ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต
ตติยวรรค ธาตุสูตร

               อรรถกถาธาตุสูตร               
               ในธาตุสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ธาตุโส ความว่า โดยธาตุ. ธาตุคืออัธยาศัย คือสภาพของอัธยาศัย ที่ตรัสเรียกว่า อธิมุตติบ้าง พระองค์ทรงประสงค์เอาว่า ธาตุ (ในพระสูตรนี้).
               บทว่า สํสนฺทติ ความว่า เข้ากันได้ คือรวมกันได้ ตามธาตุคือตามอัธยาศัย เพราะมีธาตุมีส่วนเสมอกันนั้น.
               บทว่า สเมนฺติ ความว่า เป็นผู้มีความคิดร่วมกัน สมาคมกันได้ คือคบหากันได้ ได้แก่เข้าไปหากันได้ เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัยเสมอกันนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ปรับความชอบใจ (รสนิยม) ความอดทน และความเห็นให้เสมอกันในเรื่องนั้นๆ.
               บทว่า หีนาธิมุตฺติกา ความว่า ชื่อว่ามีอธิมุตติทราม เพราะมีความโน้มเอียงในธรรมที่ต่ำทราม มีกามคุณเป็นต้น คือมีอัธยาศัยต่ำ.
               บทว่า กลฺยาณาธิมุตติกา ความว่า ชื่อว่ามีอธิมุตติดี เพราะมีความโน้มเอียงในธรรมอันงาม มีเนกขัมมะเป็นต้น คือมีอัธยาศัยประณีต.
               อธิบายว่า ถ้าอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นคนไม่มีศีล แต่อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเป็นผู้มีศีล อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเหล่านั้น ย่อมไม่เข้าไปหาอาจารย์และอุปัชฌาย์ จะเข้าหาเฉพาะแต่ภิกษุผู้มี (สมณ) สารูปเช่นตน. ก็ถ้าอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นผู้มีศีล อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกนอกนี้เป็นผู้ไม่มีศีล แม้อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเหล่านั้น จะไม่เข้าไปหาอาจารย์และอุปัชฌาย์ จะเข้าไปหาเฉพาะผู้มีอัธยาศัยต่ำ เช่นเดียวกับตนเท่านั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงว่า การเข้าไปหาอย่างนี้จะมีเฉพาะในปัจจุบันอย่างเดียวก็หามิได้ โดยที่แท้แล้ว แม้ในอดีตและอนาคตก็มีดังนี้ จึงตรัสว่า อตีตมฺปิ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น โดยสังเขปแล้ว ผู้ตั้งมั่นในสังกิเลสธรรม ชื่อว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยชั่ว. ผู้ตั้งมั่นในโวทานธรรม ชื่อว่ามีอัธยาศัยงาม.
               ถามว่า ก็การที่คนทุศีลคบคนทุศีลเท่านั้น การที่คนมีศีลคบคนมีศีลเท่านั้น การที่คนมีปัญญาทรามคบคนที่มีปัญญาทรามเท่านั้น การที่คนมีปัญญาคบคนที่มีปัญญาเท่านั้น นี้ใครกำหนด.
               ตอบว่า ธาตุคืออัธยาศัยกำหนด.
               เล่ากันว่า ภิกษุหลายรูปเที่ยวภิกษาจารในบ้านหมู่หนึ่ง คนเหล่านั้นนำภัตรเป็นอันมากมาใส่จนเต็มบาตร กล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายฉันตามส่วน (ที่ต้องการ) แล้วส่งไป. ภิกษุทั้งหลายพูดกันว่า อาวุโสทั้งหลาย คนทั้งหลายประกอบการงานที่เหมาะสมกับธาตุ (อัธยาศัย) ดังนี้. ธาตุคืออัธยาศัย ย่อมกำหนด (งานที่ทำ) อย่างนี้.
               บัณฑิตพึงแสดงความโดยธาตุสังยุต ดังต่อไปนี้
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าบรรทมบนพระแท่นประชวร บนภูเขาคิชฌกูฏ ทอดพระเนตรดูพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ที่เฝ้าถวายอารักขา แต่ละรูปจงกรมอยู่กับบริษัทของตน จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นหรือไม่ พระสารีบุตรจงกรมอยู่กับภิกษุทั้งหลายจำนวนมาก. ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้ทั้งหมดแลล้วนมีปัญญามาก ดังนี้.๑- ควรนำเรื่องทั้งหมดมาแสดงโดยพิสดาร.
____________________________
๑- สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๖๖

               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้
               บทว่า สํสคฺคา ความว่า เพราะสังกิเลส คือเพราะประกอบร่วมกัน ด้วยสามารถแห่งการอยู่ร่วมกันเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เพราะคลุกคลีกันในการคลุกคลี ๕ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างนี้ คือ ทัสสนสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการเห็น) สวนสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการฟัง) สมุลลาปนสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการเจรจา) สัมโภคสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการใช้ร่วม) กายสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยกาย).
               บทว่า วนโถ ชาโต ความว่า กิเลสเกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้ถอนขึ้นด้วยมรรค.
               บทว่า อสํสคฺเคน ฉิชฺชติ ความว่า กิเลสขาดไปในตอนต้น โดยการงดการคลุกคลีกัน มีกายวิเวกเป็นต้น แล้วขาดไปคือละได้อีก ด้วยการไม่เกี่ยวข้องโดยส่วนเดียว คือด้วยสมุจเฉทวิเวก. โดยสังเขป การเกิดขึ้นและการดับไปแห่งอัธยาศัยที่ต่ำ เป็นอันพระองค์ทรงแสดงแล้วโดยสังเขป ด้วยคำเพียงเท่านี้.
               ก็เพราะเหตุที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้คลุกคลีกัน และกิเลสเหล่านั้นก็เกิดขึ้นและเจริญขึ้น ด้วยอำนาจแห่งความเกียจคร้าน มิใช่ด้วยอำนาจแห่งการปรารภความเพียร ฉะนั้น ภิกษุเว้นบุคคลผู้มีอัธยาศัยต่ำ ผู้เกียจคร้านแล้วคบหาผู้มีอัธยาศัยงาม ผู้ประกอบความเพียร พึงตัดกิเลสอันเกิดจากการคลุกคลีกันได้ด้วยการไม่คลุกคลีกัน ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงเนื้อความตามที่กล่าวแล้วโดยพิสดาร จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า ปริตฺตํ ทารุ ํ เพื่อประกาศโทษแห่งการคบหาผู้เกียจคร้านก่อน.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตํ ทารุ ํ ได้แก่ ไม้ท่อนเล็กๆ
               บทว่า ยถา สีเท มหณฺณเว ความว่า เหมือนผู้ประสงค์จะข้ามมหาสมุทรโดยนำเอาแพสำเร็จด้วยไม้ท่อนเล็กๆ (ขี่ข้าม) จะไม่ถึงฝั่ง คงจมลงในท่ามกลางมหาสมุทรนั่นเอง พึงตกไปเป็นภักษาของปลาและเต่าฉันใด.
               บทว่า เอวํ กุสีตํ อาคมฺม สาธุชีวีปิ สีทติ ความว่า ผู้ที่อาศัยคนเกียจคร้าน ปราศจากการปรารภความเพียร ตกอยู่ในอำนาจกิเลส ถูกเขาทำการคลุกคลี ถึงจะมีชีวิตราบรื่น มีอาชีพบริสุทธิ์ (และ) มีศีลบริสุทธิ์ (แต่) ถูกกามวิตกเป็นต้นที่เกิดขึ้นจากการคลุกคลีกับคนต่ำ รบกวนอยู่ก็ไม่สามารถไปถึงฝั่งได้ จะจมอยู่ในห้วงมหรรณพนั่นเอง ฉันนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่การคลุกคลีกับคนเกียจคร้าน เป็นเหตุนำอนัตถะอย่างนี้มาให้ ฉะนั้น ภิกษุควรเว้นมิตร ที่ชื่อว่าเกียจคร้าน เพราะจมดิ่งลง โดยการประกอบความเกียจคร้านเนืองๆ เพราะอาศัยเขา คือผู้มีความเพียรต่ำกว่าบุคคลนั้นนั่นแหละ ได้แก่ไม่มีความเพียร แต่พึงอยู่ร่วม คือคบหากับด้วยบัณฑิตทั้งหลาย คือผู้มีปัญญานั่นเอง ผู้สงบสงัดแล้ว ด้วยสามารถแห่งกายวิเวกเป็นต้น และตทังควิเวกเป็นต้น โดยส่วนเดียวนั่นเอง.
               ผู้ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะต่อแต่นั้นไปนั่นเอง จะเป็นผู้ไกลจากกิเลส ชื่อว่าผู้มีตน (ใจ) อันส่งไปแล้ว เพราะความเป็นผู้มีตนถูกส่งไปแล้วสู่พระนิพพาน.
               ผู้ชื่อว่าเพ่งอยู่ (มีฌาน) เพราะเพ่งอยู่ด้วยสามารถแห่งอารัมมณูปณิชฌาน และลักขณูปณิชฌาน.
               ผู้ชื่อว่าปรารภความเพียรแล้ว เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียร โดยความเป็นผู้ประคองความเพียรไว้ตลอดกาลทุกเมื่อ ดังนี้แล.

               จบอรรถกถาธาตุสูตรที่ ๙               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ธาตุสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 255อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 256อ่านอรรถกถา 25 / 257อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5950&Z=5972
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :