ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โกธวรรคที่ ๑๗

หน้าต่างที่   ๗ / ๘.

               ๗. เรื่องอตุลอุบาสก [๑๘๐]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก ชื่ออตุละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โปราณเมตํ" เป็นต้น.

               อตุละโกรธพระเรวตะเพราะท่านไม่พูดด้วย               
               ความพิสดารว่า อตุละนั้นเป็นอุบาสกชาวกรุงสาวัตถี มีอุบาสกเป็นบริวาร ๕๐๐ คน วันหนึ่ง พาพวกอุบาสกเหล่านั้นไปวิหาร เพื่อต้องการฟังธรรม ใคร่จะฟังธรรมในสำนักพระเรวตเถระ ไหว้พระเรวตเถระแล้วนั่ง.
               ก็ท่านผู้มีอายุนั้น เป็นผู้ยินดีในการหลีกเร้น เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนราชสีห์ ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวอะไรกับอุบาสกนั้น เขาโกรธว่า "พระเถระนี้ไม่กล่าวอะไร" จึงลุกขึ้น ไปยังสำนักพระสารีบุตรเถระ ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง
               เมื่อพระเถระกล่าวว่า "พวกท่านมาด้วยต้องการอะไร?" จึงกล่าวว่า "ท่านขอรับ ผมพาอุบาสกเหล่านี้เข้าไปหาพระเรวตเถระ เพื่อต้องการฟังธรรม พระเถระไม่กล่าวอะไรแก่ผมนั้นเลย ผมนั้นโกรธท่าน จึงมาที่นี้ ขอท่านจงแสดงธรรมแก่ผมเถิด."
               ลำดับนั้น พระเถระกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงนั่งเถิด อุบาสกทั้งหลาย" แล้วแสดงอภิธรรมกถาอย่างมากมาย.

               อตุละโกรธคนผู้พูดมาก               
               อุบาสกโกรธว่า "ชื่อว่าอภิธรรมกถา ละเอียดยิ่งนัก สุขุมยิ่งนัก, พระเถระแสดงอภิธรรมอย่างเดียวมากมาย, พวกเราต้องการอะไรด้วยพระอภิธรรมนี้" ดังนี้แล้ว ได้พาบริษัทไปยังสำนักพระอานนทเถระ;
               แม้เมื่อพระเถระกล่าวว่า "ทำไม? อุบาสก" จึงกล่าวว่า "ท่านขอรับ พวกผมเข้าไปหาพระเรวตเถระ เพื่อต้องการฟังธรรม ไม่ได้แม้แต่การสนทนาและปราศรัยในสำนักของท่าน เลยโกรธ แล้วจึงมายังสำนักของพระสารีบุตรเถระ แม้พระเถระนั้น ก็แสดงอภิธรรมอย่างเดียวละเอียดนัก มากมายแก่พวกผม พวกผมโกรธแม้ต่อพระเถระนั่นว่า ‘พวกเราต้องการอะไรด้วยอภิธรรมนี้’ แล้วจึงมาที่นี้ ขอท่านจงแสดงธรรมกถาแก่พวกผมเถิด ขอรับ."
               พระเถระ. ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านจงนั่งฟังเถิด.
               พระเถระแสดงธรรมแก่พวกเขาแต่น้อยๆ ทำให้เข้าใจง่าย.

               อตุละโกรธคนผู้พูดน้อย               
               พวกเขาโกรธแม้ต่อพระเถระแล้ว ก็ไปยังสำนักพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพวกเขาว่า "อุบาสกทั้งหลาย พวกท่านมาทำไมกัน."
               พวกอุบาสก. เพื่อต้องการฟังธรรม พระเจ้าข้า.
               พระศาสดา ก็พวกท่านฟังธรรมแล้วหรือ?
               พวกอุบาสก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เบื้องต้น พวกข้าพระองค์เข้าไปหาพระเรวตเถระ ท่านไม่กล่าวอะไรกับพวกข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์โกรธท่านแล้ว จึงไปหาพระสารีบุตรเถระ, พระเถระนั้นแสดงอภิธรรมแก่พวกข้าพระองค์มากมาย พวกข้าพระองค์กำหนดอภิธรรมนั้นไม่ได้ จึงโกรธ แล้วเข้าไปหาพระอานนทเถระ พระเถระนั้นแสดงธรรมแก่พวกข้าพระองค์น้อยนัก พวกข้าพระองค์โกรธแม้ต่อท่าน แล้วมาในที่นี้.

               การนินทาสรรเสริญเป็นของเก่า               
               พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว จึงตรัสว่า
               "อตุละ ข้อนั้น เขาเคยประพฤติกันมาตั้งแต่โบราณทีเดียว,
               ชนทั้งหลายติเตียนทั้งคนนิ่ง ทั้งคนพูดมาก ทั้งคนพูดน้อยทีเดียว ด้วยว่าผู้อันเขาพึงติเตียนอย่างเดียวเท่านั้น หรือว่าผู้อันเขาพึงสรรเสริญอย่างเดียวไม่มีเลย;
               แม้พระราชาทั้งหลาย คนบางพวกก็นินทา บางพวกก็สรรเสริญ,
               แผ่นดินใหญ่ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ดี ธาตุมีอากาศเป็นต้นก็ดี, คนบางพวกนินทา บางพวกสรรเสริญ,
               แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประทับนั่งแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ๔ บางพวกนินทา บางพวกสรรเสริญ;
               ก็การนินทาและสรรเสริญของพวกอันธพาลไม่เป็นประมาณ
                         แต่ผู้ที่ถูกบัณฑิตผู้มีปัญญาติเตียน จึงชื่อว่าเป็นอันติเตียน
                         ผู้อันบัณฑิตสรรเสริญแล้ว ชื่อว่าเป็นอันสรรเสริญ"
               ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
               ๗. โปราณเมตํ อตุล     เนตํ อชฺชตนามิว
               นินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสีนํ    นินฺทนฺติ พหุภาณินํ
               มิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ    นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต
               น จาหุ น จ ภวิสฺสติ    น เจตรหิ วิชฺชติ
               เอกนฺตํ นินฺทิโต โปโส    เอกนฺตํ วา ปสํสิโต
               ยญฺเจ วิญฺญู ปสํสนฺติ    อนุวิจฺจ สุเว สุเว
               อจฺฉิทฺทวุตฺตึ เมธาวึ    ปญฺญาสีลสมาหิตํ
               เนกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว    โก ตํ นินฺทิตุมรหติ
               เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ    พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโต.
                          อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่น เป็นของเก่า,
               นั่นไม่ใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้, ชนทั้งหลายย่อมนินทา
               ผู้นั่งนิ่งบ้าง, ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง, ย่อมนินทาผู้พูด
               พอประมาณบ้าง๑-, ผู้ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก คนผู้ถูก
               นินทาโดยส่วนเดียว หรือว่าอันเขาสรรเสริญโดยส่วน
               เดียวไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้, หากว่า
               วิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุกๆ วัน สรรเสริญผู้ใด ซึ่งมี
               ความประพฤติไม่ขาดสาย มีปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญา
               และศีล, ใครเล่าย่อมควร เพื่อติเตียนผู้นั้นผู้เป็นดังแท่ง
               ทองชมพูนุท๒- แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็สรรเสริญ
               เขา ถึงพรหมก็สรรเสริญแล้ว.

____________________________
๑- ตามพยัญชนะว่า ผู้พูดพอนับได้.
๒- ทองพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งได้มาจากแม่น้ำชมพู.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปราณเมตํ คือการนินทาและสรรเสริญนั่นเอง เป็นของเก่า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกอุบาสกนั้นว่า "อตุละ."
               บาทพระคาถาว่า เนตํ อชฺชตนามิว ความว่า การนินทาหรือสรรเสริญนี้ เป็นเหมือนมีในวันนี้ คือเกิดขึ้นเมื่อตะกี้ หามิได้.
               อธิบายว่า
               จริงอยู่ คนทั้งหลายย่อมนินทาคนนิ่งว่า "ทำไม? คนนี่จึงนั่งนิ่ง เหมือนคนใบ้ เหมือนคนหนวก เหมือนไม่รู้อะไรๆ เสียเลย" ดังนี้บ้าง, ย่อมนินทาคนพูดมากว่า "ทำไม? คนนี่จึงประพฤติเสียงกฏะกฏะ เหมือนกับใบตาลถูกลมพัด, คำพูดของผู้นี้ไม่มีที่สิ้นสุดเลย" ดังนี้บ้าง, ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณว่า "ทำไม? คนนี่จึงสำคัญคำพูดของตนเหมือนทองคำและเงิน พูดคำสองคำแล้วนิ่งเสีย" ดังนี้บ้าง;
               คนชื่อว่าไม่ถูกนินทา ย่อมไม่มีในโลกนี้ แม้โดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนั้น.
               บทว่า น จาหุ เป็นต้น ได้แก่ ไม่ได้มีแล้วแม้ในอดีต ทั้งจักไม่มีในอนาคต.
               สองบทว่า ยญฺเจ วิญฺญู ความว่า การนินทาหรือสรรเสริญของพวกชนพาล ไม่เป็นประมาณ, แต่บัณฑิตทั้งหลายใคร่ครวญแล้ว คือทราบเหตุแห่งนินทาหรือเหตุแห่งสรรเสริญแล้วทุกๆ วัน ย่อมสรรเสริญบุคคลใด
               ผู้ชื่อว่ามีความประพฤติไม่ขาดสาย เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยสิกขาอันไม่ขาดสาย หรือด้วยความเป็นไปแห่งชีวิตไม่ขาดสาย
               ผู้ชื่อว่ามีปัญญา เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเรืองในธรรม
               ชื่อว่าผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ และด้วยปาริสุทธิศีล ๔, ใครเล่า ย่อมควรเพื่อนินทาบุคคลนั้น ผู้เป็นดุจดังแท่งทองชมพูนุท อันเว้นจากโทษแห่งทองคำอันควรเพื่อจะบุและขัด.
               บทว่า เทวาปิ เป็นต้น ได้แก่ เทพดาก็ดี มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี ย่อมลุกขึ้นชมเชย สรรเสริญ ซึ่งภิกษุนั้น.
               บทว่า พฺรหฺมุนาปิ ความว่า ไม่ใช่เทพดาและมนุษย์อย่างเดียว (ย่อมสรรเสริญ), ถึงมหาพรหมในหมื่นจักรวาล ก็สรรเสริญบุคคลนั่นเหมือนกัน.
               ในกาลจบเทศนา อุบาสกเหล่านั้นทั้ง ๕๐๐ ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ดังนี้แล.

               เรื่องอตุลอุบาสก จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โกธวรรคที่ ๑๗
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 26อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 27อ่านอรรถกถา 25 / 28อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=862&Z=894
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๐  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :