ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปิยวรรคที่ ๑๖

หน้าต่างที่   ๖ / ๙.

               ๖. เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๑๗๐]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ตณฺหาย ชายตี" เป็นต้น.

               พระศาสดาเสด็จไปหาพราหมณ์ผู้มิจฉาทิฏฐิ               
               ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ วันหนึ่งไปสู่ฝั่งแม่น้ำแล้วถางนาอยู่. พระศาสดาทรงเห็นความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยของเขา จึงได้เสด็จไปสู่สำนักของเขา. เขาแม้เห็นพระศาสดา ก็ไม่ทำสามีจิกรรมเลย ได้นิ่งเสีย.
               ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสทักเขาก่อนว่า "พราหมณ์ ท่านกำลังทำอะไร?"
               พราหมณ์. พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังแผ้วถางนาอยู่.
               พระศาสดาตรัสเพียงเท่านั้นแล้วก็เสด็จไป
               แม้ในวันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปสำนักของเขาผู้มาแล้วเพื่อจะไถนา ตรัสถามว่า "พราหมณ์ ท่านทำอะไรอยู่?" ทรงสดับว่า "พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังไถนา" ดังนี้แล้ว ก็เสด็จหลีกไป
               แม้ในวันต่อมาเป็นต้น พระศาสดาก็เสด็จไป ตรัสถามเหมือนอย่างนั้น ทรงสดับว่า "พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากำลังหว่าน กำลังไขน้ำ กำลังรักษานา" ดังนี้แล้ว ก็เสด็จหลีกไป.

               พราหมณ์นับถือพระองค์ดุจสหาย               
               ครั้นในวันหนึ่ง พราหมณ์กราบทูลพระองค์ว่า "พระโคดมผู้เจริญ ท่านมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้าแผ้วถางนา ถ้าข้าวกล้าของข้าพเจ้าจักเผล็ดผล ข้าพเจ้าจักแบ่งปันแก่ท่านบ้าง ยังไม่ให้ท่าน ข้าพเจ้าเองก็จักไม่เคี้ยวกิน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านเป็นสหายของเรา."

               ข้าวกล้าเสียหาย               
               ครั้นโดยสมัยอื่นอีก ข้าวกล้าของพราหมณ์นั้นเผล็ดผลแล้ว.
               เมื่อพราหมณ์นั้นทำกิจทั้งปวงเพื่อการเกี่ยว ด้วยตั้งใจว่า "ข้าวกล้าของเราเผล็ดผลแล้ว, เราจักให้เกี่ยวตั้งแต่พรุ่งนี้ไป" มหาเมฆยังฝนให้ตกตลอดคืน พาเอาข้าวกล้าไปหมด. นาได้เป็นเช่นกับที่อันเขาถางเอาไว้.

               พราหมณ์เสียใจเพราะทำนาไม่ได้ผล               
               ก็พระศาสดาได้ทรงทราบแล้วในวันแรกทีเดียวว่า "ข้าวกล้านั้นจักไม่เผล็ดผล."
               พราหมณ์ไปแล้วแต่เช้าตรู่ ด้วยคิดว่า "เราจักตรวจดูข้าวกล้า" เห็นแต่นาเปล่า เกิดความโศกเป็นกำลัง จึงคิดว่า "พระสมณโคดมมาสู่นาของเรา ตั้งแต่คราวที่แผ้วถางนา แม้เราก็ได้กล่าวกะท่านว่า ‘เมื่อข้าวกล้าเผล็ดผลแล้ว จักแบ่งส่วนให้แก่ท่านบ้าง, ยังไม่ให้ท่านแล้วเราเองก็จักไม่เคี้ยวกิน, ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านเป็นสหายของเรา’, ความปรารถนาในใจของเราแม้นั้น ไม่ถึงที่สุดเสียแล้ว."
               พราหมณ์นั้นทำการอดอาหาร นอนบนเตียงน้อยแล้ว.

               พระศาสดาเสด็จไปตรัสถามข่าวพราหมณ์               
               ลำดับนั้น พระศาสดาได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์นั้นทราบการเสด็จมาของพระศาสดา จึงสั่ง (ชนผู้เป็นบริวาร) ว่า "พวกเธอจงนำสหายของเรามาแล้ว ให้นั่งที่นี้." ชนผู้เป็นบริวารได้ทำอย่างนั้นแล้ว.
               พระศาสดาประทับนั่งแล้ว ตรัสถามว่า "พราหมณ์ไปไหน?" เมื่อเขากราบทูลว่า "นอนในห้อง"
               ก็รับสั่งหาด้วยพุทธดำรัสว่า "พวกเธอจงเรียกพราหมณ์นั้นมา" แล้วตรัสกะพราหมณ์ผู้มานั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งว่า "เป็นอะไร? พราหมณ์."
               พราหมณ์. พระโคดมผู้เจริญ ท่านมาสู่นาของข้าพเจ้าตั้งแต่วันที่แผ้วถาง แม้ข้าพเจ้าก็ได้พูดไว้ว่า ‘เมื่อข้าวกล้าเผล็ดผลแล้ว จักแบ่งส่วนถวายท่านบ้าง’ ความปรารถนาในใจของข้าพเจ้าไม่สำเร็จเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น ความโศกจึงเกิดแล้วแก่ข้าพเจ้า แม้ภัตข้าพเจ้าก็ไม่หิว.

               ตรัสเหตุแห่งความโศกและอุบายระงับความโศก               
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามพราหมณ์นั้นว่า "พราหมณ์ ก็ท่านรู้ไหมว่า ความโศกเกิดแล้วแก่ท่าน เพราะอาศัยอะไร?"
               เมื่อพราหมณ์กราบทูลว่า "พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่ทราบ ก็ท่านทราบหรือ?"
               จึงตรัสว่า "อย่างนั้น พราหมณ์ ความจริง ความโศกก็ดี ภัยก็ดี เมื่อจะเกิด ย่อมอาศัยตัณหาเกิดขึ้น"
               ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                         ๖. ตณฺหาย ชายตี โสโก    ตณฺหาย ชายตี ภยํ
                         ตณฺหาย วิปฺปมุตฺตสฺส    นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ.
                         ความโศกย่อมเกิดเพราะตัณหา, ภัยย่อมเกิดเพราะตัณหา;
                         ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากตัณหา,
                         ภัยจักมีแต่ไหน.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหาย ได้แก่ ตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖.
               อธิบายว่า ความโศกเป็นต้น ย่อมอาศัยตัณหานั่นเกิดขึ้น.
               ในกาลจบเทศนา พราหมณ์ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ดังนี้แล.

               เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง จบ.               
               ------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปิยวรรคที่ ๑๖
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 25อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 26อ่านอรรถกถา 25 / 27อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=830&Z=861
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๐  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com