ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต
จตุตถวรรค อสุภสูตร

               อรรถกถาอสุภสูตร               
               ในอสุภสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า อสุภานุปสฺสี ความว่า เธอทั้งหลายเมื่อพิจารณาเห็นว่าไม่งาม ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นความไม่งาม คืออาการที่ไม่งามในกายด้วยสามารถแห่งอาการ ๓๒ และด้วยสามารถแห่งการน้อมนำเข้าไปหานิมิตที่ตนถือเอาแล้วในศพที่ขึ้นพองแล้วเป็นต้นอยู่.
               บทว่า อานาปานสฺสติ ได้แก่ สติในลมหายใจ คือสติที่ปรารภลมหายใจนั้นเป็นไป. อธิบายว่า สติที่กำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก.
               สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า ลมหายใจเข้าชื่อว่าอานะ ไม่ใช่ลมหายใจออก ลมหายใจออกชื่อว่าปานะ ไม่ใช่ลมหายใจเข้า.
____________________________
๑- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓๘๖

               บทว่า โว แปลว่า เพื่อเธอทั้งหลาย ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์เอาอารมณ์ภายใน. บทว่า ปริมุขํ ได้แก่ เฉพาะหน้า. บทว่า สุปติฏฺฐิตา ความว่า สติที่ตั้งมั่นไว้แล้วด้วยดี. ท่านอธิบายไว้ว่า ก็อานาปานสติจงเป็นอันเธอทั้งหลายเข้าไปตั้งไว้แล้วด้วยดี เฉพาะหน้ากรรมฐานดังนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริมุขํ ความว่า มีการนำออกไปตามที่กำหนดไว้แล้ว.
               สมจริงดังที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า๒-
               บทว่า ปริ มีความหมายว่ากำหนด.
               บทว่า มุขํ มีความหมายว่านำออก.
               บทว่า สติ มีความหมายว่าเข้าไปตั้งไว้.
____________________________
๒- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓๘๘

               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า จงตั้งสติไว้เฉพาะหน้าดังนี้. ด้วยบทว่า ปริมุขํ สตึ นี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงการเจริญกรรมฐาน คืออานาปานสติ ๑๖ ประเภทในสติปัฏฐาน ๔.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานที่เป็นสัปปายะแก่ผู้มีราคจริต และวิตกจริต ด้วยสามารถแห่งการพิจารณากายเนืองๆ ด้วยการทำไว้ในใจว่าปฏิกูล โดยสังเขปเท่านั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเฉพาะวิปัสสนากัมมัฏฐานล้วนๆ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสี วิหรถ ดังนี้.
               ในวิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงทราบหมวดทั้ง ๔ นี้ คือ อนิจจัง ๑ อนิจจลักษณะ ๑ อนิจจานุปัสสนา ๑ อนิจจานุปัสสี ๑.
               ขันธบัญจก ชื่อว่าอนิจจัง เพราะมีแล้วกลับไม่มี เพราะประกอบด้วยความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป เพราะเป็นไปชั่วคราว และเพราะแย้งต่อนิจจะ (ความเที่ยง). อาการที่มีแล้ว กลับไม่มีอันใดของขันธบัญจกนั้น อันนั้นชื่อว่าอนิจจลักษณะ. วิปัสสนาที่ปรารภอนิจจลักษณะนั้นเป็นไป ชื่อว่าอนิจจานุปัสสนา พระโยคาวจรผู้เห็นแจ้งอนิจจลักษณะนั้นว่าไม่เที่ยง ชื่อว่าอนิจจานุปัสสี.
               ก็ในสติปัฏฐานนี้ควรจะกล่าวอสุภกถา ๑๑ อย่างให้ถึงปฐมฌาน อานาปานกถาที่มีวัตถุ ๑๖ ให้ถึงจตุตถฌาน และวิปัสสนากถาโดยพิสดาร. แต่อสุภกถาเป็นต้นนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในปกรณ์พิเศษ ชื่อว่าวิสุทธิมรรค โดยครบถ้วนทุกอาการ เพราะฉะนั้น พึงทราบโดยนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเถิด.
               บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงผลพิเศษที่จะพึงให้สำเร็จด้วยอสุภานุปัสสนาเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า อสุภานุปสฺสีนํ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาย ธาตุยา ความว่า ในความเป็นของงาม. อธิบายว่า ในสุภนิมิต.
               บทว่า ราคานุสโย ได้แก่ กามราคานุสัยนั้นที่ควรแก่การเกิดขึ้นในเพราะสุภารมณ์. กามราคานุสัยนั้น พระโยคาวจรละได้ด้วยอนาคามิมรรค ที่ตนถือเอาอสุภนิมิต ของผู้พิจารณาเห็นอสุภะในอาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น หรือในซากศพที่ขึ้นพองเป็นต้น แล้วยังปฐมฌานให้เกิดขึ้นในเพราะอสุภนิมิตนั้น ทำปฐมฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วจึงบรรลุ. อธิบายว่า ตัดขาดโดยประการทั้งปวง.
               สมดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่า ควรเจริญอสุภะเพื่อละกามราคะ ดังนี้.
               บทว่า พาหิรา ความว่า อกุศลธรรมที่ชื่อว่าข้างนอก คือที่ชื่อว่าเป็นภายนอก เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ในภายนอก และไม่นำประโยชน์มาให้.
               บทว่า วิตกฺกาสยา ได้แก่ มิจฉาวิตกมีความดำริในกามเป็นต้น.
               ก็มิจฉาวิตกเหล่านั้นที่ยังละไม่ได้ จะคล้อยตามอาสยะ (กิเลสที่นอนเนื่อง) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วิตกฺกาสยา เพราะเมื่อมีความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยก็จะเกิดขึ้นได้.
               ก็ในวิตกทั้ง ๓ นี้ กามวิตก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่ากามราคะนั่นเอง. เพราะฉะนั้น วิตกที่เหลือจากกามวิตกนั่นแหละ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว.
               บทว่า วิฆาตปกฺขิกา ความว่า เป็นส่วนแห่งความทุกข์ คือกระทำการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ด้วยอำนาจแห่งความอยาก.
               บทว่า เต น โหนฺติ ความว่า ละกามวิตกเหล่านั้นได้.
               มหาวิตก ๙ อย่าง พร้อมด้วยกามวิตก ๘ คือ พยาบาทวิตก (วิตกถึงพยาบาท) วิหิงสาวิตก (วิตกถึงการเบียดเบียน) ญาติวิตก (วิตกถึงหมู่ญาติ) ชนบทวิตก (วิตกถึงชนบท) อมราวิตก (วิตกถึงเทวดา) วิตกที่ประกอบด้วยความไม่ดูหมิ่น วิตกที่ประกอบด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญ วิตกที่ประกอบด้วยความเอ็นดูในผู้อื่น ที่ข่มได้ในเบื้องต้นด้วยสมาธิที่เกิดเพราะอานาปานสติ จะละได้โดยไม่มีเหลือตามสมควรด้วยอริยมรรคที่ทำวิปัสสนานั้นให้เป็นเบื้องบาท แล้วจึงบรรลุ.
               สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พึงเจริญอานาปานสติเพื่อเข้าไปตัดเสียซึ่งวิตก ดังนี้.๓-
____________________________
๓- องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๐๕   ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๘๙

               บทว่า ยา อวิชฺชา สา ปหียติ ความว่า อวิชชาใดที่ปกปิดสภาพแห่งความจริง ทำความฉิบหายให้ทุกอย่าง เป็นมูลฐานแห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น อวิชชานั้น ผู้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงอยู่จะตัดขาดได้.
               ได้ยินว่า บทว่า ยา อวิชฺชา สา ปหียติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งพระขีณาสพผู้เป็นสุกขวิปัสสกผู้อยู่จบพรหมจรรย์ โดยอาการแห่งอนิจจลักษณะ
               ข้อนั้นมีความสังเขปดังต่อไปนี้.
               เมื่อพระโยคาวจรทั้งหลายเริ่มตั้งสัมมัสสนญาณ เห็นแจ้งสังขารทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิ ๓ โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น วิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินี ที่เป็นไปอยู่ว่าไม่เที่ยงดังนี้ สืบต่อได้ด้วยมรรคในเวลาใด ในเวลานั้น อรหัตมรรคก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ เมื่อท่านเหล่านั้นพิจารณาอนิจจลักษณะเนืองๆ อยู่ ก็จะละอวิชชาได้โดยไม่เหลือ อรหัตมรรควิชชาจะเกิดขึ้น.
               คำว่า อนิจฺจานุปสฺสีนํ วิหรตํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยอนิจจลักษณะ เป็นธรรมปรากฏแก่พระโยคาวจรเหล่านั้น. หรือโดยเป็นอุบายในการถือเอาลักษณะทั้งสองนอกนี้ แต่ไม่ได้ตรัสไว้โดยที่พระโยคาวจรจะพึงพิจารณาลักษณะอย่างเดียวเท่านั้นเนืองๆ.
               สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตาดังนี้ ทั้งยังตรัสคำอื่นไว้ว่า ดูก่อนเมฆิยะ ก็อนัตตสัญญาของผู้มีอนิจจสัญญาจะตั้งมั่น ผู้มีอนัตตสัญญาจะถึงการถอนอัสมิมานะขึ้นได้ดังนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
               บทว่า อานาปาเน ปฏิสฺสโต ความว่า มีสติเฉพาะๆ ในอานาปานนิมิต. อธิบายว่า เข้าไปตั้งสติไว้มั่น.
               บทว่า ปสฺสํ ความว่า เห็นอยู่ซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารด้วยญาณจักษุอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ.
               บทว่า อาตาปี สพฺพทา ความว่า มีความเพียรอยู่เนืองๆ ในธรรมมีอสุภานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นว่าไม่งาม) เป็นต้น โดยไม่หยุดชะงักในระหว่าง คือประกอบแล้วประกอบเล่า (ทำสม่ำเสมอ).
               บทว่า ยโต ได้แก่ พยายามอยู่.
               อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ เป็นผู้แน่นอนในธรรมนั้น คือในพระนิพพานอันเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวงด้วยสัมมัตตนิยาม หลุดพ้นด้วยการหลุดพ้น ด้วยอำนาจอรหัตผล.
               คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวแล้วทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาอสุภสูตรที่ ๖               
               ---------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อสุภสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 263อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 264อ่านอรรถกถา 25 / 265อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=6154&Z=6169
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :