ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 293อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 294อ่านอรรถกถา 25 / 295อ่านอรรถกถา 25 / 440
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค
อุรคสูตร

               อรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา               
               (ปฐมภาค)               
               อรรถกถาอุรควรรค สุตตนิบาต               
               -----------------------------               
               อรรถกถาอุรคสูตร               

                                   ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาค
                         อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
                                   ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ขอถวาย
                         อภิวาทแด่พระรัตนตรัย อันสูงสุดกว่าสิ่งที่ควร
                         ไหว้ทั้งหลาย แล้วจักอธิบายความแห่งสุตตนิ-
                         บาต ที่พระโลกนาถเจ้าผู้ทรงแสวงหาทางแห่ง
                         การหลุดพ้นจากโลก ผู้ทรงมีปกติละเสียซึ่ง
                         ความเสียหาย (แม้) เล็กน้อย ได้ทรงแสดงไว้
                         แล้วในคัมภีร์ขุททกนิกาย.
                                   ก็สุตตนิบาตนี้ได้หยั่งลง (มีอยู่) ในคัมภีร์
                         ขุททกนิกายนั่นเอง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักได้
                         อธิบายความแห่งสุตตนิบาตแม้นี้.
                                   หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร คัมภีร์นี้
                         ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยคาถานับร้อยประกอบด้วย
                         เคยยะและเวยยากรณะ จึงได้ชื่อว่า สุตตนิบาต
                         เล่า?
                                   ตอบว่า ที่เรียกว่าสูตร เพราะพระพุทธเจ้า
                         ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะไหลออกซึ่งประโยชน์ทั้งหลาย
                         เพราะเป็นเครื่องต้านทานไว้ เพราะไขและเพราะ
                         แสดงออกซึ่งอรรถทั้งหลายด้วยดี นิบาตนี้ อันพระ
                         ธรรมสังคาหกาจารย์เจ้าทั้งหลาย รวบรวมพระสูตร
                         ทั้งหลายเห็นปานนั้น แล้วย่อลงไว้โดยประการนั้นๆ
                         ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่าสุตตนิบาต.
                                   อนึ่ง พระสูตรแม้ทั้งหมด โดยกำหนดแล้ว
                         ก็เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้คงที่ และคัมภีร์
                         นี้ก็เป็นการรวบรวมพระสูตรเหล่านั้น เพราะฉะนั้น
                         จึงได้ชื่อว่าสุตตนิบาต เพราะไม่มีลักษณะพิเศษที่
                         เป็นเครื่องหมายให้เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นไปได้.


               ก็สุตตนิบาตนี้ซึ่งได้รับการตั้งชื่ออย่างนี้ เมื่อว่าโดยวรรคแล้วก็มี ๕ วรรค คือ
                         ๑. อุรควรรค
                         ๒. จูฬวรรค
                         ๓. มหาวรรค
                         ๔. อัฏฐกวรรค
                         ๕. ปารายนวรรค.
               บรรดาวรรคทั้งห้านั้น อุรควรรคเป็นวรรคแรก เมื่อว่าโดยสูตรแล้ว ในอุรควรรคมี ๑๒ สูตร ในจูฬวรรคมี ๑๔ สูตร ในมหาวรรคมี ๑๒ สูตร ในอัฏฐกวรรคมี ๑๖ สูตร ในปารายนวรรคมี ๑๖ สูตร จึงรวมเป็น ๗๐ สูตร.
               บรรดาพระสูตรเหล่านั้น อุรคสูตรเป็นสูตรแรก เมื่อว่าโดยประมาณแห่งปริยัติแล้ว ก็มี ๘ ภาณวาร.
               แต่เมื่อว่าโดยปริมาณแห่งวรรค สูตรและปริยัติอย่างนี้ อุรคสูตรนี้ก็มีคาถาแรก นี้ว่า
                                   โย จ อุปฺปติตํ วิเนติ โกธํ
                                   วิสฏํ สมฺปวิสํว โอสเถภิ
                                   โส ภิกฺขุ ชหาติ โอรปารํ
                                   อุรโค ชิณฺณมิว ตจํ ปุราณํ

                         ภิกษุใดแล ย่อมกำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว
               เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่ซ่านไปแล้วด้วยโอสถฉะนั้น
               ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละ ซึ่งฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
               เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.

               เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ เพื่อจะได้อธิบายความแห่งคาถานั้น ท่านจึงได้กล่าวปัญหากรรมนี้ว่า
                         คาถานี้ ใครกล่าว? กล่าวที่ไหน? กล่าวเมื่อใด?
                         กล่าวเพราะเหตุไร? ข้าพเจ้าจักประกาศวิธีนี้
                         แล้วอธิบายความแห่งคาถานั้น.
               ถามว่า ก็คาถานี้ใครกล่าว? กล่าวที่ไหน? กล่าวเมื่อใด? และกล่าวเพราะเหตุใด?
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงได้รับพยากรณ์ในสำนักพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมีตราบเท่าเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร แล้วทรงอุปบัติในดุสิตภพ. พระองค์ทรงจุติแม้จากดุสิตภพนั้นแล้ว ก็ทรงอุบัติในศากยตระกูล ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้โพธิ แล้วทรงแสดงธรรมจักร ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์โดยลำดับ.
               คาถานี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้เป็นสยัมภู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง ตรัสไว้แล้ว.
               ก็คาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในเมืองอาฬวี ในกาลที่พระองค์ทรงบัญญัติภูตคามสิกขาบท (สิกขาบทที่ห้ามพรากของเขียว เช่นตัดต้นไม้เป็นต้น) ในเมืองอาฬวีนั้น.
               การวิสัชนาโดยสังเขปในคาถาที่หนึ่งนี้ มีเพียงเท่านี้.
               ส่วนการวิสัชนาโดยพิสดาร ผู้ศึกษาพึงทราบได้ด้วยสามารถแห่งทูเรนิทาน อวิทูเรนิทาน และสันติเกนิทาน ดังต่อไปนี้ :-
               ในนิทาน (เหตุเกิด) ทั้ง ๓ อย่างนั้น ที่ชื่อว่าทูเรนิทาน ได้แก่กถาที่กล่าวถึงเรื่องของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร จนถึงปัจจุบัน.
               ที่ชื่อว่าอวิทูเรนิทาน ได้แก่กถาที่กล่าวถึงเรื่องของพระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่ดุสิตภพจนถึงปัจจุบัน.
               ที่ชื่อว่าสันติเกนิทาน ได้แก่ กถาที่ปรารภเรื่องของพระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่โพธิมณฑลจนถึงปัจจุบัน.
               เพราะในนิทานทั้งสามนั้น อวิทูเรนิทานและสันติเกนิทาน จัดเข้าในทูเรนิทานนั่นเอง ฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบวิสัชนาในที่นี้โดยพิสดาร ด้วยสามารถแห่งทูเรนิทานเท่านั้น.
               ก็การวิสัชนานี้นั้น ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาชาดก เพราะฉะนั้น ในที่นี้จึงไม่ต้องกล่าวให้พิสดารอีก. เพราะผู้ศึกษาพึงทราบโดยนัยพิสดารที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในอรรถกถาชาดกนั่นเอง.
               ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ :-
               ในคาถาที่หนึ่ง (ในอรรถกถาชาดก) เรื่องบังเกิดขึ้นในเมืองสาวัตถี.
               ในพระสูตรนี้เรื่องบังเกิดขึ้นในเมืองอาฬวี ดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า
               สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์เมืองอาฬวี. ก็สมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวี พากันทำนวกรรมอยู่ ตัดต้นไม้เองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง แม้ภิกษุชาวเมืองอาฬวีรูปหนึ่งก็ตัดต้นไม้. เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นไม้นั้นได้กล่าวคำนี้กะภิกษุนั้นว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านต้องการทำที่อยู่ของตน จงอย่าทำลาย (ตัด) ที่อยู่ของข้าพเจ้า” ภิกษุนั้นไม่สนใจ ยังตัดอยู่นั้นเอง และได้สับเอาแขนลูกของเทวดานั้นเข้า.
               ครั้งนั้นแล เทวดานั้นมีความดำริดังนี้ว่า ไฉนหนอ เราพึงฆ่าภิกษุนี้เสียในที่นี้ทีเดียว ครั้งนั้นแล เทวดานั้นได้มีความคิดอีกว่า ก็การที่เราพึงฆ่าพระภิกษุรูปนี้เสียในที่นี้นั่นเองไม่ควรเลย ไฉนหนอ เราพึงกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               ครั้งนั้นแล เทวดานั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้ว ได้กราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สาธุๆ เทพดา เธอดีนักแล เทพดา ที่เธอไม่ปลงชีวิตภิกษุนั้นเสีย. ดูก่อนเทพดา ถ้าหากว่าเธอจะพึงปลงชีวิตพระภิกษุนี้แล้วไซร้ เธอจะประสบบาปมาก จงไปเถิดเทพดา ต้นไม้ในโอกาสโน้นว่างอยู่ เธอจงเข้าสิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้นั้น.
               ก็แล พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อจะกำจัดความโกรธที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เทวดานั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า๑-
                         ผู้ใดแลพึงยับยั้งความโกรธที่บังเกิดขึ้นไว้ได้
                         ผู้นั้นก็ดุจบุคคลหยุดรถที่ไปอย่างรวดเร็วไว้ได้ ฉะนั้น.

____________________________
๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗

               ต่อแต่นั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูล (พระผู้มีพระภาคเจ้า) เพราะเหตุที่ได้ฟังพวกมนุษย์กล่าวโทษอย่างนี้