ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต
ปัญจมวรรค ปสาทสูตร

               ติกนิบาตวรรณนา               
               วรรควรรณนาที่ ๕               
               อรรถกถาปสาทสูตร               
               ในปสาทสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               อคฺค ศัพท์นี้ ในคำว่า อคฺคปฺปสาทา นี้ปรากฏ (ในความหมายว่า) เบื้องต้น ที่สุด ส่วน และประเสริฐที่สุด.
               จริงอย่างนั้น อคฺค ศัพท์ นี้ปรากฏในความหมายเบื้องต้น เช่น (ในประโยค) ว่า สหายผู้เฝ้าประตูเอ๋ย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะปิดประตูสำหรับนิครนถ์ และนิครันถีทั้งหลาย.๑- ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (เรา) ถึง (พระรัตนตรัย) เป็นที่ระลึกตลอดชีวิต.๒-
               ปรากฏในความหมายที่สุด เช่นในประโยคมีอาทิว่า เอาปลายนิ้วนั้นนั่นแหละ ลูบปลายนิ้วนั้น๓- (และ) ปลายอ้อยและปลายไม้ไผ่.
               ปรากฏในส่วน เช่นในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนแห่งขาทนียโภชนียะที่มีรสเปรี้ยวก็ตาม ส่วนแห่งขาทนียโภชนียะที่มีรสหวานก็ตาม ส่วนแห่งขาทนียโภชนียะที่มีรสขมก็ตาม.๔- เราตถาคตอนุญาตให้แจกแบ่งกันตามส่วนแห่งวิหารหรือตามส่วนแห่งบริเวณ.๕-
               และปรากฏในความหมายว่าประเสริฐที่สุด เช่นในประโยคมีอาทิว่า ท่านผู้นี้ เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ล้ำเลิศ กว่าบุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้.๖- เราเป็นผู้ประเสริฐของชาวโลก.๗-
____________________________
๑- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๗๕
๒- ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๓๙   วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๔
๓- อภิ. ก. เล่ม ๓๗/ข้อ ๑๐๗๓
๔- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๗๐๔
๕- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๒๗๙
๖- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๙๕
๗- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๖   ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๗๗

               แม้ในพระสูตรนี้ อคฺค ศัพท์นี้ พึงทราบว่า ปรากฏในความหมายประเสริฐที่สุดเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ความเลื่อมใสในสิ่งที่ล้ำเลิศทั้งหลาย คือสิ่งที่ประเสริฐสุด จึงชื่อว่าเป็นสิ่งที่ล้ำเลิศ หรือความเลื่อมใสที่เป็นสิ่งประเสริฐสุด จึงชื่อว่าเป็นความเลื่อมใสที่ล้ำเลิศ.
               อนึ่ง ในความหมายอย่างก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นไว้ด้วยอัคคศัพท์
               ในสัตวโลกเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐก่อน โดยความหมายว่าไม่มีผู้เปรียบ โดยความหมายว่าเป็นผู้วิเศษด้วยคุณความดี และโดยความหมายว่าไม่มีผู้เสมอเหมือน.
               จริงอยู่ พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศโดยความหมายว่าไม่มีผู้เปรียบ เพราะทรงทำอภินิหารมามาก และการสั่งสมบารมี ๑๐ ประการมาเป็นเบื้องต้น จึงไม่เป็นเช่นกับคนทั้งหลายที่เหลือ เพราะพระคุณคือพระโพธิสมภารเหล่านั้น และเพราะพุทธคุณทั้งหลาย. ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ เพราะเป็นผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ แม้โดยความหมายว่า เป็นผู้วิเศษด้วยคุณความดี เพราะพระองค์มีพระคุณมีพระมหากรุณาคุณเป็นต้น ที่วิเศษกว่าคุณทั้งหลายของสรรพสัตว์ที่เหลือ. ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ แม้โดยความหมายว่าไม่มีผู้เสมอเหมือน เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้เอง เป็นผู้เสมอโดยพระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ผู้ไม่เสมอเหมือนกับสรรพสัตว์.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่าเป็นผู้เลิศในโลก เพราะมีปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก เพราะความเป็นอัจฉริยะ เพราะนำมาซึ่งหิตสุขแก่คนหมู่มาก และเพราะความเป็นผู้ไม่เป็นที่สอง (ของใคร) และไม่มีใครเป็นสหาย (ร่วมคิด) เป็นต้น เช่นที่ตรัสไว้ในปาฐะ (พระบาลี) ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลผู้เป็นเอก หาได้ยากในโลก.
               บุคคลผู้เป็นเอกคือใคร? คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
               ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอก เมื่ออุบัติขึ้น จะอุบัติขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์.
               ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอก เมื่ออุบัติขึ้นในโลก จะอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก ฯลฯ บุคคลผู้เป็นเอกนั้น คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
               ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก จะเกิดขึ้นไม่เป็นที่ ๒ (ของใคร) ไม่มีใครเป็นสหาย (ร่วมคิด) ไม่มีผู้เทียบ ไม่มีผู้เทียม ไม่มีบุคคลเทียมทัน ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เสมอเหมือน เป็นผู้ล้ำเลิศกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย.
               บุคคลผู้เป็นเอก (นั้น) คือใคร? คือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.๘-
____________________________
๘- องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๓๙

               แม้พระธรรมและพระสงฆ์ ก็ชื่อว่าล้ำเลิศกว่าพระธรรมและพระสงฆ์เหล่าอื่น (ของลัทธิอื่น) โดยความหมายว่าไม่มีสิ่งเหมือนและผู้ละม้าย และโดยเป็นของมีปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก เพราะเป็นผู้มีคุณความดีพิเศษเป็นต้น.
               จริงอย่างนั้น พระธรรมและพระสงฆ์เหล่าอื่น จะละม้ายหรือมีความเลวน้อยกว่าคุณวิเศษมีความที่พระธรรมเป็นสวากขาตธรรม และความที่พระสงฆ์นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นต้น หามีไม่ คือจะเป็นผู้ประเสริฐสุดมาแต่ไหน ก็แหละพระธรรมและพระสงฆ์ (ในพระศาสนานี้) ชื่อว่าประเสริฐที่สุด กว่าพระธรรมและพระสงฆ์อื่นเหล่านั้น เพราะเป็นธรรมและเป็นหมู่ที่มีคุณวิเศษในตัวเองนั่นแหละ.
               อนึ่ง พระธรรมและพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นเหตุนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้ชนหมู่มาก เพราะเป็นความเกิดขึ้นที่หาได้ยากและเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ และมีสภาพไม่เป็นที่ ๒ ของใคร และไม่มีใครเป็นสหาย (ร่วมคิด) เป็นต้น.
               แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีความปรากฏที่หาได้ยาก เพราะธรรมที่ล้ำเลิศอันใด แม้พระธรรมและพระสงฆ์ก็เป็นผู้มีความปรากฏที่หาได้ยาก เพราะธรรมที่ล้ำเลิศอันนั้น.
               แม้ในความเป็นอัจฉริยะเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
               ความเลื่อมใสในสิ่งที่ล้ำเลิศ คือสิ่งที่ประเสริฐ สูงสุด ที่บวร ได้แก่สิ่งที่วิเศษด้วยคุณอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อัคคัปปสาทา (ความเลื่อมใสในสิ่งที่ล้ำเลิศ) แต่ความเลื่อมใสที่เป็นของล้ำเลิศ เพราะเกิดขึ้นในพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้ล้ำเลิศตามที่กล่าวมาแล้ว ในความหมายที่ ๒ ชื่อว่าเป็นความเลื่อมใสอันล้ำเลิศ ส่วนชนเหล่าใด ดำเนินมาแล้ว ตามทางของพระอริยเจ้า มีความเลื่อมใสหยั่งลงแล้ว ความเลื่อมใสเหล่านั้น เป็นความเลื่อมใสล้ำเลิศโดยส่วนเดียวนั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อัคคัปปสาทา
               ดังที่ตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในพระศาสนานี้เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยความเลื่อมใสที่หยั่งลงแล้วในพระพุทธเจ้าดังนี้เป็นต้น.
               อนึ่ง ความเลื่อมใสเหล่านี้ ชื่อว่า เป็นความเลื่อมใสล้ำเลิศ เพราะมีผลล้ำเลิศบ้าง.
               สมจริงดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ก็เมื่อบุคคลเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศแล้ว ผลเลิศก็จะมี.
               บทว่า ยาวตา ความว่า มีประมาณเท่าใด.
               บทว่า สตฺตา ได้แก่ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย.
               บทว่า อปาทา ได้แก่ หาเท้ามิได้.
               บทว่า ทฺวิปาทา ได้แก่ มีเท้า ๒ เท้า.
               แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือน วา ศัพท์เป็นสมุจจยัตถะ ไม่ใช่เป็นวิกัปปัตถะ (มีความหมายรวม ไม่ใช่แยกแปลและไม่ใช่แปลว่าหรือ)
               เหมือนในคำนี้ว่า กามาสวะที่ยังไม่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นบ้าง กามาสวะที่เกิดขึ้นแล้วจะเจริญขึ้นบ้าง.๙- มีความหมายว่า ยังไม่เกิดขึ้นและเกิดขึ้นแล้ว.
____________________________
๙- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๒

               และในคำนี้ว่า เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลายที่เป็นภูตบ้าง เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายที่เป็นสัมภเวสีบ้าง.๑๐- มีความหมายว่า ทั้งภูตและสัมภเวสี.
____________________________
๑๐- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๔๖   สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๑

               และในคำว่า จากไฟบ้าง จากน้ำบ้าง จากความแตกแยกมิตรสัมพันธ์กันบ้าง.๑๑- มีความหมายว่า ทั้งจากไฟ ทั้งจากน้ำ และจากความแตกจากมิตรสัมพันธ์กันฉันใด แม้ในคำว่า อปาทา วา ฯเปฯ อคฺคมกฺขายติ (ไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ กล่าวว่าเลิศ) นี้ก็ฉันนั้น.
____________________________
๑๑- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๘๒   องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๓

               พึงทราบความหมายด้วยอำนาจการรวมกันว่า ทั้งไม่มีเท้า ทั้งมี ๒ เท้า ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ว่า วา ศัพท์เป็นสมุจจยัตถะ ไม่ใช่เป็นวิกัปปัตถะ.
               บทว่า รูปิโน วา ได้แก่ มีรูป.
               บทว่า อรูปิโน วา ได้แก่ ไม่มีรูป.
               บทว่า สญฺญิโน วา ได้แก่ มีสัญญา ชื่อว่าไม่มีสัญญา เพราะหาสัญญามิได้ สัตว์ทั้งหลายที่นับเนื่องในภวัคพรหม ชื่อว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชาทรงแสดงเท้าความถึงภพทั้ง ๙ โดยไม่มีเหลือ คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑ เอกโวการภพ ๑ จตุโวการภพ ๑ ปัญจโวการภพ ๑ สัญญีภพ ๑ อสัญญีภพ ๑ เนวสัญญีนาสัญญีภพ ๑.
               อธิบายว่า บรรดาภพทั้ง ๙ นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงกามภพ รูปภพ ปัญจโวการภพ เอกโวการภพไว้ด้วย รูปศัพท์. ทรงแสดงอรูปภพ จตุโวการภพ ไว้ด้วย อรูปศัพท์. ส่วนสัญญีภพเป็นต้นทรงแสดงไว้โดยสรุปนั่นเอง. ด้วยอปาทศัพท์เป็นต้น ทรงแสดงเอกเทศ (ส่วนหนึ่ง) ของกามภพปัญจโวการภพและสัญญีภพ.
               ถามว่า ก็เหตุไฉน ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไปทรงทำการหมายเอาสัตว์ไม่มีเท้าเป็นต้น โดยไปทรงหมายเอาสัตว์ ๒ เท้าเท่านั้นว่าเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย เหมือนในอทุติยสูตร (สูตรที่ว่าด้วยบุคคลเอกที่ไม่เป็นที่ ๒ ของใคร) แต่ทรงหมายเอาสัตว์ไม่มีเท้าเป็นต้น?
               ข้าพเจ้าจะกล่าวตอบในอทุติยสูตร (สูตรว่าด้วยบุคคลอย่างเอกที่ไม่เป็นที่ ๒ ของใคร)๑๒- ก่อน พระองค์ทรงหมายเอาสัตว์ ๒ เท้าเท่านั้น ด้วยอำนาจที่เป็นผู้ประเสริฐกว่า. บุคคลผู้ชื่อว่าประเสริฐที่สุด เมื่อจะอุบัติขึ้นในโลกนี้ จะไม่อุบัติขึ้นในจำพวกสัตว์ผู้ไม่มีเท้า หรือมี ๔ เท้า หรือมีมากเท้า แต่จะอุบัติขึ้นในจำพวกสัตว์ผู้มี ๒ เท้าเท่านั้น.
____________________________
๑๒- องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๓

               ในสัตว์มี ๒ เท้าจำพวกไหน?
               ในจำพวกมนุษย์และเทวดาทั้งหลายเท่านั้น เมื่ออุบัติขึ้นในจำพวกมนุษย์ จะอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงสามารถให้สัตวโลกทั้งมวลเป็นไปในอำนาจ (ของพระองค์) แต่ในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย ท่านกล่าวไว้ว่า ทรงสามารถให้สัตวโลกสามพันโลกธาตุเป็นไปในอำนาจ. เมื่ออุบัติขึ้นในจำพวกเทพจะอุบัติเป็นท้าวมหาพรหม ผู้ให้สัตว์หมื่นโลกธาตุเป็นไปในอำนาจ ชนผู้เป็นกัปปิยการก หรืออารามิกชน ย่อมถึงพร้อมแก่พระพุทธเจ้านั้น ด้วยประการดังนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ในอทุติยสูตรนั้นว่า เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายโดยประเสริฐแม้กว่ามนุษย์และเทวดานั้นนั่นเอง. แต่ในพระสูตรนี้ตรัสไว้อย่างนี้ โดยครอบคลุมไปถึงสัตว์ไม่มีเหลือว่า ก็สัตว์ทั้งที่เนื่องด้วยอัตภาพมีประมาณเท่าใด หาเท้ามิได้ก็ตาม ฯลฯ มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ก็ตาม บรรดาสัตว์เหล่านั้น พระตถาคตเจ้า บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้เลิศ.
               ก็คำว่า เตสํ นี้ เป็นฉัฏฐีวีภัตติใช้ในอรรถนิทธารณะ (สิ่งที่รวมกันอยู่ซึ่งจะต้องแยกออก). อักษร ทำการเชื่อมบท แยกบทออกเป็น อคฺโค อกฺขายติ ดังนี้.
               บทว่า อคฺโค วิปาโก โหติ ความว่า ความเลื่อมใสใดของผู้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศ ความเลื่อมใสนั้นเป็นสิ่งล้ำเลิศ เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นสิ่งสูงสุดหรือเป็นสิ่งสุดยอด เพราะฉะนั้น แม้ผลของความเลื่อมใสนั้น ก็เป็นสิ่งล้ำเลิศ เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นสิ่งสูงสุด เป็นสิ่งสุดยอด เป็นสิ่งโอฬารที่สุด เป็นสิ่งประณีตที่สุด แต่ความเลื่อมใสนั้น ยังมี ๒ อย่าง โดยแยกเป็นโลกิยะและโลกุตระ ใน ๒ อย่างนั้น (จะว่าถึงผล) ของความเลื่อมใสที่เป็นโลกิยะก่อน ควรทราบการประกอบผลพิเศษของความเลื่อมใส ด้วยสามารถแห่งสุตตบทมีอาทิอย่างนี้ว่า
                         ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงพระพุทธเจ้าแล้วสิ ว่าเป็นสรณะ
               ชนเหล่านั้นจักไม่ไปอบายภูมิ พวกเขาละร่างมนุษย์ไปแล้ว จัก
               ให้กายทิพย์บริบูรณ์๑๒- เพราะว่าปีติที่มีอยู่ในกายของผู้กำหนด
               ว่า พุทฺโธ เป็นสิ่งประเสริฐกว่า ปีติของชาวชมพูทวีปแม้โดยกสิณ
                         ช้างแสนเชือก ม้าแสนตัว รถเทียมด้วยม้าหนึ่งแสน
               หญิงสาวผู้ตกแต่งด้วยแก้วมณีและแก้วกุณฑลแสนคน ย่อม
               ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการย่างเท้า
               ก้าวเดียว.๑๓-
____________________________
๑๒- ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๓๙
๑๓- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๒๔๖   สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๒๗

               ข้าแต่ท่านจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่ระลึก เป็นการดีแล เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล ท่านจอมเทพ สัตว์ทั้งหลายบางจำพวกในโลกนี้ หลังจากตายแล้วเพราะการแตกสลายไป จะเข้าถึงสุคติคือโลกสวรรค์อย่างนี้ สัตว์เหล่านั้นจะประสบสิ่งเป็นทิพย์อย่างอื่นโดยฐานะ ๑๐ อย่าง คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์๑๔- เพราะฉะนั้น ความเลื่อมใสนั้นพึงทราบว่า อำนวยวิบากเป็นสุขในสัมปัตติภพ พร้อมด้วยการให้อบายทุกข์หมุนกลับ (ห้ามอบายทุกข์ได้) ส่วนความเลื่อมใสที่เป็นโลกุตระ ให้วิบากที่เป็นสามัญผลด้วย ยังวัฏทุกข์ให้หมุนกลับด้วย (ห้ามวัฏทุกข์ไว้). และความเลื่อมใสแม้ทั้งหมดนี้ จะให้วัฏทุกข์หมุนกลับได้ในสัมปรายภพทีเดียว.
____________________________
๑๔- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๓๐

               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า๑๕-
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกระลึกถึงศรัทธาของตน สมัยนั้น จิตของท่านจะไม่ถูกราคะกลุ้มรุม จะไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม จะไม่ถูกโมหะกลุ้มรุมเลย.
               สมัยนั้น จิตของท่านจะดำเนินไปตรงทีเดียว ผู้มีจิตดำเนินไปตรงแล้ว ความปราโมทย์จะเกิดขึ้น ผู้มีปราโมทย์ (บรรเทิง) แล้วปีติจะเกิดขึ้น จะรู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่มีอีกแล้ว สภาวธรรม ชื่อว่าธรรม.
____________________________
๑๕- องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๘๑

               บทว่า สงฺขตา ความว่า ธรรมทั้งหลายที่ปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าปรุงแต่งแล้ว คือธรรมที่มีปัจจัย. (ส่วน) ธรรมทั้งหลายที่ทั้งเหตุทั้งปัจจัยอะไรๆ ไม่ได้ทำ คือไม่ได้ปรุงแต่งแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอสังขตะ คือพระนิพพานที่หาปัจจัยไม่ได้ ธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่าอสังขตะ เพราะขัดแย้งต่อสังขตธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น (คำนี้) จึงเป็นพหูพจน์.
               บทว่า วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า บรรดาสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลายเหล่านั้น อสังขตธรรมกล่าวคือวิราคะ บัณฑิตเรียกว่าเลิศ คือประเสริฐ ได้แก่สูงสุด หมายความว่าล้ำเลิศเพราะเป็นสิ่งละเอียด และสุขุมตามสภาพนั่นเอง เพราะเป็นสิ่งสงบและประณีตกว่า เพราะเป็นสิ่งลึกซึ้งเป็นต้น และเพราะเป็นความสร่างเมาเป็นต้น.
               บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต ความหมายคือ โย อยํ (แปลว่านี้ใด).
               คำว่า มทนิมฺมทโน เป็นต้นทั้งหมดเป็นไวพจน์ของนิพพานเหมือนกัน.
               จริงอย่างนั้น ความเมาทุกอย่าง มีเมาเพราะมานะ เมาในความเป็นบุรุษเป็นต้น จะสร่างไป คือถูกทำลายเพราะมาถึงนิพพานนั้น ความระหายทั้งหมดมีระหายกามเป็นต้น ก็จะถูกนำออกไป ถึงความอาลัยทั้งมวล มีอาลัยในกามเป็นต้น ก็จะถูกถอนขึ้น กรรมวัฏ กิเลสวัฏ และวิปากวัฏทั้งผองก็จะถูกตัดขาด ตัณหาทั้งปวงที่แยกประเภทออกเป็น ๑๐๘ อย่างก็จะสิ้นไป กิเลสก็จะสำรอกออกหมด ทุกข์ย่อมจะดับไปสิ้น เพราะมาถึงนิพพานนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มทนิมฺมทโน (สร่างเมา) ฯลฯ นิโรโธ (ดับทุกข์).
               อนึ่ง ตัณหานี้ใดที่ท่านเรียกว่าวานะ เพราะตั้งวิเคราะห์ว่านำไป คือเย็บภพเข้ากับภพ (และ) กรรมเข้ากับผล ตัณหา คือวานะนั้น ไม่มีในธรรมชาตินี้ หรือเมื่อบรรลุถึงธรรมชาตินั้นแล้ว วานะนั้นไม่มีแก่พระอริยบุคคล เพราะฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า นิพพาน.
               แม้ในคำว่า อคฺโค วิปาโก โหติ นี้ ควรทราบผลพิเศษของความเลื่อมใสในพระธรรม ด้วยสามารถแห่งสุตตบทมีอาทิว่า
                         ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระธรรมว่าเป็นที่ระลึกแล้วสิ ฯลฯ
               เพราะว่าปีติที่มีอยู่ในกายของผู้กำหนดว่า ธมฺโม เป็นสิ่งประเสริฐ
               ทีเดียว
               ข้าแต่ท่านจอมเทพ การถึงพระธรรมเป็นสรณะ เป็นการดีแล.
               ข้าแต่ท่านจอมเทพ เพราะเหตุแห่งการถึงพระธรรมเป็นสรณะแล คนบางจำพวกในโลกนี้ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์.๑๖-
____________________________
๑๖- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๓๐

               เมื่อเป็นเช่นนั้น ในข้อนี้ ความเลิศก็ชื่อว่ามาแล้วด้วยสามารถแห่งอสังขตธรรมเท่านั้น แม้ความสามารถแห่งอริยมรรคก็ได้เนื้อความนี้เหมือนกัน เพื่อแสดงถึงการออกไปแห่งสังขตธรรมทั้งหมด.
               สมจริงตามที่ตรัสไว้ว่า๑๗- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมทั้งหลายมีประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ กว่าสังขตธรรมเหล่านั้นดังนี้ และว่าอัฏฐังคิกมรรค ประเสริฐที่สุดดังนี้.
____________________________
๑๗- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๔

               บทว่า สงฺฆา วา คณา วา ได้แก่ หมู่หรือคณะในโลก กล่าวคือชุมนุมชนมีประมาณเท่าใด.
               บทว่า ตถาคตสาวกสงฺโฆ ได้แก่ สงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้า ผู้รวมกันด้วยความเสมอกันแห่งทิฏฐิและศีล กล่าวคือชุมนุมพระอริยบุคคล ๘ จำพวก.
               บทว่า เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า สงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้า บัณฑิตกล่าวว่าเลิศคือประเสริฐสุด ได้แก่สูงสุด หมายความว่าล้ำเลิศด้วยคุณวิเศษมีศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติเป็นต้นของตน.
               บทว่า ยทิทํ ความว่า เหล่านี้ใด.
               บทว่า จตฺตาริ ปุริสยุคานิ ได้แก่ คู่บุรุษ ๔ คู่โดยเป็นคู่ๆ อย่างนี้ คือท่านผู้ดำรงในมรรคที่ ๑ ท่านผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๑ นี้คู่ ๑ จนถึงท่านผู้ดำรงอยู่ในมรรคที่ ๔ ท่านผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๔ นี้คู่.
               บทว่า อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา ได้แก่ บุรุษบุคคล ๘ จำพวกด้วยอำนาจบุรุษบุคคลตามนัยนี้ คือบุรุษบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมมรรคคน ๑ บุรุษบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมผลคน ๑.
               ก็ในที่นี้ บทเหล่านี้ คือปุริโสก็ตาม ปุคคโลก็ตาม มีความหมายอย่างเดียวกัน. แต่คำนี้พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์.
               บทว่า เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ ความว่า โดยเป็นคู่ คู่บุรุษ ๔ คู่เหล่านี้โดยแยกกัน บุรุษบุคคล ๘ จำพวกนี่แหละ ชื่อว่าสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า อาหุเนยฺโย เป็นต้นต่อไป
               สิ่งของชื่อว่าอาหุนะ เพราะเขาพึงนำมาบูชา.
               อธิบายว่า พึงนำมาจากที่ไกล แล้วถวายแด่ท่านทั้งหลายผู้มีศีล คำนี้เป็นชื่อของปัจจัย ๔ พระสงฆ์ชื่อว่าเป็นผู้ควรรับของที่เขาพึงนำมาบูชานั้น เพราะทำให้เป็นทานมีผลมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอาหุเนยยะ.
               อีกอย่างหนึ่ง แม้สมบัติทั้งมวลที่เขาพึงนำมาแม้แต่ที่ไกลแล้ว บูชาไว้ในไฟคืออาหุนะนี้ หรือไฟคืออาหวนะ ควรแก่สักการะเป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอาหวนียะ ไฟของพราหมณ์ทั้งหลายนี้ใด ชื่อว่าอาหวนียะ ที่เป็นเหตุให้พราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิว่า ยัญที่บูชาแล้วมีผลมาก
               ถ้าหากไฟนั้นชื่อว่าอาหวนียะ เพราะภาวะที่บูชาแล้วมีผลมาก พระสงฆ์นั่นเองก็ชื่อว่าอาหวนียะ เพราะยัญที่บูชาแล้วในพระสงฆ์ก็มีผลมาก.
               ดังที่ตรัสไว้ว่า๑๘-
                                   ก็การบูชาของผู้บูชา ท่านผู้อบรมตนแล้วผู้เดียว
                         แม้เพียงครู่เดียวเท่านั้น ก็ประเสริฐกว่าการบูชาของผู้
                         บำเรอ (บูชา)ไฟในป่าเป็นเวลาร้อยปี การบูชาเป็นเวลา
                         ร้อยปี จะประเสริฐอะไรเล่า?
____________________________
๑๘- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๘

               บทว่า อาหวนีโย นี้นั้น ในนิกายอื่น โดยเนื้อความแล้ว เป็นอันเดียวกันกับบทว่า อาหุเนยฺโย ในพระสูตรนี้ แต่โดยพยัญชนะแล้ว ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำการพรรณนาความไว้อย่างนี้.
               แต่ว่าของที่จะให้แขก (ของรับแขก) ที่จัดไว้ด้วยสักการะเพื่อประโยชน์แก่ญาติและมิตรทั้งหลายผู้เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจที่มาๆ แล้วจากทิศและทิศเฉียง พระองค์ตรัสเรียกว่าปาหุนะ ในคำว่า ปาหุเนยฺโย นี้ ของที่จะให้แขกแม้นั้น เว้นคนเหล่านั้น คือแขกประเภทนั้น แล้วควรถวายแก่พระสงฆ์เท่านั้น.
               อนึ่ง เพราะว่าพระสงฆ์นั่นจะปรากฏ แม้ในระหว่างพุทธันดรหนึ่งและไม่ดาษดื่น แต่ในที่นี้ ความหมายของบทมีดังนี้ พระสงฆ์ประกอบแล้วด้วยธรรมทั้งหลายอันกระทำความเป็นผู้น่ารักน่าพอใจ ดังนั้น ตามที่พรรณนามานี้ พระสงฆ์จึงชื่อว่า ปาหุเนยฺโย เพราะของต้อนรับ ควรจะถวายแก่ท่าน และท่านควรรับของต้อนรับ.
               ส่วนอรรถาธิบายของอาจารย์ทั้งหลาย ที่มีบาลีว่า ปาหวนีโย มีว่า เพราะเหตุที่พระสงฆ์ควรซึ่งการทำก่อน ฉะนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า ปาหวนีโย เพราะคนทั้งหลายควรนำของมาบูชาก่อนผู้อื่น.
               อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ชื่อว่า ปาหวนีโย เพราะควรซึ่งการบูชาโดยประการทั้งปวง. ในพระสูตรนี้ พระสงฆ์นี้นั้น พระองค์ตรัสเรียกว่า ปาหุเนยฺโย โดยอรรถาธิบายนั้นนั่นแหละ.
               บทว่า ทกฺขิณา ความว่า พระสงฆ์ชื่อว่า ทักขิเณยยะ เพราะควรซึ่งทานที่คนทั้งหลายเชื่อปรโลกแล้วถวายซึ่งทักษิณานั้น หรือเป็นผู้เกื้อกูลแก่ทักษิณา เพราะให้ทักษิณาหมดจด โดยทำให้มีผลมาก พระสงฆ์ชื่ออัญชลีกรณียะ เพราะควรซึ่งอัญชลีกรรม (การไหว้) ที่ชาวโลกทั้งหมดทำ โดยวางมือทั้ง ๒ ไว้บนศีรษะ.
               บทว่า อนุตตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ได้แก่ เป็นสถานที่งอกงามแห่งบุญของสัตวโลกทั้งมวล ไม่มีสถานที่อื่นเหมือน อุปมาเสมือนหนึ่งว่า สถานที่ๆ ข้าวสาลีแดง หรือข้าวยวะงอกงาม ชาวโลกเรียกว่า นาข้าวสาลี นาข้าวยวะ ฉันใด พระสงฆ์ก็ฉันนั้น เป็นสถานที่งอกงามแห่งบุญของสัตวโลก พร้อมทั้งเทวโลก เพราะว่า บุญทั้งหลายที่ให้เกิดประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่สัตวโลก อาศัยพระสงฆ์แล้วจึงงอกงามขึ้น เพราะฉะนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า เป็นนาบุญของสัตวโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
               แม้ในที่นี้ก็ควรทราบ การประกอบผลพิเศษของความเลื่อมใสในพระสงฆ์ ด้วยสามารถแห่งสุตตบท มีอาทิอย่างนี้ว่า
                                   ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งแล้วซิ
                         ฯลฯ เพราะว่าปีติที่มีอยู่ในกายของผู้กำหนดอยู่ (ในใจ) ว่า
                         สงฺโฆ เป็นสิ่งประเสริฐทีเดียว
               ข้าแต่ท่านจอมเทพ การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นการดีแล เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะแล ท่านจอมเทพ ฯลฯ คนบางจำพวกในโลกนี้ ฯลฯ โผฏฐัพพทิพย์.๑๙-
               ด้วยพระพุทธพจน์นั้น พึงทราบความที่ความเลื่อมใสนั้นเป็นของล้ำเลิศ และความที่ความเลื่อมใสนั้นมีผลเลิศ.
____________________________
๑๙- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๓๐

               อนึ่ง พึงทราบความที่ความเลื่อมใสมีผลเลิศ ด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จผลอันโอฬาร มีอาทิอย่างนี้ว่า การตัดขาดวัฏทุกข์ เริ่มต้นแต่การเกิดในภพที่ ๗ เป็นต้น เพราะได้เฉพาะซึ่งการเห็นอันยอดเยี่ยม เป็นเหตุแห่งการบรรลุความสุขที่ยอดเยี่ยม.
               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลาย ดังต่อไปนี้.
               บทว่า อคฺคโต ความว่า ผู้เลื่อมใสแล้ว ในพระรัตนตรัยอันล้ำเลิศ โดยความเป็นของเลิศนั่นเอง.
               บทว่า อคฺค ธมฺมํ ความว่า รู้อยู่ คือทราบอยู่ซึ่งสภาวะที่ล้ำเลิศ คือความที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ดีแล้ว ความที่พระธรรมเป็นธรรมดี และความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ได้แก่สภาพที่สูงสุดของพระรัตนตรัยที่ไม่ทั่วไปแก่สิ่งอื่น หรือสภาพของคุณความดี มีทศพลญาณเป็นต้น (ของพระพุทธเจ้า) ความเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว (ของพระธรรม) และความเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วเป็นต้น (แห่งพระสงฆ์).
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระรัตนตรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสอันเลิศ โดยทั่วไปอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงพระรัตนตรัยนั้นโดยไม่ทั่วไปด้วยการทรงจำแนกออกไป จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า อคฺเค พุทฺเธ ดังนี้
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสนฺนานํ ความว่า เลื่อมใสแล้ว คือน้อมใจเชื่อแล้ว ด้วยความเลื่อมใสที่ตั้งมั่นแล้ว และด้วยความเลื่อมใสนอกจากนี้
               บทว่า วิราคูปสเม ความว่า ที่คลายกำหนัดและที่สงบ. อธิบายว่า ที่เป็นเหตุคลายกำหนัดล่วงส่วนแห่งราคะทั้งหมด และที่เป็นเหตุสงบล่วงส่วนแห่งกิเลสทั้งมวล.
               บทว่า สุเข ความว่า ที่ชื่อว่าเป็นสุข เพราะพระธรรมเป็นเหตุสิ้นวัฏทุกข์ และเพราะพระธรรมเป็นเหตุแห่งความสุข เพราะระงับสังขารทั้งหลาย.
               บทว่า อคฺคสฺมึ ทานํ ททตํ ความว่า ให้ทานอยู่ คือบริจาคไทยธรรมอยู่ ในพระรัตนตรัยที่ล้ำเลิศ.
               บรรดารัตนะทั้ง ๓ เหล่านั้น เหล่าชน เมื่อบำรุงคือบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ด้วยปัจจัยสี่ และบำรุง คือบูชาได้แก่สักการะพระธาตุเจดีย์เป็นต้น อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จปรินิพพานแล้ว ชื่อว่าถวายทานในพระพุทธเจ้า.
               บทว่า ธมฺม ปูเชสฺสาม ความว่า ชนเหล่าใดอุปฐากคือบูชา ได้แก่สักการะอยู่ซึ่งบุคคลทั้งหลายผู้ทรงธรรมด้วยปัจจัยสี่ และเมื่อสร้างพระธรรมไว้ให้ดำรงอยู่ตลอดกาลนาน ชื่อว่าให้ทานในพระธรรม เมื่ออุปฐากคือบูชา ได้แก่สักการะพระอริยสงฆ์อย่างนั้นด้วยปัจจัย ๔ และปฏิบัติอย่างนั้น แม้ในภิกษุนอกจากนี้ อุทิศพระอริยสงฆ์นั้น ชื่อว่าถวายทานในพระสงฆ์.
               บทว่า อคฺคํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ความว่า เมื่อชนทั้งหลายมีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างนี้ ยังการบริจาคอย่างโอฬาร และการบูชาสักการะอย่างโอฬารให้เป็นไป เป็นอันก่อสร้างกุศลที่ล้ำเลิศ คือโอฬารทุกๆ วัน.
               บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงความที่บุญนั้นเป็นของล้ำเลิศ เพราะมีผลเลิศ จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า อคฺคํ อายุ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคํ อายุ ได้แก่ อายุทิพย์ (เทวดา) หรืออายุมนุษย์ที่ล้ำเลิศคือยืนที่สุด.
               บทว่า ปวฑฺฒติ ความว่า เพิ่มพูนสูงๆ ขึ้นไป.
               บทว่า วณฺโณ ได้แก่ รูปสมบัติ.
               บทว่า ยโส ได้แก่ บริวารสมบัติ.
               บทว่า กิตฺติ ได้แก่ เสียงสดุดีกึกก้อง.
               บทว่า สุขํ ได้แก่ ความสุขทางกายและความสุขทางใจ.
               บทว่า พลํ ได้แก่ กำลังกายและกำลังความรู้.
               บทว่า อคฺคสฺส ทาตา ความว่า ถวายแก่พระรัตนตรัยอันล้ำเลิศ. อีกอย่างหนึ่ง บำเพ็ญบุญในพระรัตนตรัยนั้น โดยทำการถวายไทยธรรมอันเลิศให้โอฬาร.
               บทว่า อคฺคธมฺมสมาหิโต ความว่า ดำรงอยู่แล้ว คือประกอบแล้วด้วยธรรม คือความเลื่อมใส และธรรมมีทานเป็นต้นที่ล้ำเลิศ ได้แก่ประกอบด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหว หรือประกอบด้วยธรรมทั้งหลายมีความรักใคร่และความพอใจของคนจำนวนมากเป็นต้น ที่เป็นผลของความเลื่อมใสนั้น.
               บทว่า อคฺคปฺปตฺโต ปโมทติ ความว่า ประสบความล้ำเลิศ คือความประเสริฐสุดในหมู่สัตว์ที่ตนเกิดแล้ว หรือเป็นผู้บรรลุมรรคผลที่เป็นโลกุตระแล้ว ย่อมบันเทิงคือรื่นเริงใจ ได้แก่พอใจมาก ดังนี้แล.

               จบอรรถกถาปสาทสูตรที่ ๑               
               --------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ปสาทสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 269อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 270อ่านอรรถกถา 25 / 271อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=6267&Z=6308
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com