้าใจ) คำพูดของยาจกทั้งหลายโดยการยังความประสงค์ของยาจกเหล่านั้นให้เต็ม โดยเพียงเห็นสีหน้าเท่านั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวทัญญู เพราะวิเคราะห์ว่า ได้ยินคำของยาจกเหล่านั้นว่าโปรดให้ทานเถิดดังนี้ ก็รู้ความหมายนั้น โดยบริจาค (ทรัพย์) แก่ยาจกเหล่านั้น ด้วยคิดว่าคนเหล่านี้ไม่เคยให้ทานในกาลก่อน จึงเป็นเช่นนี้ ส่วนเราไม่ควรเป็นอย่างนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวทัญญู เพราะวิเคราะห์ว่าเข้าใจถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายที่แสดงถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเป็นต้น. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า “ปทัญญู” อธิบายว่า เป็นผู้มีปกติบริจาคด้วยการเพิ่มให้ ชื่อว่าปราศจากความตระหนี่ เพราะปราศจากมลทินคือความตระหนี่ ในทันใดนั้นเอง.
               บทว่า อพฺภฆนา ความว่า บุตรเหล่านั้นย่อมรุ่งโรจน์.
               อธิบายว่า งดงามในบริษัททั้งหลายมีอุบาสกเป็นต้น และในบริษัททั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น ดุจพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆ กล่าวคือหมอกหรือพ้นจากเมฆที่หนาทึบฉะนั้น.

               จบอรรถกถาปุตตสูตรที่ ๕               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปุตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 251อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 252อ่านอรรถกถา 25 / 253อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5822&Z=5863
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :