ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค
เมตตสูตร

               อรรถกถาเมตตสูตร               
               เมตตสูตรเริ่มต้นด้วยคาถาว่า กรณียมตฺถกุสเลน ดังนี้ :-
               มีอุบัติอย่างไร?
               ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายถูกเทวดาทั้งหลายข้างภูเขาหิมวันต์หลอกให้กลัวแล้ว มาสู่กรุงสาวัตถีอันเป็นสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้ เพื่อประโยชน์แก่การป้องกัน และเพื่อประโยชน์แก่กรรมฐานแก่ภิกษุเหล่านั้น ความสังเขปเพียงเท่านี้ก่อน ส่วนความพิสดารมีดังนี้ :-
               ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อวันเข้าพรรษาใกล้เข้าแล้วประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุชาวเมืองต่างๆ จำนวนมาก เรียนกรรมฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีความประสงค์เพื่อเข้าจำพรรษา ณ ที่นั้นๆ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               ได้ยินว่า ในที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมฐานอันอนุกูลแก่จริตจำนวน ๘๔,๐๐๐ ประเภท โดยนัยนี้คืออสุภกรรมฐาน ๑๑ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสวิญญาณกะและอวิญญาณกะสำหรับผู้ราคจริตทั้งหลาย กรรมฐานมีเมตตาเป็นต้น ๔ อย่างสำหรับผู้โทสจริตทั้งหลาย กรรมฐานทั้งหลายมีมรณานุสติกรรมฐานเป็นต้นสำหรับผู้โมหจริตทั้งหลาย กรรมฐานทั้งหลายมีอานาปานัสสติและปฐวีกสิณเป็นต้นสำหรับผู้วิตกจริตทั้งหลาย กรรมฐานทั้งหลายมีพุทธานุสติกรรมฐานเป็นต้นสำหรับผู้ศรัทธาจริตทั้งหลาย กรรมฐานทั้งหลายมีจตุววัฏฐานเป็นต้นสำหรับผู้พุทธิจริตทั้งหลาย.
               ครั้งนั้นแล ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเรียนกรรมฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว แสวงหาเสนาสนะอันสบายและโคจรคาม ได้เห็นภูเขาลูกหนึ่งซึ่งต่อเนื่องเป็นอันเดียวกันกับหิมวันต์ที่ปลายแดนโดยลำดับ มีพื้นศิลาสะพรั่งไปด้วยทรายและแก้วมณีสีเขียว ประดับด้วยราวป่าสีเขียวมีร่มเงาเย็นและหนาทึบ มีภูมิภาคเกลื่อนกล่นด้วยทรายเช่นกับด้วยพวงแก้วมุกดาและแผ่นเงิน แวดล้อมด้วยชลาลัยอันสะอาดจืดเย็นสนิท.
               ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้พักอยู่ที่ภูเขานั้นคืนหนึ่ง เมื่อราตรีสว่างแล้ว ทำบริกรรมสรีระเสร็จ ก็เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหนึ่งในที่ไม่ไกลภูเขานั้น บ้านนั้นประกอบด้วยตระกูลเข้าไปตั้งบ้านเรือนอย่างหนาแน่นประมาณ ๑,๐๐๐ ตระกูล.
               ก็ในบ้านนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใส พอเห็นภิกษุเหล่านั้นก็เกิดความปีติและโสมนัส เพราะการเห็นบรรพชิตในปัจจันตชนบทหาได้โดยยาก ยังภิกษุเหล่านั้นให้ฉันแล้ว เรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงอยู่ในบ้านนี้แหละตลอดสามเดือน ครั้นขอแล้วก็ให้ทำกุฏีสำหรับทำความเพียร ๕๐๐ หลัง จัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างมีเตียง ตั่ง หม้อ น้ำดื่มน้ำใช้เป็นต้นไว้ในบ้านนั้น. ในวันที่สอง ภิกษุทั้งหลายเข้าไปยังบ้านอื่นเพื่อบิณฑบาต มนุษย์ทั้งหลายแม้ในบ้านนั้นก็บำรุงเหมือนอย่างนั้น อ้อนวอนให้อยู่จำพรรษา.
               ภิกษุทั้งหลายเห็นว่าไม่มีอันตราย จึงรับนิมนต์ เข้าไปสู่ราวป่านั้น ปรารภความเพียรตลอดคืนและวันทั้งปวง เคาะระฆังบอกยาม เป็นผู้อยู่มากไปด้วยโยนิโสมนสิการ นั่งอาศัยโคนต้นไม้.
               รุกขเทวดาทั้งหลายปราศจากเดช เพราะเดชของภิกษุผู้มีศีลทั้งหลาย ลงจากวิมานของตนๆ แล้วพาเด็กทั้งหลายเที่ยวไปข้างนี้และข้างโน้น เหมือนเมื่อโอกาสในเรือนของชาวบ้านทั้งหลายถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชายึดครองแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายออกจากเรือนไปอยู่ที่อื่น คอยมองดูแต่ไกลว่า เมื่อไรหนอจักไปเสีย ชื่อแม้ฉันใด เทวดาทั้งหลายก็ฉันนั้นและทิ้งวิมานของตนๆ เที่ยวข้างนี้และข้างโน้น คอยแลดูแต่ไกลเทียวว่า เมื่อไรหนอ พระคุณเจ้าทั้งหลายจักไปเสีย แต่นั้น ก็คิดร่วมกันอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเข้าจำพรรษาต้นอยู่ตลอด ๓ เดือนแน่แท้ แต่พวกเราจักไม่อาจเพื่อจะพาเด็กทั้งหลายลงมาอยู่นานเพียงนั้น เอาเถิด พวกเราจักแสดงอารมณ์อันน่ากลัวแก่ภิกษุทั้งหลาย และเทวดาเหล่านั้นได้เนรมิตรูปยักษ์ทั้งหลายที่น่ากลัว ในเวลาภิกษุทั้งหลายทำสมณธรรมในราตรี ยืนอยู่ข้างหน้าๆ และร้องเสียงน่าสะพรึงกลัว.
               เมื่อภิกษุทั้งหลายเห็นอยู่ซึ่งรูปเหล่านั้นและฟังเสียงนั้น หัวใจก็หวั่นไหว และภิกษุทั้งหลายก็มีวรรณะเศร้าหมอง เกิดเป็นโรคผอมเหลือง ด้วยเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงไม่อาจเพื่อทำจิตให้เป็นอารมณ์เดียวได้. เมื่อภิกษุเหล่านั้นมีจิตไม่มีอารมณ์เดียว และสลดสังเวชบ่อยๆ เพราะกลัวอารมณ์นั้น สติก็หลงลืม แต่นั้น เทวดาทั้งหลายก็ประกอบอารมณ์ทั้งหลายอันมีกลิ่นเหม็นแก่ภิกษุผู้มีสติหลงลืมเหล่านั้น มันสมองของภิกษุเหล่านั้นเป็นเหมือนถูกบีบคั้นด้วยกลิ่นเหม็นนั้น เวทนาในศีรษะอันแรงกล้าได้เกิดขึ้นแล้ว และภิกษุทั้งหลายก็ไม่บอกประพฤติการณ์นั้นให้แก่กันและกัน
               อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหมดประชุมกันในเวลาบำรุงพระสังฆเถระ พระสังฆเถระจึงถามว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เมื่อพวกท่านเข้าสู่ราวป่านี้เพียงวันเล็กน้อย ผิวพรรณก็บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ขาวสะอาด และอินทรีย์ทั้งหลายก็ผ่องใส แต่ในบัดนี้ ท่านทั้งหลายผ่ายผอม วรรณะเศร้าหมอง เป็นโรคผอมเหลือง ท่านทั้งหลาย ในป่านี้มีความไม่สบายอย่างไรหรือ?
               แต่นั้น ภิกษุรูปหนึ่งเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในกลางคืน กระผมเห็นและฟังอารมณ์อันน่าสะพรึงกลัวอย่างนี้และอย่างนี้ และสูดกลิ่นเช่นนี้ ด้วยเหตุนั้น จิตของกระผมจึงไม่ตั้งมั่น ภิกษุทั้งหมดก็บอกประพฤติการณ์นั้น ด้วยอุบายนั้นเหมือนกัน.
               พระสังฆเถระกล่าวว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตการเข้าจำพรรษา ๒ ครั้ง และเสนาสนะนี้ของพวกเราไม่สบาย มาเถิดอาวุโส พวกเราจะไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามเสนาสนะอันสบายอื่น. ภิกษุเหล่านั้นตอบรับพระเถระว่า ดีละท่าน ทั้งหมดเก็บงำเสนาสนะแล้ว ถือบาตรจีวร ไม่บอกลาอะไรในตระกูลทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ไม่คลุกคลี หลีกไปสู่จาริกถึงกรุงสาวัตถี. ภิกษุเหล่านั้นไปสู่กรุงสาวัตถีโดยลำดับ แล้วไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้บัญญัติสิกขาบทว่าภิกษุไม่พึงเที่ยวจาริกในภายในพรรษาแล้ว เธอทั้งหลายเที่ยวจาริกเพื่ออะไร. ภิกษุเหล่านั้นทูลบอกเรื่องทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ไม่ทรงเห็นเสนาสนะอันเป็นที่สบายของภิกษุเหล่านั้น โดยที่สุดแม้สักว่าที่วางตั่งสี่เท้าในชมพูทวีปทั้งสิ้น ครั้นแล้วจึงตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะอันเป็นที่สบายของพวกเธอไม่มี พวกเธออยู่ในที่นั้นแหละ พึงถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะได้ ไปเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอาศัยเสนาสนะนั้นอยู่เถิด ก็ถ้าพวกเธอปรารถนาความไม่มีภัยแต่เทวดาทั้งหลายก็จงเรียนปริตรนี้ เพราะปริตรนี้จักเป็นเครื่องป้องกันและเป็นกรรมฐานของพวกเธอดังนี้ จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
               อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสพระดำรัสนี้ว่า ไปเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอาศัยเสนาสนะนั้นแหละอยู่ จึงตรัสว่า เออแล ภิกษุผู้อยู่ป่าพึงทราบการคุ้มครอง คือ เมตตา ๒ ปริตร ๒ อสุภะ ๒ มรณสติ ๒ และการพิจารณามหาสังเวควัตถุ ๘ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อบายทุกข์ ๔ ชื่อว่า มหาสังเวควัตถุ ๘ ด้วยอำนาจทำในเวลาเย็นและเวลาเช้า
               อนึ่ง พึงทราบมหาสังเวควัตถุ ๘ อย่าง คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ๔ อบายทุกข์เป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคต ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบัน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสบอกการคุ้มครองอย่างนี้แล้ว จึงตรัสพระสูตรนี้แก่ภิกษุเหล่านั้น เพื่อเมตตา เพื่อป้องกัน และเพื่อฌานอันมีวิปัสสนาเป็นบาทดังนี้.
               ในคาถาเหล่านั้น คาถาที่หนึ่งนี้ว่า กรณียมตฺถกุสเลน มีการพรรณนาตามบทอย่างนี้ก่อน. บทว่า กรณียํ ได้แก่ ประโยชน์อันควรทำ. อธิบายว่าควรแก่การกระทำ.
               ปฏิปทาชื่อว่าประโยชน์ หรือประโยชน์เกื้อกูลของตนอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นทั้งหมด. เรียกว่าประโยชน์ เพราะเป็นประโยชน์ที่กุลบุตรควรได้รับ เพราะเป็นประโยชน์ที่กุลบุตรพึงเข้าถึง ชื่อว่าเพราะเป็นประโยชน์ที่กุลบุตรควรได้รับ. ผู้ฉลาดในประโยชน์ ชื่อว่าอัตถกุศล. อธิบายว่า ผู้เฉลียวฉลาดในประโยชน์.
               บทว่า ยํ เป็นปฐมาวิภัตติ อนิยมสรรพนาม. บทว่า ตํ เป็นทุติยาวิภัตติ นิยมสรรพนาม. หรือบทว่า ยนฺตํ แม้ทั้งสองก็เป็นปฐมาวิภัตติ. บทว่า สนฺตํ ปทํ เป็นทุติยาวิภัตติ. ในบททั้งสองนั้น ชื่อว่า สนฺตํ ก็เพราะโดยลักษณะ ชื่อว่า ปทํ เพราะเป็นธรรมที่กุลบุตรพึงถึง. บทว่า สนฺตํ ปทํ นั่นเป็นชื่อของพระนิพพาน.
               บทว่า อภิสเมจฺจ ได้แก่ บรรลุแล้ว. ชื่อว่า สักกะ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าอาจหาญ. มีอธิบายว่า เป็นผู้สามารถ เป็นผู้มีกำลังเฉพาะ.
               บทว่า อุชู ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความซื่อตรง. ชื่อว่า สุหุชุ เพราะอรรถว่า ซื่อตรงโดยดี. ชื่อว่าสุวจะ เพราะอรรถว่าว่าง่าย. บทว่า อสฺส ได้แก่ พึงเป็น. บทว่า มุทุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความอ่อนโยน. ผู้ไม่เย่อหยิ่ง ชื่อว่า อนติมานี.
               ก็ในคาถานี้ มีการพรรณนาเนื้อความอย่างนี้
               ในบาทคาถานี้ว่า กรณียมตฺถกุสเลน ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ กิจที่ควรทำก็มี กิจที่ไม่ควรทำก็มี. ในกิจสองอย่างนั้นโดยย่อ สิกขา ๓ เป็นกิจที่ควรทำ. กิจมีอาทิอย่างนี้ว่า ศีลวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาจารวิบัติ อาชีววิบัติ เป็นกิจไม่ควรทำ.
               อนึ่ง กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ก็มี กุลบุตรผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ก็มี.
               ในกุลบุตร ๒ พวกนั้น กุลบุตรใดบวชในศาสนานี้แล้ว ย่อมไม่ประกอบตนโดยชอบ เป็นผู้มีศีลขาด สำเร็จการเลี้ยงชีวิต โดยอาศัยอเนสนา ๒๑ อย่าง คือ ให้ไม้ไผ่ ให้ใบ ให้ดอกไม้ ให้ผลไม้ ให้ไม้สีฟัน ให้น้ำล้างหน้า ให้เครื่องอาบ ให้จุณ ให้ดินเหนียว พูดยกยอเพื่อต้องการให้เขารัก พูดทีเล่นทีจริงเสมอด้วยแกงถั่ว การเป็นคนรับเลี้ยงเด็ก การรับใช้ฆราวาส การทำเวชกรรม การทำทูตกรรม การไปอย่างผู้ต่ำทราม การให้อาหารเพื่อหวังลาภ การทำนายพื้นที่ การทำนายฤกษ์ การดูอวัยวะและเที่ยวไปในอโคจร ๖ อย่าง คือ หญิงแพศยา หญิงม่าย หญิงสาวทึนทึก บัณเฑาะก์ ภิกษุณี และร้านสุรา และอยู่คลุกคลีด้วยพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์สาวกของเดียรถีย์ การคลุกคลีด้วยคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร ก็หรีอย่อมเสพคบ เข้าไปหาตระกูลทั้งหลายที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ด่าบริภาษ ใคร่ความฉิบหาย ใคร่ต่อสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์เกื้อกูล ความไม่ผาสุกและความไม่เกษมจากโยคะแก่ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ อุบาสิกาทั้งหลาย. กุลบุตรนี้ ชื่อว่า ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์.
               ส่วนกุลบุตรใดบวชในศาสนานี้แล้ว ประกอบตนโดยชอบ ละอเนสนา เป็นผู้ใคร่เพื่อดำรงอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล บำเพ็ญปาฏิโมกขสังวรด้วยศรัทธาเป็นหลัก บำเพ็ญอินทริยสังวรด้วยสติเป็นหลัก บำเพ็ญอาชีวปาริสุทธิ์ด้วยวิริยะเป็นหลัก บำเพ็ญปัจจยปฏิเสวนาด้วยปัญญาเป็นหลัก. กุลบุตรนี้ ชื่อว่า ผู้ฉลาดในประโยชน์.
               หรือ กุลบุตรใดชำระปาฏิโมกขสังวรด้วยอำนาจแห่งการชำระอาบัติ ๗ กอง อินทริยสังวรด้วยอำนาจแห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งอุปกิเลสทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นในอารมณ์ที่มากระทบในทวารทั้งหก ชำระอาชีวปาริสุทธิ์ด้วยการคบพระพุทธเจ้า อนุพุทธสาวกและบุรุษผู้เป็นบัณฑิตที่ผู้รู้สรรเสริญแล้วด้วยอำนาจแห่งการงดเว้นอเนสนา ชำระปัจจยปฏิเสวนะด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาตามที่กล่าวแล้ว และชำระสัมปชัญญะด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาสิ่งที่มีประโยชน์เป็นต้นในการเปลี่ยนอิริยาบถทั้งสี่. กุลบุตรแม้นี้ ชื่อว่า ผู้ฉลาดในประโยชน์.
               หรือ กุลบุตรใดรู้ว่าศีลบริสุทธิ์ได้เพราะอาศัยญาณ เหมือนผ้าสกปรกย่อมสะอาดได้เพราะอาศัยน้ำสะอาด กระจกเงาผ่องใสได้เพราะอาศัยขี้เถ้า ทองบริสุทธิ์ได้เพราะหลอมในเบ้าฉะนั้น ล้างอยู่ด้วยน้ำคือญาณ ชื่อว่ายังศีลให้บริสุทธิ์ และเป็นผู้ไม่ประมาทเลย ย่อมรักษาศีลขันธ์ของตน เหมือนนกต้อยตีวิดรักษาไข่ แม่เนื้อจามรีรักษาขนหาง นางนารีผู้มีบุตรน้อยคนเดียวรักษาบุตรน้อยคนเดียวที่รัก และบุรุษมีนัยน์ตาข้างเดียวรักษานัยน์ตาข้างเดียวนั้นฉะนั้น พิจารณาอยู่ทั้งเวลาเย็นทั้งเวลาเช้า ย่อมไม่เห็นโทษแม้มีประมาณน้อย. กุลบุตรแม้นี้ ชื่อว่า ผู้ฉลาดในประโยชน์.
               ก็หรือ กุลบุตรใดดำรงอยู่ในศีลเป็นเครื่องกระทำไม่ให้เดือดร้อน ประคองปฏิปทาเครื่องข่มกิเลส ครั้นประคองปฏิปทานั้นแล้ว ย่อมทำกสิณบริกรรม ครั้นทำกสิณบริกรรมแล้วย่อมยังสมาบัติทั้งหลายให้เกิด. กุลบุตรแม้นี้ ชื่อว่า ผู้ฉลาดในประโยชน์.
               ก็กุลบุตรใดออกจากสมาบัติ พิจารณาสังขารทั้งหลายแล้ว บรรลุพระอรหัต กุลบุตรนี้เป็นผู้เลิศแห่งกุลบุตรผู้ฉลาดทั้งหลาย.
               ในคาถานั้น ภิกษุเหล่านี้แม้ใดเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์ที่พรรณนาแล้ว ตั้งแต่การดำรงอยู่ในศีลเป็นเครื่องกระทำไม่ให้เดือดร้อน หรือตั้งแต่การประคองปฏิปทาเป็นเครื่องข่มกิเลส ภิกษุเหล่านั้น ท่านประสงค์ว่าเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์ในอรรถนี้ และภิกษุเหล่านั้นก็เป็นอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กรณียมตฺถกุสเลน ด้วยเทศนาอันมีบุคคลเดียวเป็นที่ตั้ง ทรงหมายถึงภิกษุเหล่านั้น ต่อแต่นั้น จึงตรัสว่า ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ แก่ภิกษุเหล่านั้นผู้เกิดความสงสัยว่า ประโยชน์จะพึงทำเป็นอย่างไร.
               อธิบายดังนี้ บทใดอันกุลบุตรผู้ต้องการเพื่อจะอยู่บรรลุบท คือพระนิพพานอันสงบด้วยการแทงตลอดควรกระทำ บทนั้นอันพระพุทธเจ้าและพระอนุพุทธะทั้งหลายพรรณนาไว้แล้ว.
               ก็ในคาถานี้ บทที่กล่าวแล้วแต่ต้นแห่งคาถาบทนี้ว่า ยํ ย่อมคล้อยตามอธิการว่า กรณียํ.
               บทว่า ตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ พึงทราบว่า ก็เนื้อความนี้มีบาลีที่เหลือ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิหริตุกาเมน.
               อนึ่ง ในบทว่า สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ นี้ พึงทราบอธิบายอย่างนี้ว่า กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ รู้บทนิพพานว่าสงบ ด้วยโลกิยปัญญา ด้วยอำนาจแห่งการฟังเป็นต้น เป็นผู้ใคร่เพื่อจะบรรลุบทนิพพานนั้น พึงกระทำกิจที่คล้อยตามอธิการว่า พึงกระทำ.
               อนึ่ง เมื่อตรัสว่า กรณียมตฺถกุสเลน จึงตรัสว่า ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ แก่ภิกษุทั้งหลายผู้คิดอยู่ว่าอะไร? ผู้ศึกษาพึงทราบอธิบายบทนั้นว่า กุลบุตรตรัสรู้บทอันสงบด้วยโลกิยปัญญา พึงกระทำประโยชน์ที่ควรกระทำ. มีอธิบายว่า ประโยชน์นั้นควรทำนั่นเทียว.
               ถามว่า ก็ประโยชน์นั้นคืออะไร.
               ตอบว่า นอกจากอุบายเป็นเครื่องบรรลุสันตบทนั้น จะพึงมีประโยชน์อื่นอะไรเล่า.
               ก็สันตบทนั้นได้กล่าวแล้วด้วยบทต้นอันแสดงถึงไตรสิกขาซึ่งมีอรรถว่าสมควรแก่การกระทำ แม้ก็จริง ถึงกระนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในการพรรณนาเนื้อความแห่งบทนั้นว่า ประโยชน์ควรทำก็มี ประโยชน์ไม่ควรทำก็มี.
               ในประโยชน์ ๒ อย่างนั้นโดยย่อไตรสิกขาเป็นประโยชน์ควรทำ แต่เพราะทรงแสดงโดยย่อเกินไป ภิกษุเหล่านั้นบางพวกก็รู้ บางพวกก็ไม่รู้ แต่นั้น ทรงแสดงประโยชน์ที่ภิกษุอยู่ป่าเป็นวัตรจะพึงทำโดยพิเศษให้พิสดาร เพื่อให้ภิกษุพวกที่ยังไม่รู้ได้รู้ จึงตรัสกึ่งคาถานี้ก่อนว่า เป็นผู้อาจหาญ เป็นผู้ตรง ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง ดังนี้.
               มีอธิบายอย่างไร?
               กุลบุตรผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ประสงค์จะตรัสรู้สันตบทอยู่ หรือตรัสรู้สันตบทนั้น ด้วยโลกิยปัญญา ปฏิบัติเพื่อบรรลุสันตบทนั้น ไม่อาลัยในกายและในชีวิต ด้วยการถึงพร้อมด้วยความเพียรองค์ที่ ๒ และองค์ที่ ๔ พึงอาจเพื่อปฏิบัติในการแทงตลอดสัจจะ.
               อนึ่ง พึงเป็นผู้อาจหาญในกรณียกิจน้อยใหญ่ของสพรหมจารีทั้งหลายมีกสิณบริกรรม และการสมาทานวัตรเป็นต้น ในกิจทั้งหลายมีการซ่อมแซมบาตรและจีวรของตน และในกิจเหล่าอื่นเห็นปานนั้น เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน เป็นผู้สามารถ และแม้จะเป็นผู้อาจหาญก็ต้องเป็นผู้ตรง ด้วยการถึงพร้อมด้วยความเพียรองค์ที่ ๓ และแม้จะเป็นผู้ตรงก็ต้องไม่ถึงความพอใจด้วยความเป็นผู้ตรงครั้งเดียว พึงเป็นผู้ตรงให้ดีกว่าด้วยการกระทำไม่ย่อหย่อนบ่อยๆ ตลอดชีวิต หรือเป็นผู้ตรงเพราะความเป็นผู้ไม่โอ้อวด เป็นผู้ซื่อตรงเพราะความเป็นผู้ไม่มีมายา เป็นผู้ตรงด้วยการละการคดทางกายและทางวาจา เป็นผู้ซื่อตรงด้วยการละการคดทางใจ หรือเป็นผู้ตรงด้วยการไม่โปรยคุณที่ไม่มี เป็นผู้ซื่อตรงด้วยการไม่รับลาภที่เกิดขึ้นด้วยคุณที่ไม่มี พึงเป็นผู้ตรงและเป็นผู้ซื่อตรงด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน ด้วยสิกขา ๒ ข้อข้างต้นและสิกขาข้อที่ ๓ และด้วยประโยคาสัยอันบริสุทธิ์.
               และจะพึงเป็นผู้ตรง และเป็นผู้ซื่อตรงอย่างเดียวหามิได้ ก็จะต้องเป็นผู้ว่าง่ายอีกด้วย. จริงอยู่ บุคคลใดถูกเขากล่าวว่าท่านไม่ควรทำสิ่งนี้ ย่อมกล่าวว่า ท่านเห็นอะไร ท่านฟังอะไร ท่านเป็นอะไรของผมจึงว่ากล่าว เป็นอุปัชฌาย์ เป็นอาจารย์ เป็นเพื่อนเห็น เป็นเพื่อนกินหรือ? หรือย่อมเบียดเบียนด้วยความเป็นผู้นิ่ง หรือรับแล้วไม่ทำตามที่รับ บุคคลนั้นย่อมอยู่ในที่ห่างไกลแห่งการบรรลุคุณวิเศษ.
               ส่วนบุคคลใดถูกสั่งสอน ย่อมกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวดีอย่างยิ่ง ชื่อว่าโทษของตนเห็นได้โดยแสนยาก ท่านเห็นอย่างนั้นแล้วพึงอาศัยความเอ็นดูกล่าวเตือนกระผมแม้อีก กระผมได้รับโอวาทจากสำนักของท่านนานแล้วดังนี้ และปฏิบัติตามที่พร่ำสอน บุคคลนั้นเป็นผู้อยู่ในที่ใกล้แห่งการบรรลุคุณวิเศษ. เพราะฉะนั้น บุคคลรับคำของคนอื่นแล้วกระทำอย่างนี้ พึงเป็นผู้ว่าง่าย และพึงเป็นผู้อ่อนโยน เหมือนเป็นผู้ว่าง่าย.
               บทว่า มุทุ ความว่า กุลบุตรถูกคฤหัสถ์ทั้งหลายใช้ในกิจทั้งหลายมีการไปเป็นทูต และการไปอย่างคนเลวเป็นต้น ไม่ทำความอ่อนแอในกิจนั้น ต้องเป็นผู้แข็งแรง แต่พึงเป็นผู้อ่อนโยนในข้อวัตรปฏิบัติ และในการประพฤติพรหมจรรย์ทั้งสิ้น เป็นผู้ควรแก่การแนะนำในกิจนั้นๆ ประดุจทองคำที่ช่างทองหลอมดีแล้วฉะนั้น.
               อีกประการหนึ่ง บทว่า มุทุ ได้แก่ พึงเป็นผู้ไม่หน้าสยิ้ว คือเป็นผู้มีหน้าเบิกบาน เจรจาไพเราะ ประพฤติปฏิสันถาร เป็นผู้ยึดถือความสุขมาให้ ดุจวัตถุที่ตั้งดีแล้วฉะนั้น และกุลบุตรจะพึงเป็น ผู้อ่อนโยนอย่างเดียวหามิได้ จะพึงเป็นผู้ไม่เย่อหยิ่งอีกด้วย คือไม่พึงดูหมิ่นคนอื่นทั้งหลายด้วยอติมานวัตถุมีชาติและโคตรเป็นต้น พึงเป็นอยู่ด้วยใจเสมอด้วยเด็กจัณฑาลดุจพระสารีบุตรเถระฉะนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสประโยชน์บางอย่างอันควรทำ สำหรับภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรโดยพิเศษ ผู้ใคร่เพื่อจะตรัสรู้สันตบทอยู่ หรือปฏิบัติอยู่เพื่อบรรลุสันตบทนั้นอย่างนี้แล้ว ทรงพระประสงค์จะตรัสประโยชน์ที่ควรกระทำแม้ยิ่งกว่านั้นอีก จึงตรัสคาถาที่ ๒ นี้ว่า สนฺตุสฺสโก จ ดังนี้.
               ในคาถานั้น กุลบุตรชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าย่อมยินดีด้วยสันโดษ ๑๒ อย่างมีประเภทที่กล่าวแล้ว ในคาถานี้ว่า สนฺตุฏฺฐี จ กตญฺญุตา.
               อีกอย่างหนึ่ง กุลบุตรชื่อว่าเป็นผู้มีความพอใจ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าย่อมพอใจ.
               กุลบุตรผู้สันโดษ เพราะอรรถว่าผู้พอใจด้วยของของตน พอใจด้วยของมีอยู่ พอใจโดยชอบ.
               ใน ๓ อย่างนั้น ปัจจัยสี่ที่ตนแลรับแล้วซึ่งยกขึ้นในมณฑลแห่งการอุปสมบทอย่างนี้ว่า อาศัยโภชนะคือคำข้าวที่หามาได้ด้วยปลีแข้งชื่อว่าของตน. กุลบุตรไม่แสดงอาการผิดแปลกในเวลารับและเวลาบริโภค เป็นอยู่ด้วยปัจจัยสี่นั้น ดีก็ตามไม่ดีก็ตาม ที่เขาให้โดยเคารพหรือไม่เคารพก็ตาม เรียกว่าผู้พอใจด้วยของของตน.
               สิ่งใดอันตนได้แล้ว เป็นของมีอยู่ของตน สิ่งนั้นชื่อว่าของมีอยู่ กุลบุตรยินดีด้วยของมีอยู่นั้นนั่นแล คือไม่ปรารถนาสิ่งอื่นจากของมีอยู่นั้น สละความเป็นผู้ปรารถนาที่เกินเสีย เรียกว่าพอใจด้วยของมีอยู่.
               การละอนุสัยและปฏิฆะในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ชื่อว่าชอบ กุลบุตรพอใจในอารมณ์ทั้งปวงโดยชอบนั้น เรียกว่าพอใจโดยชอบ.
               ชื่อว่าผู้เลี้ยงง่าย เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าผู้อันเขาเลี้ยงโดยง่าย. อธิบายว่า ผู้เลี้ยงดูโดยง่าย. จริงอยู่ ภิกษุใดแสดงความเป็นผู้หน้าเสียและความเป็นผู้ไม่พอใจในบิณฑบาต แม้ที่เขาบรรจุข้าวสาลีเนื้อและข้าวสุกเป็นต้นเต็มบาตรถวาย หรือผลักบิณฑบาตนั้นต่อหน้าเขาทั้งหลายว่า พวกท่านให้อะไร ย่อมให้แก่สามเณรและคฤหัสถ์เป็นต้น ภิกษุนั่น ชื่อว่าเลี้ยงยาก. มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุนั่น ย่อมหลีกเว้นแต่ไกลทีเดียวว่า ภิกษุเลี้ยงยากไม่อาจจะบำรุงเลี้ยงได้.
               ส่วนกุลบุตรใดได้บิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่ง เศร้าหมองก็ตาม ประณีตก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม มีใจเป็นของตน มีหน้าผ่องใสยังมีชีวิตให้เป็นไปอยู่ กุลบุตรนั่นชื่อว่าเลี้ยงง่าย มนุษย์ทั้งหลายเห็นกุลบุตรนั่นแล้วเบาใจอย่างยิ่งว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราเลี้ยงง่าย ย่อมยินดีด้วยของแม้น้อยๆ พวกเราเท่านั้นจักบำรุงเลี้ยงพระผู้เป็นเจ้านั้นดังนี้ แล้วทำปฏิญญาบำรุงเลี้ยง. กุลบุตรมีรูปอย่างนี้ ทรงประสงค์ว่า เป็นผู้เลี้ยงง่ายในคาถานี้.
               ชื่อว่ามีกิจน้อย เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กุลบุตรนั้นมีกิจน้อย คือผู้ไม่ขวนขวายในกิจหลายอย่างมีความเป็นผู้ยินดีในการงาน ยินดีในการพูดและยินดีในคลุกคลีเป็นต้น.
               อีกประการหนึ่ง มีคำอธิบายว่า กุลบุตรนั้นเว้นจากกิจมีการทำนวกรรมในวิหารทั้งสิ้น การสอนหมู่สงฆ์สามเณรและคนวัดเป็นต้น กระทำอยู่ซึ่งกิจของตนมีการปลงผม ตัดเล็บ ระบมบาตรและเย็บจีวรเป็นต้น ชื่อว่าเป็นผู้มีกิจ คือสมณธรรมเป็นเบื้องหน้า.
               ชื่อว่ามีความประพฤติเบา เพราะอรรถว่า กุลบุตรนั้นมีความประพฤติเบา ภิกษุผู้มีสิ่งของมากบางรูป ในเวลาหลีกไปสู่ทิศ ก็ให้มหาชนขนบาตรจีวร ผ้าปูที่นอน น้ำมัน น้ำอ้อยจำนวนมากเป็นต้น โดยทูนศีรษะบ้าง กระเดียดบ้างเป็นต้น หลีกไปอยู่ฉันใด กุลบุตรใดไม่เป็นฉันนั้น เป็นผู้มีบริขารน้อย ใช้สอยแต่เฉพาะสมณบริขาร ๘ มีบาตรและจีวรเป็นต้นเท่านั้น ในเวลาหลีกไปสู่ทิศ ก็คือเอาเท่านั้นหลีกไปเหมือนนกมีปีกฉะนั้น. กุลบุตรมีรูปอย่างนี้ ทรงประสงค์ว่า มีความประพฤติเบาในคาถานี้.
               ชื่อว่ามีอินทรีย์อันสงบแล้ว เพราะอรรถว่า กุลบุตรนั้นมีอินทรีย์ทั้งหลายสงบแล้ว. มีอธิบายว่า มีอินทรีย์อันไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งราคะเป็นต้นในอารมณ์ทั้งหลายมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น.
               บทว่า นิปโก ได้แก่ ผู้รู้แจ้ง คือผู้มีความรู้ ได้แก่ผู้มีปัญญา. อธิบายว่า ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องตามรักษาศีล ด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาจีวรเป็นต้น และด้วยปัญญากำหนดรู้สัปปายะ ๗ มีอาวาสเป็นต้น.
               ชื่อว่าไม่คะนอง เพราะอรรถว่า กุลบุตรไม่มีความคะนอง. อธิบายว่า เว้นจากความคะนองกายมี ๘ ฐานะ ความคะนองวาจามี ๔ ฐานะและความคะนองใจมีหลายฐานะ.
               การกระทำอันไม่สมควรทางกาย ในการเข้าไปหาสงฆ์ คณะ บุคคล โรงฉัน เรือนไฟ ท่าน้ำ ทางภิกขาจาร และในระหว่างเรือน ชื่อว่าความคะนองกายมี ๘ ฐานะ คือ ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ นั่งรัดเข่าหรือนั่งค้ำเท้าในท่ามกลางสงฆ์อย่างนี้เป็นต้น. ในท่ามกลางคณะก็อย่างนั้น คำว่า ในท่ามกลางคณะ ได้แก่ ในการประชุมบริษัทสี่. ในบุคคลผู้แก่กว่าก็อย่างนั้น.
               ก็ในโรงฉัน ย่อมไม่ให้อาสนะแก่ภิกษุผู้แก่ทั้งหลาย ย่อมกีดกันภิกษุใหม่ทั้งหลายด้วยอาสนะ. ในเรือนไฟก็อย่างนั้น ก็ในเรือนไฟนั้น ไม่ขออนุญาตพระภิกษุผู้แก่ทั้งหลาย ทำกิจทั้งหลายมีการก่อไฟเป็นต้น.
               ก็ในท่าน้ำ ท่านกล่าวว่า พึงอาบน้ำตามลำดับผู้มาโดยไม่ทำการกำหนดว่า ผู้หนุ่ม ผู้แก่ ภิกษุบางรูปไม่เอื้อเฟื้อเรื่องแม้นั้นมาทีหลัง ลงน้ำเบียดพระภิกษุผู้แก่และผู้ใหม่.
               ส่วนในทางภิกขาจาร ก็เดินไปข้างหน้าๆ ของภิกษุผู้แก่ทั้งหลายเพื่ออาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ บิณฑบาตที่เลิศ เอาแขนกระทบแขนเข้าไปก่อนกว่าภิกษุผู้แก่ทั้งหลาย. ในการเข้าไปในระหว่างเรือน ย่อมทำการเล่นทางกาย ด้วยภิกษุหนุ่มทั้งหลายดังนี้เป็นต้น.
               การเปล่งวาจาอันไม่สมควรในสงฆ์ คณะ บุคคลและในระหว่างเรือน ชื่อว่าความคะนองวาจามี ๔ ฐานะ คือ ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ไม่ขออนุญาตแสดงธรรมในท่ามกลางสงฆ์. ในคณะและในบุคคลผู้แก่กว่า มีประการที่กล่าวแล้วในกาลก่อน ก็เหมือนอย่างนั้น ภิกษุบางรูปถูกมนุษย์ทั้งหลายถามปัญหาในท่ามกลางสงฆ์นั้น ไม่ขออนุญาตภิกษุผู้แก่กว่าแก้ปัญหา ส่วนในระหว่างเรือน กล่าวคำอย่างนี้ว่า ในที่ชื่อนี้ มีอะไร มีข้าวยาคู หรือของขบเคี้ยว ของขบฉัน ท่านจะให้อะไรแก่เรา ในวันนี้ เราจักขบเคี้ยวอะไร ฉันอะไร ดื่มอะไร ดังนี้เป็นต้น.
               การไม่ถึงอัชฌาจารด้วยกายและวาจาในฐานเหล่านั้นๆ เลย ตรึกถึงสิ่งที่ไม่สมควรมีประการต่างๆ มีกามวิตกเป็นต้นด้วยใจอย่างเดียว ชื่อว่าความคะนองใจมีฐานะหลายอย่าง.
               บทว่า กุเลสุ อนนุคิทฺโธ ความว่า ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลายที่ตนเข้าหาด้วยความอยากในปัจจัย หรือด้วยอำนาจแห่งการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร.
               มีอธิบายว่า ไม่โศกด้วย ไม่เพลิดเพลินด้วย ไม่สุขในสกุลที่มีความสุข ไม่ทุกข์ในสกุลที่มีความทุกข์ ไม่ถึงการประกอบด้วยตนเอง ในกรณียกิจทั้งหลายที่เกิดขึ้น.
               ก็ในคาถานี้ คำว่า อสฺส ใดที่กล่าวในบทว่า สุวโจ อสฺส พึงประกอบคำนั้นพร้อมกับบททั้งปวงอย่างนี้ว่า สนฺตุสฺสโก จ อสฺส สุภโร จ อสฺส ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสบอกกิจที่ควรทำ แม้ยิ่งกว่านั้นแก่ภิกษุผู้อยู่ป่าโดยพิเศษ ผู้ประสงค์เพื่อตรัสรู้สันตบทอยู่ หรือใคร่เพื่อปฏิบัติเพื่อบรรลุสันตบทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงพระประสงค์เพื่อตรัสบอกกิจแม้ไม่ควรทำ จึงตรัสคาถากึ่งนี้ว่า
                         และไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไรๆ
                         ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้.

               คาถานั้นมีเนื้อความว่า
               เมื่อทำประโยชน์ที่ควรทำนี้อย่างนี้ ชื่อไม่พึง ประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจาและทางใจที่เรียกว่าเล็กน้อย คือลามก และเมื่อไม่ประพฤติทุจริตเล็กน้อย พึงประพฤติทุจริตหยาบอย่างเดียวก็หามิได้ แต่พึงประพฤติทุจริตอะไรเล่า.
               มีอธิบายว่า ไม่พึงประพฤติทุจริตประมาณน้อย คือแม้เล็กน้อย แต่นั้นพึงประพฤติ คือแสดงโทษอันจะพึงเห็นเองของทุจริตนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้.
               ก็ในคาถานี้ เพราะผู้ไม่รู้เหล่าอื่นไม่เป็นประมาณ ด้วยว่าผู้ไม่รู้แม้เหล่านั้นย่อมทำสิ่งที่ไม่มีโทษให้มีโทษบ้าง ย่อมทำสิ่งที่มีโทษน้อยให้มีโทษมากบ้าง. ส่วนท่านผู้รู้ทั้งหลายเท่านั้นเป็นประมาณ เพราะท่านผู้รู้เหล่านั้นพิจารณาแล้ว ใคร่ครวญแล้ว ย่อมกล่าวติเตียนแก่คนผู้ควรติเตียน ย่อมกล่าวสรรเสริญแก่คนผู้ควรสรรเสริญ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิญฺญู ปเร แปลว่า ท่านผู้รู้เหล่าอื่นดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสอุปจารแห่งกรรมฐาน อันต่างด้วยประโยชน์ที่ควรทำและไม่ควรทำแก่ผู้อยู่ป่าเป็นวัตรโดยพิเศษ ผู้ใคร่เพื่อจะตรัสรู้สันตบทอยู่ หรือผู้ใคร่เพื่อปฏิบัติเพื่อบรรลุสันตบทนั้น และแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่เพื่อจะเรียนกรรมฐานอยู่แม้ทั้งหมด โดยมีภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรเป็นประธาน ด้วย ๒ คาถากึ่งเหล่านี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อปริตรโดยการทำลายความกลัวแต่เทวดานั้น และเพื่อกรรมฐานด้วยอำนาจฌานอันมีวิปัสสนาเป็นบาทสำหรับภิกษุเหล่านั้น จึงทรงเริ่มตรัสเมตตกถา โดยนัยมีอาทิว่า สุขิโน วา เขมิโน โหนฺตุ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขิโน ได้แก่ มีความพร้อมพรั่งด้วยสุข. บทว่า เขมิโน ได้แก่ ผู้มีความเกษม. มีอธิบายว่า ผู้ไม่มีภัย ไม่มีอุปัทวะ. บทว่า สพฺเพ ได้แก่ ที่เหลือลง. บทว่า สตฺตา ได้แก่ สัตว์มีปราณทั้งหลาย. บทว่า สุขิตตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตเป็นสุข.
               ก็ในคาถานี้ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ผู้ศึกษาพึงทราบว่า มีสุขด้วยสุขทางกาย มีตนถึงความสุขด้วยสุขทางใจ หรือมีความเกษมด้วยสุขแม้ทั้งสองนั้น หรือด้วยการปลอดจากภัยและอุปัทวะทั้งปวง.
               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จึงตรัสอย่างนั้นเล่า.
               ตอบว่า เพราะเพื่อทรงแสดงอาการแห่งเมตตาภาวนา. จริงอยู่ พระโยคาวจรพึงเจริญเมตตาอย่างนี้ว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุขเถิด หรือว่า จงมีความเกษมเถิด หรือว่า จงมีตนถึงความสุขเถิด.
               ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยย่อ ตั้งแต่อุปจารสมาธิจนถึงที่สุดแห่งอัปปนาสมาธิอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงเมตตาภาวนานั้น แม้โดยพิสดารจึงตรัส ๒ คาถาว่า เย เกจิ ดังนี้.
               อนึ่ง จิตของกุลบุตรใด สั่งสมแล้วในอารมณ์ต่างๆ ย่อมไม่ดำรงอยู่ในเอกัคคารมณ์ โดยอารมณ์เบื้องต้นเลย แต่วิ่งไปตามประเภทของอารมณ์แล้วดำรงอยู่ ตามลำดับทีเดียว เพราะฉะนั้น เพื่อจะทรงยังจิตของกุลบุตรนั้นซึ่งติดตามแล้ว ติดตามอีก ซึ่งอารมณ์ทั้งหลายอันต่างด้วยทุกะและติกะ มีการสะดุ้ง และมั่นคงเป็นต้น ให้ดำรงมั่นอยู่ได้ จึงตรัสคาถาว่า เย เกจิ เป็นต้น.
               อีกประการหนึ่ง เพราะอารมณ์ใดแจ่มแจ้งแก่กุลบุตรใด จิตของกุลบุตรนั้นย่อมดำรงมั่นอย่างสบายในอารมณ์นั้น เพราะฉะนั้น ทรงพระประสงค์เพื่อยังจิตของกุลบุตรนั้น ดำรงมั่นอยู่ในอารมณ์อันแจ่มนั้น จึงตรัสคาถา ๒ คาถานี้ว่า เย เกจิ อันแสดงประเภทแห่งอารมณ์ที่เป็นทุกะและติกะมีการสะดุ้งและมั่นคงเป็นต้น แก่ภิกษุเหล่านั้น.
               ก็ในคาถานี้ ทรงแสดงทุกะ ๔ คือ หมวดสองแห่งสัตว์สะดุ้งและมั่นคง หมวดสองแห่งสัตว์ที่เห็นและไม่เห็น หมวดสองแห่งสัตว์ที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ หมวดสองแห่งภูตสัตว์และสัมภเวสี และติกะ ๓ คือ หมวดสามแห่งสัตว์ยาวสั้นและปานกลาง หมวดสามแห่งสัตว์ใหญ่เล็กและปานกลาง หมวดสามแห่งสัตว์อ้วนเล็กและปานกลาง เพราะเกิดประโยชน์ในติกะทั้งสามแห่งสัตว์มีเท้าปานกลาง และในติกะทั้งสองแห่งสัตว์มีเท้าเล็ก ด้วยบททั้งหกมียาวเป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า เย เกจิ เป็นคำกล่าวที่ไม่มีส่วนเหลือ. สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว คือมีลมหายใจนั่นเทียว ชื่อว่า ปาณภูตา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปาณา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายมีลมปราณ. ทรงถือเอาสัตว์มีขันธ์ ๕ ทั้งหลายผู้เนื่องด้วยลมอัสสาสะและลมปัสสาสะ ด้วยบทว่า ปาณา นี้.
               ชื่อว่า ภูตา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายมีอยู่ ทรงถือเอาสัตว์มีขันธ์ ๑ และขันธ์ ๔ ด้วยบทว่า ภูตา นี้. บทว่า อตฺถิ คือ มีอยู่ ปรากฏอยู่.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอันพึงสงเคราะห์ด้วยทุกะและติกะ ด้วยพระดำรัสนี้ว่า เย เกจิ ปาณภูตตฺถิ รวมเข้ากันอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงแสดงสัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมดสงเคราะห์เข้าด้วยทุกะนี้ว่า ตสา วา ถาวรา วา อนวเสสา ดังนี้.
               ในคาถานั้น ชื่อว่า ตสา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมสะดุ้ง. ก็คำว่า ตสา นั่นเป็นชื่อแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีตัณหา และมีภัย. ชื่อว่า ถาวรา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมมั่นคง. คำว่า ถาวรา นั่นเป็นชื่อของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ละการดำเนินไปแห่งตัณหาแล้ว. ชื่อว่า อนวเสสา เพราะอรรถว่า สัตว์เหล่านั้นไม่มีส่วนเหลือลง. อธิบายว่า แม้ทั้งหมด.
               ก็คำใดที่ตรัสแล้วในที่สุดแห่งคาถาที่ ๒ คำนั้นทั้งหมด ผู้ศึกษาพึงเชื่อมกับทุกะและติกะว่า สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ เป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง ไม่มีส่วนเหลือ ขอสัตว์ทั้งหมดแม้เหล่านี้จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วหรือที่แสวงหาที่เกิดมีอยู่เพียงไร ขอสัตว์ทั้งหมดแม้เหล่านี้ จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด ดังนี้.
               บัดนี้ พึงทราบอธิบายในบททั้งหกว่า ทีฆา วา เป็นต้น อันแสดงถึงติกะทั้งสามมีอาทิว่า ยาว สั้น ปานกลาง. บทว่า ทีฆา ได้แก่ มีอัตภาพยาวมีนาค ปลา และเหี้ยเป็นต้น ก็อัตภาพของสัตว์ทั้งหลายมีนาคเป็นต้น ในมหาสมุทร มีประมาณหลายร้อยวาบ้าง อัตภาพของสัตว์ทั้งหลายมีปลาและเหี้ยเป็นต้น มีประมาณหลายโยชน์บ้าง.
               บทว่า มหนฺตา ได้แก่ มีอัตภาพใหญ่ ในทะเลมีเต่าเป็นต้น บนบกมีช้างและนาคเป็นต้น ในอมนุษย์ทั้งหลายมีทานพเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวว่า ราหูเลิศกว่าสัตว์มีอัตภาพทั้งหลาย. จริงอยู่ ตัวตนของราหูนั้นสูง ๔,๘๐๐ โยชน์ แขนประมาณ ๑,๒๐๐ โยชน์ ระหว่างคิ้ว ๕๐ โยชน์.
               บทว่า มชฺฌิมา ได้แก่ อัตภาพของม้า โค กระบือและสุกรเป็นต้น. บทว่า รสฺสกา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่มีประมาณต่ำกว่าสัตว์ที่ยาวและปานกลาง มีคนเตี้ยเป็นต้นในชาตินั้นๆ.
               บทว่า อณุกา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่มีอัตภาพละเอียด เกิดในน้ำเป็นต้น ไม่เป็นอารมณ์ของมังสจักษุ แต่เป็นวิสัยของทิพยจักษุ หรือสัตว์ทั้งหลายมีเล็นเป็นต้น. อนึ่ง สัตว์เหล่าใดมีประมาณต่ำกว่าสัตว์ที่ใหญ่หรือปานกลาง และกว่าสัตว์อ้วนหรือปานกลางในชาตินั้นๆ สัตว์เหล่านั้น พึงทราบว่า อณุกา.
               บทว่า ถูลา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่มีอัตภาพกลมมีปลา เต่า หอยมุกและหอยโข่งเป็นต้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่มีส่วนเหลือด้วยติกะทั้งสามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงตรัสเพื่อทรงแสดง สัตว์เหล่านั้นสงเคราะห์แม้ด้วยทุกะทั้งสามมีอาทิว่า ทิฏฺฐา วา เย อทิฏฺฐา ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐา ได้แก่ ที่เคยเห็นด้วยอำนาจที่มาสู่ครองจักษุของตน. บทว่า อทิฏฺฐา ได้แก่ ที่ดำรงอยู่ในสมุทรอื่น ภูเขาอื่นและจักรวาลอื่นเป็นต้น.
               ก็ทรงแสดงสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในที่ไกล และในที่ใกล้กับอัตภาพของตน ด้วยทุกะนี้ว่า เย จ ทูเร วสนฺติ อวิทูเร สัตว์เหล่านั้นพึงทราบด้วยอำนาจแห่งสัตว์ไม่มีเท้า และสัตว์สองเท้า ก็สัตว์ทั้งหลายอยู่ในกายของตน เรียกว่าอยู่ในที่ใกล้ อยู่ในกายภายนอกเรียกว่าอยู่ในที่ไกล. อนึ่ง อยู่ในภายในอุปจารเรียกว่าอยู่ในที่ใกล้ อยู่ภายนอกอุปจารเรียกว่าอยู่ในที่ไกล อยู่ภายในวิหาร คาม ชนบท ทวีป จักรวาล เรียกว่าอยู่ในที่ใกล้ อยู่ในจักรวาลอื่นเรียกว่าอยู่ในที่ไกล.
               บทว่า ภูตา ได้แก่ เกิดแล้ว คือ เกิดขึ้นแล้ว. สัตว์เหล่าใดเกิดแล้วเทียว ย่อมไม่ถึงการนับว่า จักมีอีก. คำว่า ภูตา นั้นเป็นชื่อของสัตว์เหล่านั้น ผู้เป็นพระขีณาสพ.
               ชื่อว่า สัมภเวสี เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมแสวงหาที่เกิด. คำว่า สัมภเวสี นั้นเป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลายผู้แสวงหาที่เกิดแม้ต่อไป เพราะความเป็นผู้ละภวสังโยชน์ยังไม่ได้.
               อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแต่ไข่และเกิดแต่ครรภ์ในบรรดากำเนิดทั้งสี่ ยังไม่ทำลายกระเปาะไข่ และไม่ทำลายรกออกมาตราบใด ชื่อว่าสัมภเวสี ตราบนั้น. สัตว์ทั้งหลายที่ทำลายกระเปาะไข่และทำลายรกออกมาในภายนอก ชื่อว่าภูต. สัตว์ทั้งหลายที่เกิดจากเถ้าไคล และโอปปาติกสัตว์ ชื่อว่าสัมภเวสี ในขณะแห่งปฐมจิต จำเดิมแต่ขณะแห่งจิตดวงที่สอง ชื่อว่าภูต. หรือย่อมเกิดด้วยอิริยาบถใด ยังไม่ถึงอิริยาบถอื่นจากอิริยาบถนั้นตราบใด ชื่อว่าสัมภเวสี ตราบนั้น ต่อจากนั้นไปจึงชื่อว่า ภูต.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งการปรารถนาเพื่อถึงหิตสุขแก่ภิกษุเหล่านั้น โดยประการต่างๆ ด้วยสองคาถากึ่งว่า สุขิโน วา เป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเมตตาภาวนานั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งการปรารถนาเพื่อไม่ให้ประสบอหิตทุกข์ จึงตรัสว่า น ปโร ปรํ นิกุพฺเพถ. นั่นเป็นบาลีเก่าแก่. บัดนี้ สวดกันว่า ปรญฺหิ ดังนี้ก็มี นี้ไม่ดี.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโร ได้แก่ ชนอื่น. บทว่า ปรํ ได้แก่ ซึ่งชนอื่น.
               บทว่า น นิกุพฺเพถ คือ ไม่พึงข่มขู่. บทว่า นาติมญฺเญถ คือ ไม่พึงดูหมิ่นล่วงเกิน.
               บทว่า กตฺถจิ ได้แก่ ในที่ทั้งหลายมีอาทิว่า โอกาส คาม เขต ท่ามกลางญาติ หรือท่ามกลางบุตร. บทว่า นํ ได้แก่ เอตํ
               บทว่า กิญฺจิ ได้แก่ ซึ่งบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นกษัตริย์ก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม คนรวยก็ตาม คนจนก็ตามเป็นต้น.
               บทว่า พฺยาโรสนา ปฏิฆสญฺญา ความว่า ด้วยความฉุนเฉียว โดยพิการทางกายและวาจา และด้วยเคียดแค้น โดยพิการทางใจ. ก็เมื่อควรจะตรัสว่า พฺยาโรสนา ปฏิฆสญฺญาย พระองค์ก็ตรัสว่า พฺยาโรสนา ปฏิฆสญฺญา เหมือนเมื่อควรจะกล่าวว่า สมฺมทญฺญาย วิมุตฺตา ก็กล่าวว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺตา และเมื่อควรจะกล่าวว่า อนุปพฺพสิกฺขา อนุปุพฺพกิริยาย อนุปุพฺพปฏิปทาย ก็กล่าวว่า อนุปุพฺสิกฺขา อนุปุพฺกิริยา อนุปุพฺพปฏิปทา อญฺญาราธนา.
               บทว่า นาญฺญมญฺญสฺส ทุกฺขมิจฺเฉยฺย ความว่า ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน.
               มีอธิบายอย่างไร มีอธิบายว่า ไม่พึงเจริญเมตตาด้วยอำนาจแห่งการมนสิการมีอาทิว่า จงมีความสุข มีความเกษมเถิด อย่างเดียวเท่านั้น แต่พึงเจริญมนสิการแม้อย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอ บุคคลอื่นบางคนไม่พึงข่มขู่บุคคลอื่นไรๆ ด้วยคำโกรธทั้งหลายมีการหลอกลวงเป็นต้น และไม่พึงดูหมิ่นบุคคลอื่นไรๆ ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ด้วยเรื่องมานะมีชาติเป็นต้น คือไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน เพราะความฉุนเฉียว หรือเพราะความเคียดแค้น.
               ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยเนื้อความ ด้วยอำนาจแห่งการปรารถนาเพื่อความไม่ประสบอหิตทุกข์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเมตตาภาวนานั้นนั่นแล ด้วยคำอุปมาจึงตรัสว่า มาตา ยถา นิยํปุตฺตํ ดังนี้.
               คาถานั้นมีเนื้อความว่า มารดาพึงถนอมรักษาบุตรคนเดียวซึ่งเกิดในตน คือบุตรที่เกิดจากอก ได้แก่บุตรคนเดียวนั้น ด้วยอายุคือสละแม้อายุของตน เพื่อป้องกันทุกข์ที่จะมาถึงบุตรนั้น ถนอมรักษาบุตรนั้นฉันใด กุลบุตรพึงเจริญเมตตามีในใจนี้ในสัตว์ทั้งปวง คือพึงยังเมตตาให้เกิด ให้เจริญบ่อยๆ และพึงเจริญเมตตานั้น ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ไม่มีปริมาณเป็นอารมณ์ หรือพึงเจริญเมตตานั้นไม่มีปริมาณด้วยอำนาจแห่งการแผ่ไปไม่มีส่วนหลือในสัตว์หนึ่ง.
               ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนา โดยอาการทั้งปวงอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนานั่นแล จึงตรัสว่า เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ ดังนี้.
               ในคาถานั้น ชื่อว่ามิตร เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าย่อมรักใคร่และต้านทาน. อธิบายว่า ย่อมเยื่อใย เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัยเกื้อกูลและย่อมรักษาจากการประสบสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ภาวะแห่งมิตร ชื่อว่าเมตตา.
               บทว่า สพฺพํ ได้แก่ ไม่มีส่วนเหลือ.
               บทว่า โลกสฺมึ คือ ในสัตวโลก.
               สิ่งที่มีในใจ ชื่อว่า มานัส. ก็มานัสนั้น ตรัสอย่างนี้ ก็เพราะเป็นธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต.
               บทว่า ภาวเย คือ พึงให้เจริญ.
               ชื่อว่าไม่มีประมาณ เพราะเมตตานั้นไม่มีปริมาณ เมตตานั้น พระองค์ตรัสอย่างนี้ เพราะมีสัตว์ไม่มีปริมาณเป็นอารมณ์.
               บทว่า อุทฺธํ ได้แก่ เบื้องบน ทรงถือเอาอรูปภพด้วยบทนั้น. บทว่า อโธ ได้แก่ เบื้องต่ำ ทรงถือเอากามภพด้วยบทนั้น. บทว่า ติริยํ ได้แก่ ท่ามกลาง ทรงถือเอารูปภพด้วยบทนั้น.
               บทว่า อสมฺพาธํ ได้แก่ เว้นจากความคับแคบ. มีอธิบายว่า มีเขตแดนทำลายแล้ว ข้าศึกเรียกว่า เขตแดน. อธิบายว่า เป็นไปแล้วในเขตแดนแม้นั้น.
               บทว่า อเวรํ ได้แก่ ปราศจากเวร. มีอธิบายว่า เว้นจากการปรากฏแห่งเวรเจตนา แม้ในระหว่างๆ.
               บทว่า อสปตฺตํ ได้แก่ ปราศจากข้าศึก.
               จริงอยู่ บุคคลผู้มีเมตตาเป็นเครื่องอยู่ ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไม่มีศัตรูไรๆ ด้วยเหตุนั้น มานัสนั้นของบุคคลนั้น เรียกว่าไม่มีศัตรู เพราะความเป็นผู้ปราศจากข้าศึกแล้ว.
               ก็คำว่า ข้าศึก ศัตรู นั่นเป็นคำปริยาย นี้เป็นการพรรณนาเนื้อความตามลำดับบท.
               ก็การพรรณนาเนื้อความที่ประสงค์ในคาถานี้มีดังนี้ เมตตามีในใจนั่นใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กุลบุตรพึงเจริญเมตตามีในใจอันไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้อย่างนี้ ก็กุลบุตรพึงเจริญเมตตาอันไม่มีปริมาณอันมีในใจนี้นั้นในโลกทั้งปวง คือพึงให้เจริญ ได้แก่พึงให้ถึงความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์ อย่างไร คือทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง ได้แก่ เบื้องสูงจนถึงภัครพรหม เบื้องต่ำจนถึงอเวจี เบื้องขวางตลอดทิศที่เหลือ.
               หรือเมื่อจะแผ่เมตตาอันมีในใจ อันไม่มีส่วนเหลือเบื้องสูงไปยังอรูปพรหม เบื้องต่ำไปยังกามธาตุ เบื้องขวางไปยังรูปธาตุ และแม้เมื่อเจริญอย่างนี้ ก็พึงเจริญทำเมตตาอันมีในใจนั้น ไม่ให้คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู โดยประการที่เมตตาอันมีในใจเป็นธรรมชาติไม่คับแคบ ไม่มีเวร และไม่มีศัตรู.
               อีกอย่างหนึ่ง เมตตาอันมีในใจอันไม่มีปริมาณนั้นใด ถึงแล้วซึ่งภาวนาสัมปทา ไม่คับแคบในโลกทั้งปวงด้วยอำนาจแห่งโอกาสโลก ไม่มีเวรด้วยการกำจัดความเคียดแค้นที่ตนมีในสัตว์เหล่าอื่น และไม่มีศัตรูด้วยการกำจัดความคียดแค้นที่สัตว์เหล่าอื่นมีในตน พึงเจริญ คือพึงให้เจริญเมตตาอันมีในใจเทียวอันไม่มีปริมาณนั้น ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรูในโลกทั้งสิ้นด้วยกำหนด ๓ อย่าง คือ เบื้องบน เบื้องต่ำและเบื้องขวาง.
               ครั้งทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนาอย่างนี้แล้ว
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความไม่มีกำหนดอิริยาบถแก่กุลบุตรผู้ตามประกอบภาวนานั้นอยู่ก่อน จึงตรัสว่า ติฏฺฐํ ฯเปฯ อธิฏฺเฐยฺย ดังนี้.
               คาถานั้นมีเนื้อความว่า
               ก็กุลบุตรเมื่อจะเจริญเมตตาอันมีในใจนั่นอย่างนี้แล้ว ไม่ทำการกำหนดอิริยาบถ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุนั้นนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติเฉพาะหน้าดังนี้ กระทำการบรรเทาเมื่อยขบอิริยาบถอื่นๆ ตามสบาย ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด ก็พึงตั้งสติในเมตตาฌานนี้ไว้เพียงนั้น.
               อนึ่ง ครั้นตรัสการเจริญเมตตาภาวนาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้ชำนาญ จึงตรัสว่า ติฏฺฐญฺจรํ ดังนี้. ก็กุลบุตรผู้ถึงความเป็นผู้ชำนาญ ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี ย่อมเป็นผู้ใคร่เพื่อตั้งสติในเมตตาฌานนั่นตามอิริยาบถ.
               อนึ่ง อิริยาบถทั้งหลายมีการยืนเป็นต้นว่า ติฏฺฐํ จรํ นิสินฺโน ดังนี้ ย่อมไม่ทำอันตรายแก่กุลบุตรนั้น โดยที่แท้ กุลบุตรนั้นย่อมเป็นผู้ใคร่เพื่อจะตั้งสติในเมตตาฌานนั้นด้วยอิริยาบถเพียงใด ย่อมเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงนั้น ความเป็นผู้มีปกติประพฤติเนิ่นช้าในเมตตาฌานนั้น ย่อมไม่มีแก่กุลบุตรนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กุลบุตรยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด ก็พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น.
               คาถานั้นมีอธิบายอย่างนี้ว่า เมตตานั้นใดที่ตรัสว่า และกุลบุตรพึงเจริญเมตตาอันมีในใจไปในโลกทั้งสิ้นดังนี้ กุลบุตรพึงเจริญเมตตานั้นโดยประการที่ไม่ยึดถืออิริยาบถทั้งหลายมีการยืนเป็นต้นในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนเป็นต้นตามอิริยาบถ เป็นผู้ใคร่เพื่อตั้งสติในเมตตาฌานนั่นตราบใด พึงตั้งสตินั่นไว้ตราบนั้น.
               เมื่อทรงแสดงความเป็นผู้ชำนาญในการเจริญเมตตาอย่างนี้ ทรงประกอบกุลบุตรในเมตตาวิหารนั้นว่า พึงตั้งสตินี้ไว้ดังนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงชมเชยวิหารธรรมนั้น จึงตรัสว่า พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ แปลว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิหารธรรมนี้ว่า เป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้ ดังนี้.
               คาถานั้นมีเนื้อความว่า เมตตาวิหารนี้ใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพรรณนาแล้ว เริ่มต้นแต่คำว่า สุขิโน วา เขมิโน โหนฺตุ จนถึงคำว่า เอตํ สตึ อธิฏฺเฐยฺย บัณฑิตทั้งหลายกล่าวเมตตาวิหารนั่นว่าเป็นพรหมวิหาร คือ กล่าวว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่ที่ประเสริฐที่สุดในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้ เพราะเป็นธรรมปราศจากโทษในทิพวิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และอิริยาบถวิหารทั้งสี่ และเพราะเป็นธรรมทำประโยชน์แก่ตนบ้าง แก่สัตว์เหล่าอื่นบ้าง เพราะฉะนั้น กุลบุตรยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี เป็นนิจ สม่ำเสมอ ไม่จุ้นจ้าน พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด ก็พึงตั้งสตินี้ไว้เพียงนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยประการต่างๆ แก่ภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพราะเมตตาเป็นธรรมใกล้ต่ออัตตทิฏฐิ เพราะเป็นธรรมมีสัตว์เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงการบรรลุอริยภูมิ ทำเมตตาฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาทแก่ภิกษุเหล่านั้น โดยมุขคือการกีดกันความยึดถือทิฎฐิ จึงตรัส คือให้เทศนาจบด้วยพระคาถานี้ว่า ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม และไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิ ดังนี้.
               คาถานั้นมีเนื้อความว่า
               เมตตาฌานวิหารนี้ใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพรรณนาแล้วว่า พฺรหฺมเมตํ วิหารํ อิธมาหุ
               แปลว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิหารธรรมนี้ว่า เป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้ และกุลบุตรออกจากเมตตาฌานวิหารนั้นแล้ว กำหนดรูปธรรม กำหนดอรูปธรรมตามทำนองที่กำหนดเป็นต้น ซึ่งธรรมมีวิตกวิจารเป็นต้นในเมตตาฌานวิหารนั้น และไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิในกองแห่งสังขารล้วนๆ ด้วยการกำหนดนามและรูปนี้อย่างนี้ว่า บุคคลไม่พึงได้สัตว์ในกองแห่งสังขารนี้ เป็นผู้มีศีลด้วยโลกุตรศีลโดยลำดับ ถึงพร้อมแล้วด้วยทัศนะ กล่าวคือสัมมาทิฏฐิในโสดาปัตติมรรคอันสัมปยุตด้วยโลกุตรศีล และต่อจากนั้น ความยินดีในวัตถุกามทั้งหลายนี้ใดอันเป็นกิเลสกามที่ยังละไม่ได้ ก็พึงนำออกซึ่งความยินดีในกามทั้งหลายแม้นั้นด้วยสกทาคมิมรรคและอนาคามิมรรค และด้วยการละไม่มีส่วนเหลือด้วยอานุภาพแห่งมรรคทั้งสองนั้น ครั้นนำออกแล้วคือสงบระงับแล้ว ย่อมไม่ถึงความเป็นสัตว์นอนในครรภ์อีกโดยแท้แล คือย่อมไม่ถึงความนอนในครรภ์อีกโดยส่วนเดียวนั่นเทียว คือเกิดในสุทธาวาสทั้งหลายแล้ว บรรลุพระอรหัต ปรินิพพานในสุทธาวาสนั้นแล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยังเทศนาให้จบอย่างนี้แล้ว จึงตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไป จงอยู่ในราวป่านั้น และถือเอาสูตรนี้แล้ว จงเคาะระฆังประชุมกันในวันเป็นที่ฟังธรรมทั้งแปดแห่งเดือน กระทำธรรมกถา สอบถาม อนุโมทนา เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งกรรมฐานนี้นั่นแล อมนุษย์แม้เหล่านั้นจักไม่แสดงอารมณ์อันน่ากลัวแก่เธอทั้งหลาย จักเป็นผู้ใคร่ประโยชน์ใคร่ความเกี้อกูล แน่แท้ ดังนี้.
               ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สาธุ ลุกจากอาสนะอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณ ไปในราวป่านั้นแล้ว กระทำอย่างที่ทรงสั่งสอนนั้น.
               เทวดาทั้งหลายคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายใคร่ประโยชน์ ใคร่ความเกี้อกูลแก่พวกเรา เกิดมีปีติและโสมนัส ปัดกวาดเสนาสนะเองแล จัดแจงน้ำร้อน ทำการนวดหลัง ทำการนวดเท้า ตระเตรียมอารักขา.
               ภิกษุแม้เหล่านั้นเจริญเมตตาอย่างนั่นแล ทำเมตตานั่นเทียวให้เป็นบาท ปรารภวิปัสนา แม้ทุกรูปก็บรรลุพระอรหัตอันมีผลเลิศ ในภายในไตรมาสนั้นทีเดียว ปวารณาวิสุทธิปวารณาในมหาปวารณา ดังนี้แล.
                         ก็กุลบุตรทำประโยชน์อันควรทำ ที่พระตถาคตเจ้า
                         ผู้ทรงฉลาดในประโยชน์ เป็นใหญ่ด้วยธรรม ตรัส
                         แล้วอย่างนี้ พึงได้เสวยความสงบแห่งหทัยอย่างยิ่ง
                         ชนผู้มีปัญญาอันบริบูรณ์ทั้งหลาย ย่อมได้ตรัสรู้
                         เฉพาะสันตบท เพราะฉะนั้นแล วิญญูชนผู้ใคร่เพื่อ
                         ตรัสรู้อยู่ซึ่งสันตบทนั้น อันเป็นอมตะ น่าอัศจรรย์
                         ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว พึงทำประโยชน์ที่ควรทำอัน
                         ต่างด้วยศีลสมาธิ และปัญญาอันหมดมลทินเนืองๆ
                         ดังนี้แล.

               จบอรรถกถาเมตตสูตร               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อ ปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เมตตสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 305อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 308อ่านอรรถกถา 25 / 309อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=7380&Z=7409
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :