ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต
ตติยวรรค ปริหานสูตร

               อรรถกถาปริหานสูตร               
               ในปริหานสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ความว่า ย่อมมีเพื่อความไม่เจริญ คือมีเพื่อเป็นอันตรายต่อการบรรลุมรรค. แต่ขึ้นชื่อว่ามรรคที่ได้บรรลุแล้วเสื่อม ไม่มี.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกธรรมที่ทรงยกขึ้นแสดงด้วยสามารถแห่งธรรมาธิษฐานว่า ธรรม ๓ อย่างดังนี้ด้วยเทศนาที่เป็นบุคลาธิษฐาน จึงตรัสคำมีอาทิว่า อิธ ภิกฺขเว เสโว ภิกฺขุ ดังนี้.
               ใน ๓ อย่างนั้น ภิกษุชื่อว่ากัมมารามะ เพราะมีการงานเป็นที่มายินดี เพราะต้องเพลิดเพลินอยู่กับ (การงาน). ชื่อว่า กมฺมรโต เพราะยินดีแล้วในการงาน. ชื่อว่า กมฺมารามตมนุยุตฺโต เพราะประกอบเนืองๆ คือขวนขวายความยินดียิ่งในงาน คือความเพลิดเพลินในงาน. การงานที่จะต้องกระทำอย่างนี้ ชื่อว่าการงาน ในบทว่า กมฺมาราโม นั้น เช่นการทำอุปกรณ์มีอาทิอย่างนี้ คือ การตรวจจีวร การทำจีวร การซ่อมแซมตลกบาตร ผ้าอังสะ ประคดเอว ธมกรก เชิงบาตร กระเบื้องรองเท้า การปัดกวาด และการปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดและแตกหักเป็นต้นในพระวิหาร.
               จริงอยู่ ภิกษุบางรูป เมื่อกระทำสิ่งเหล่านี้ ย่อมกระทำสิ่งเหล่านั้นแหละตลอดทั้งวัน.
               บทว่า กมฺมาราโม นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาการงานนั้น. ส่วนภิกษุใดในเวลาทำงานเหล่านี้เท่านั้น จึงจะทำงานเหล่านี้ ในเวลาเรียนอุเทศก็เรียนอุเทศ ในเวลาท่องบ่นก็ท่องบ่น ในเวลาทำวัตรมีวัตรคือการปัดกวาดลานพระเจดีย์เป็นต้น กระทำวัตร (คือการปัดกวาด) ลานพระเจดีย์ ในเวลาทำมนสิการก็ทำมนสิการในสัพพัตถกกรรมฐาน หรือในปาริหาริยกรรมฐาน. ภิกษุนั้นหาชื่อว่าเป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดีไม่ (ไม่หมกมุ่นงาน).
               การงานของเธอนั้นย่อมเป็นการกระทำที่พระศาสดาทรงอนุญาตไว้ทีเดียว โดยนัยมีอาทิว่า ก็เธอเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในกรณียกิจน้อยใหญ่ ที่เป็นของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย เป็นผู้ประกอบด้วยการใคร่ครวญ อันเป็นอุบายในกรณียกิจนั้น สามารถเพื่อจะกระทำ สามารถเพื่อจะจัดแจงได้ ดังนี้.๑-
____________________________
๑- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๕๗   องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๗

               บทว่า ภสฺสาราโม ความว่า ภิกษุใดยังวันและคืนให้ล่วงไปด้วยสามารถแห่งการกล่าวถึงราชกถาเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้แล้ว ภิกษุนี้เป็นผู้พูดไม่รู้จบ เพราะฉะนั้น ภิกษุนี้จึงชื่อว่า ภสฺสาราโม (ยินดีในการพูด).
               ส่วนภิกษุใดพูดธรรม วิสัชนาปัญหา เวลากลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้พูดน้อย พูดมีสิ้นสุด.
               เพราะเหตุไร
               เพราะว่า เธอดำเนินตามวิธีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วทีเดียวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกันแล้วมีกิจที่จะต้องกระทำ ๒ อย่าง คือกล่าวธรรมหรือนิ่งแบบพระอริยะ.๒-
____________________________
๒- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๑๓

               บทว่า นิทฺทาราโม ความว่า ภิกษุใดฉันจนเต็มท้องเต็มตามที่ต้องการ ประกอบเนืองๆ ซึ่งความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับ และภิกษุใดเดินก็ดี นั่งก็ดี ถูกถีนมิทธะครอบงำหลับอยู่ ภิกษุนี้นั้นชื่อว่า นิทฺทาราโม (ยินดีในความหลับ).
               ส่วนภิกษุใดมีจิตหยั่งลงสู่ภวังค์ เพราะอาพาธ (ความเจ็บไข้ของกรชกาย) ภิกษุนี้หาชื่อว่า นิทฺทาราโม (ยินดีในความหลับ) ไม่.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสนะ ก็แลเราตถาคตรู้อยู่ว่า ในเดือนท้ายฤดูร้อน เราตถาคตกลับจากบิณฑบาต หลังฉันเสร็จแล้ว ปูสังฆาฏิให้เป็น ๔ ชั้น แล้วเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับโดยข้างเบื้องขวา รู้สึกตัวอยู่ ดังนี้.๓-
____________________________
๓- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๓๐

               ก็ในพระสูตรนี้ ถึงกัลยาณปุถุชนก็พึงทราบว่าเป็นพระเสกขะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ธรรม ๓ อย่างนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งการบรรลุคุณพิเศษของกัลยาณปุถุชนแม้ทั้งหมดนั้น และการบรรลุคุณพิเศษสูงๆ ขึ้นไปของพระเสกขะนอกนี้. พึงทราบการขยายความแห่งธรรมฝ่ายขาวตามปริยายที่ตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
               บทว่า อุทฺธโต ความว่า ฟุ้งซ่าน คือไม่สงบ เพราะอุทธัจจะที่ทำให้จิตฟุ้งซ่าน.
               บทว่า อปฺปกิจฺจสฺส ความว่า เธอพึงเป็นผู้มีกิจการน้อย เพราะกระทำในเวลาที่ขวนขวายประกอบกิจ มีประการดังกล่าวแล้วเท่าที่ทรงอนุญาตไว้.
               บทว่า อปฺปมิทฺโธ ความว่า พึงเป็นผู้เว้นจากการหลับ เพราะชาคริยานุโยคที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน.
               บทว่า อนุทฺธโต ความว่า เป็นผู้ไม่มีการพูดเป็นที่มายินดี ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน คือมีจิตสงบ. อธิบายว่า (มีจิต) เป็นสมาธิ เพราะเว้นความฟุ้งซ่านแห่งจิต ที่เกิดขึ้นเพราะมีการพูดคุยเป็นที่มายินดี.
               คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยเหมือนที่เคยกล่าวแล้วในก่อน.
               ด้วยประการดังพรรณนามานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ในพระสูตรที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ และที่ ๙ ไว้ในวรรคนี้แล้ว.

               จบอรรถกถาปริหานสูตรที่ ๑๐               
               จบวรรควรรณนาที่ ๓               

               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. มิจฉาทิฏฐิสูตร
                         ๒. สัมมาทิฏฐิสูตร
                         ๓. นิสสรณทิฏฐิสูตร
                         ๔. รูปสูตร
                         ๕. ปุตตสูตร
                         ๖. อวุฏฐิกสูตร
                         ๗. สุขสูตร
                         ๘. ภินทนสูตร
                         ๙. ธาตุสูตร
                         ๑๐. ปริหานสูตร และอรรถกถา.
               ------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปริหานสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 256อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 257อ่านอรรถกถา 25 / 258อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5973&Z=6005
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com