ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต
พรหมสูตร

               อรรถกถาพรหมสูตร               
               ในพรหมสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สพฺรหฺมกานิ ความว่า ชื่อว่า เป็นตระกูลมีผู้ประเสริฐที่สุด.
               บทว่า เยสํ ความว่า ของตระกูลเหล่าใด.
               บทว่า ปุตฺตานํ ความว่า อันบุตรทั้งหลาย ก็คำว่า ปุตตานํ นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในความหมายของตติยาวิภัตติ เพราะประกอบเข้ากับศัพท์ ปูชิต.
               บทว่า อชฺฌาคาเร ความว่า ในเรือนของตน.
               บทว่า ปูชิตา โหนฺติ ความว่า เป็นผู้ที่บุตรทั้งหลายปฏิบัติแล้ว ด้วยสิ่งของที่มีอยู่ในเรือน คือปรนนิบัติแล้วด้วยสิ่งที่พึงพอใจ และด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายและเป็นประโยชน์แก่การพูดจา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสรรเสริญตระกูลที่บุตรบูชามารดาบิดาว่า ชื่อว่าเป็นตระกูลที่มีพระพรหม อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงภาวะที่ตระกูลเหล่านั้นเป็นตระกูลที่น่าสรรเสริญยิ่งขึ้นไป จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า ชื่อว่ามีบุรพเทพ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมา เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อจะทรงให้มารดาบิดาเหล่านั้นสำเร็จความเป็นพรหมเป็นต้น ในข้อนั้นมีการอธิบายความให้แจ่มชัดดังต่อไปนี้.
               คำว่า พฺรหฺม เป็นชื่อของผู้ประเสริฐที่สุด อธิบายว่า มารดาและบิดาทั้งหลายจะไม่ละทิ้งภาวนา ๔ อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาในบุตรทั้งหลาย เหมือนท้าวมหาพรหมไม่ละทิ้งภาวนา ๔ อย่างฉะนั้น
               ภาวนา ๔ อย่างนั้นพึงทราบได้ในกาลนั้นๆ คือ
               เมื่อบุตรยังอยู่ในอุทร มารดาบิดาจะเกิดเมตตาจิตขึ้นว่า เมื่อไรหนอ เราจักได้เห็นบุตรน้อยไม่มีโรค มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบบริบูรณ์
               แต่เมื่อใด บุตรน้อยนั่นยังอ่อนนอนแบเบาะอยู่ ถูกไรหรือเรือดกัด หรือถูกการนอนไม่สบายบีฑา ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่. เมื่อนั้น มารดาบิดาได้ยินเสียงบุตรแล้ว จะเกิดความกรุณาขึ้น.
               แต่เวลาบุตรวิ่งเล่นไปมา หรือเวลาอยู่ในวัยที่สวยงาม (รุ่นหนุ่มสาว) มารดาบิดามองดูลูกน้อยแล้ว จิตใจจะรื่นเริงบันเทิง เหมือนผ้าฝ้ายที่ฟอกแล้วร้อยครั้งที่หย่อนลงไปแล้วในฟองเนยใส. เมื่อนั้น มารดาบิดาจะมีมุทิตา.
               แต่เมื่อใด บุตรของมารดาบิดาเหล่านั้น รับหน้าที่เลี้ยงเมีย แยกเรือนไปอยู่ต่างหาก. เมื่อนั้น มารดาบิดาจะเกิดความมีใจเป็นกลางขึ้นว่า บัดนี้ บุตรน้อยของเราสามารถเลี้ยงชีพได้ตามธรรมดาของตนแล้ว. เมื่อเป็นอย่างนี้ ในเวลานั้น (มารดาบิดา) จะมีอุเบกขา.
               คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหมนี้เป็นชื่อของมารดาบิดา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะมารดาบิดาทั้งหลายเป็นเหมือนพระพรหม เหตุที่ได้พรหมวิหารทั้ง ๔ อย่าง ในบุตรทั้งหลายตามกาลเวลา ดังที่พรรณนามานี้แล.

               เทพ ๓ เหล่า               
               เทพ ๓ เหล่า คือ
                         สมมติเทพ (เทวดาโดยสมมติ) ๑
                         อุปปัตติเทพ (เทวดาโดยกำเนิด) ๑
                         วิสุทธิเทพ (เทวดาโดยความบริสุทธิ์) ๑
               ชื่อว่าเทพ ในคำว่า ปุพฺพเทวา นี้.
               บรรดาเทพ ๓ จำพวกเหล่านั้น กษัตริย์ผู้เป็นพระราชา ชื่อว่าสมมติเทพ เพราะว่ากษัตริย์ผู้เป็นพระราชาเหล่านั้นที่ชาวโลกเรียกกันว่าเทพ (และ) เทพี เป็นผู้ทรงข่มและทรงอนุเคราะห์ชาวโลกได้เหมือนเทพเจ้า.
               เหล่าสัตว์ที่อุบัติขึ้นในเทวโลก ตั้งแต่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกาจนถึงภวัคคพรหม ชื่อว่าอุปปัตติเทพ.
               พระขีณาสพ ชื่อว่าวิสุทธิเทพ เพราะหมดจดจากกิเลสทั้งมวล.
               ในข้อนั้นมีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้.
               เหล่าสัตว์ชื่อว่าเทพ เพราะเล่น, สนุกสนาน, เฮฮา, รุ่งเรืองอยู่ และชนะฝ่ายตรงข้าม.
               บรรดาเทพ ๓ จำพวกเหล่านั้น วิสุทธิเทพประเสริฐกว่าเทพทุกเหล่า.
               วิสุทธิเทพเหล่านั้นมุ่งแต่ความเสื่อมไปแห่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์แก่เขาเหล่านั้นโดยส่วนเดียว ไม่คำนึงถึงความผิดที่พาลชนทำไว้เลย ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข โดยการประกอบพรหมวิหารธรรมตามที่กล่าวแล้ว และนำความที่สักการะมีผลมากและอานิสงส์มากมายมาให้ชนเหล่านั้น เพราะเป็นทักขิไณยบุคคล ฉันใด
               แม้มารดาบิดาทั้งหลายก็เช่นนั้นเหมือนกัน มุ่งแต่ความเสื่อมไปแห่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์แก่เขาเหล่านั้นโดยส่วนเดียว ไม่คำนึงถึงความผิดของบุตรทั้งหลาย เป็นทักขิไณยบุคคลผู้ยอดเยี่ยม ปฏิบัติอยู่เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพราะได้พรหมวิหารทั้ง ๔ อย่างโดยนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว นำมาซึ่งความที่อุปการะที่บุตรทำแล้วในตนให้เป็นอุปการะมีผลานิสงส์มากมาย และมารดาบิดาเหล่านั้นเป็นเทพมาแต่ต้นทีเดียว เพราะมีอุปการะแก่บุตรเหล่านั้น ก่อนกว่าเทพทั้งมวล เพราะเหตุนี้ บุตรเหล่านั้นรู้จักเทพเหล่าอื่นว่าเป็นเทพ ให้เทพเหล่านั้นพอใจ เข้าไปนั่งใกล้เทพเหล่านั้น ครั้นรู้วิธีให้เทพพอใจแล้ว ปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ก็ได้ประสบผลของข้อปฏิบัตินั้นด้วยอำนาจของมารดาบิดาเหล่านั้นก่อน ฉะนั้น เทพเหล่าอื่นนั้น จึงชื่อว่าเป็นปัจฉาเทพ (เทพองค์หลัง) ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า ปุพฺพเทวา นี้ เป็นชื่อของมารดาบิดาทั้งหลาย.
               บทว่า ปุพฺพาจริยา ได้แก่ เป็นอาจารย์คนแรก.
               อธิบายว่า มารดาบิดาเมื่อจะให้ลูกสำเหนียก ก็ให้เรียนให้สำเหนียกตั้งแต่ยังเล็กๆ ว่าจงนั่งอย่างนี้ จงเดินอย่างนี้ จงยืนอย่างนี้ จงนอนอย่างนี้ จงเคี้ยวอย่างนี้ จงกินอย่างนี้ คนนี้เจ้าควรเรียกพ่อ คนนี้ควรเรียกพี่ชาย น้องชาย คนนี้ควรเรียกพี่สาวน้องสาว สิ่งนี้ควรทำนะ สิ่งนี้ไม่ควรทำนะ ที่โน้นควรเข้าไปนะ ที่โน้นไม่ควรเข้าไปนะ ดังนี้.
               ต่อมา แม้อาจารย์อื่นๆ จึงจะให้ศึกษาศิลปะมีอาทิอย่างนี้ คือ การนับนิ้วมือ อาจารย์อื่นๆ ให้สรณะ ให้ตั้งอยู่ในศีล ให้บรรพชา ให้เรียนธรรม ให้อุปสมบท และให้บรรลุโสดาปัตติมรรคเป็นต้น ดังนั้น อาจารย์เหล่านั้นทั้งหมดจึงชื่อว่าเป็นปัจฉาจารย์ (อาจารย์คนหลัง).
               ส่วนมารดาบิดาชื่อว่าเป็นอาจารย์ก่อนกว่าทุกคน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า ปุพฺพาจริยา นี้เป็นชื่อของมารดาบิดาทั้งหลาย ดังนี้.
               บทว่า อาหุเนยฺยา ความว่า สิ่งของชื่อว่าอาหุนะ เพราะเขาต้องนำมาบูชา คือผู้หวังผลวิเศษต้องนำมาจากที่ไกลแล้ว จึงถวายในท่านผู้มีคุณทั้งหลาย. คำว่า อาหุนะ นี้เป็นชื่อของข้าว น้ำและผ้าสำหรับปกปิดกายเป็นต้น. มารดาบิดาย่อมควรซึ่งของควรบูชานั้น เพราะเป็นนาสำหรับปลูกฝังอุปการธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาหุเนยยะ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า อาหุเนยยะ นี้เป็นชื่อของมารดาบิดาทั้งหลาย.
               บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงเหตุในภาวะที่มารดาบิดาเหล่านั้นเป็นพรหมเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า ตํ กิสฺส เหตุ พหุการา (ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีอุปการะมาก).
               บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ มีอรรถาธิบายว่า ถ้าหากมีคำถามว่า เพราะเหตุไร คำว่า พฺรหฺมา เป็นต้นนั้น จึงเป็นชื่อของมารดาบิดา.
               บทว่า พหุการา ได้แก่ มีอุปการะมาก.
               บทว่า อาปาทกา ได้แก่ ผู้ถนอมกล่อมเกลี้ยง คือเลี้ยงดูชีวิต.
               อธิบายว่า ชีวิตของบุตรทั้งหลาย มารดาบิดาถนอมคือเลี้ยงดู ได้แก่สืบต่อ หมายความให้เป็นไปคือให้ถึงพร้อมโดยการติดพันกันไปเนืองๆ.
               บทว่า โปสกา ความว่า เลี้ยงดูโดยให้ดื่มเลือดในหทัย ให้มือเท้าเจริญเติบโตขึ้น.
               บทว่า อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตาโร ความว่า ขึ้นชื่อว่า การเห็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในโลกนี้ เกิดมีแก่บุตรทั้งหลายได้ เพราะอาศัยมารดาบิดา เพราะฉะนั้น มารดาบิดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตรเหล่านั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่มารดาบิดาเหล่านั้น เป็นผู้มีอุปการะมาก (และ) เหตุแห่งความเป็นพรหมเป็นต้นด้วยประการดังนี้ ที่เป็นเหตุให้บุตรไม่สามารถจะทำการตอบแทน (คุณ) มารดาบิดาให้สิ้นสุดได้ด้วยโลกิยอุปการะโดยปริยายไรๆ เลย เพราะว่า ถ้าหากบุตรตั้งใจว่า เราจักทำการตอบแทนอุปการคุณมารดาบิดา แล้วพยายามลุกขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้มารดาสถิตอยู่บนบ่าขวา ให้บิดาสถิตอยู่บนบ่าซ้าย มีอายุยืนหนึ่งร้อยปี ก็ประคบประหงมท่านตลอดเวลาหมดทั้งร้อยปี ทำนุบำรุงท่านด้วยปัจจัย ๔ และด้วยเครื่องอบ การนวดฟั้น การให้อาบน้ำและการดัดกายเป็นต้นตามที่ท่านชอบใจ ไม่รังเกียจแม้แต่มูตรและกรีส (อุจจาระ) ของท่านเหล่านั้นไซร้.
               ด้วยการปรนนิบัติถึงเพียงนี้ ก็ไม่ชื่อว่าบุตรได้ทำการตอบแทนมารดาบิดา เว้นแต่จะให้ท่านดำรงอยู่ในคุณความดีพิเศษมีสัทธาเป็นต้น.
               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตไม่เรียกว่า เป็นการตอบแทนที่ดีแก่ท่านทั้ง ๒ นั้น. ท่านทั้ง ๒ นั้น คือใคร. คือมารดาและบิดา.
               ภิกษุทั้งหลาย (ถ้า) บุคคลจะเอาบ่าข้างหนึ่งแบกมารดาไว้ เอาอีกข้างหนึ่งแบกบิดาไว้ มีอายุยืนได้ร้อยปี มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ทั้งปรนนิบัติท่านด้วยการอบ การนวด การให้อาบน้ำ และการดัดกายท่านทั้ง ๒ และให้ท่านถ่ายมูตรและกรีสบนบ่านั้นนั่นเอง แต่หาได้ชื่อว่าปรนนิบัติหรือทำการตอบแทนคุณมารดาบิดาไม่เลย.
               ภิกษุทั้งหลาย และจะสถาปนามารดาบิดาไว้ในไอศวรรยาธิปัตย์ราชสมบัติในพื้นมหาปฐพีนี้ที่มีรัตนะทั้ง ๗ เพียงพอ ก็ไม่ชื่อว่าปรนนิบัติหรือทำการตอบแทนคุณมารดาบิดาได้เลย.
               ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นเพราะเหตุไร?
               ภิกษุทั้งหลาย เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก เป็นผู้กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูบุตร แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย
               ภิกษุทั้งหลาย บุตรคนใดแลชักชวนมารดาบิดา ผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่น ให้ประดิษฐานอยู่ในสัทธาสัมปทา
                         ....ผู้ไม่มีศีล.....ในสีลสัมปทา
                         ....ผู้ตระหนี่....ในจาคสัมปทา
               ชักชวนท่านผู้ทรามปัญญาให้ตั้งมั่น ให้ประดิษฐานอยู่ในปัญญาสัมปทา
               ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุทั้งหลาย การปรนนิบัติเป็นอันบุตรได้ทำแล้ว ได้ตอบแทนแล้ว และได้ทำให้ยิ่งแล้วแก่มารดาบิดาทั้งหลาย.
               อนึ่ง พึงทราบพระสูตรที่ให้สำเร็จความที่มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมากแก่บุตรมีอาทิอย่างนี้ว่า การบำรุงมารดาบิดา การสงเคราะห์บุตรและภรรยา และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การบำรุงมารดาบิดา บัณฑิตบัญญัติไว้ดังนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไป.
               บทว่า วุจฺจเร ได้แก่ เรียก คือกล่าว.
               บทว่า ปชาย อนุกมฺปกา ความว่า มารดาบิดาบั่นทอนชีวิตผู้อื่นบ้าง เสียสละสิ่งของๆ ตนบางสิ่งบางอย่างบ้าง ประคับประคองคุ้มครองประชา (คือบุตร) ของตนไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้เอ็นดู คืออนุเคราะห์ประชาคือบุตร.
               บทว่า นมสฺเสยฺย ความว่า ไปยังที่บำรุงเช้าเย็น ทำความนอบน้อม ด้วยคิดว่า นี้เป็นนาบุญที่สูงสุดของเรา.
               บทว่า สกฺกเรยฺย ความว่า พึงนบนอบด้วยสักการะ.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสักการะนั้น จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า อนฺเนน ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺเนน ความว่า ด้วยข้าวยาคู ข้าวสวยและของขบเคี้ยว.
               บทว่า ปาเนน ความว่า ด้วยน้ำปานะ ๘ อย่าง. บทว่า วตฺเถน ความว่า ด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม. บทว่า สยเนน ความว่า ด้วยที่นอนมีเตียง ตั่ง ฟูกและหมอนเป็นต้น. บทว่า อุจฺฉาทเนน ความว่า ด้วยเครื่องอบที่กำจัดกลิ่นเหม็นแล้วทำให้มีกลิ่นหอม. บทว่า นหาปเนน ความว่า ด้วยการให้อาบน้ำ โดยใช้น้ำอุ่นรดในหน้าหนาว และใช้น้ำเย็นรดในหน้าร้อน. บทว่า ปาทานํ โธวเนน จ ความว่า ด้วยการล้างเท้าด้วยน้ำอุ่นและน้ำเย็น และด้วยการชโลมด้วยน้ำมัน.
               บทว่า นํ ในคำว่า ตาย นํ ปริจริยาย นี้เป็นเพียงนิบาต
               (บทว่า ปาริจริยาย) ได้แก่ ด้วยการบำรุงบำเรอ ดังที่กล่าวมาแล้ว.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปาริจริยาย ความว่า ด้วยการทะนุบำรุงด้วยวิธี ๕ อย่าง มีการเลี้ยงดู การทำกิจให้ และการดำรงวงสกุลเป็นต้น.
               สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า๑-
               ดูก่อนบุตรคหบดี มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า (ตะวันออก) บุตรควรทะนุบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
                         ๑. ท่านได้เลี้ยงเรามาแล้ว เราจักเลี้ยงดูท่านเหล่านั้น
                         ๒. เราจักทำกิจของท่าน
                         ๓. เราจักดำรงวงส์ตระกูลไว้
                         ๔. เราจักปฏิบัติตนเป็นผู้รับมรดก
                         ๕. เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว เราจักเพิ่มทักษิณาทานให้.
               ดูก่อนบุตรคหบดี มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า ที่บุตรทะนุบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วแล จะอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ
                         ๑. ห้ามบุตรจากความชั่ว
                         ๒. ให้บุตรตั้งมั่นอยู่ในความดี
                         ๓. ให้บุตรศึกษาเล่าเรียน
                         ๔. หาภรรยาที่เหมาะสมให้
                         ๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในสมัย.
____________________________
๑- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๙๙

               อีกอย่างหนึ่ง บุตรคนใดบำรุงมารดาบิดาโดยทำให้เลื่อมใสอย่างยิ่งในวัตถุทั้ง ๓ (พระรัตนตรัย) ให้ดำรงอยู่ในศีล หรือให้ประกอบในการบรรพชา บุตรนี้ พึงทราบว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ บรรดาผู้บำรุงมารดาบิดาทั้งหลาย.
               พระพุทธเจ้า เมื่อจะทรงแสดงว่า ก็การบำรุงนี้นั้นเป็นเหตุนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขในโลกทั้ง ๒ มาให้แก่บุตร จึงได้ตรัสไว้ว่า
                         คนทั้งหลายจะพากันสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว
                         เขาละโลกนี้ไปแล้ว ก็ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์
ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ ความว่า ในโลกนี้.
               อธิบายว่า มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายจะสรรเสริญ คือยกย่อง ได้แก่ชมเชยบุคคลผู้อุปฐากมารดาบิดา ด้วยการบำรุงบำเรอท่าน และเอาเขาเป็นทิฏฐานุคติ (เป็นเยี่ยงอย่าง) แม้ตนเองก็ปฏิบัติในมารดาบิดาของตนอย่างนั้นแล้ว ย่อมประสบบุญมากมาย.
               บทว่า เปจฺจ ความว่า ผู้บำรุงมารดาบิดาไปสู่ปรโลกแล้ว สถิตอยู่ในสวรรค์ ย่อมจะรื่นเริงบรรเทิงเพลิดเพลินใจ ด้วยทิพยสมบัติทั้งหลาย.

               จบอรรถกถาพรหมสูตรที่ ๗               
               --------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พรหมสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 285อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 286อ่านอรรถกถา 25 / 287อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=6643&Z=6657
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com