ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓

หน้าต่างที่   ๘ / ๘.

               ๘. เรื่องมาร [๒๓๙]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ กุฎีซึ่งตั้งอยู่ในป่าที่ข้างป่าหิมพานต์ ทรงปรารภมาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อตฺถมฺหิ" เป็นต้น.

               มารทูลให้พระศาสดาทรงครองราชสมบัติ               
               ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระราชาทั้งหลายทรงครอบครองราชสมบัติ เบียดเบียนเหล่ามนุษย์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นมนุษย์ทั้งหลายถูกเบียดเบียนด้วยการลงอาชญา ในรัชสมัยของพระราชา ผู้มิได้ตั้งอยู่ในธรรม ทรงดำริด้วยสามารถแห่งความกรุณาอย่างนี้ว่า "เราอาจเพื่อจะครอบครองราชสมบัติโดยธรรม ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ชนะเอง ไม่ให้ผู้อื่นชนะ ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ให้ผู้อื่นเศร้าโศก หรือหนอ?"
               มารผู้มีบาปทราบพระปริวิตกข้อนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงดำริว่า "พระสมณโคดมทรงดำริว่า ‘เราอาจเพื่อครอบครองราชสมบัติหรือหนอ?’ บัดนี้ พระสมณโคดมนั้นจักเป็นผู้ใคร่เพื่อครอบครองราชสมบัติ ก็ชื่อว่าราชสมบัตินี้ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท, เมื่อพระสมณโคดมครอบครองราชสมบัตินั้นอยู่ เราอาจเพื่อจะได้โอกาส เราจะไป จักยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแก่พระองค์."
               แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงครองราชสมบัติ ขอพระสุคตเจ้าจงทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ชนะเอง ไม่ให้ผู้อื่นชนะ ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ให้ผู้อื่นเศร้าโศก."

               พระศาสดาตรัสถามเหตุที่มารทูล               
               ครั้งนั้น พระศาสดาตรัลกะมารนั้นว่า "มารผู้มีบาป ก็ท่านเห็นอะไรของเรา ผู้ซึ่งท่านกล่าวอย่างนี้?"
               เมื่อมารกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล ทรงอบรมอิทธิบาททั้ง ๔ ดีแล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงจำนงหวัง พึงทรงน้อมนึกถึงเขาหลวงหิมวันต์ว่า "จงเป็นทอง" และเขาหลวงที่ทรงน้อมนึกถึงนั้น พึงเป็นทองทีเดียว, แม้ข้าพระองค์จักทำกิจที่ควรทำด้วยทรัพย์ เพื่อพระองค์ เพราะเหตุนี้ พระองค์จักทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม"
               ดังนี้แล้ว ทรงยังมารให้สังเวชด้วยคาถาเหล่านี้ว่า๑- :-
                                   บรรพตพึงเป็นของล้วนด้วยทองคำที่สุกปลั่ง,
                         แม้ความที่บรรพตนั้น (ทวีขึ้น) เป็น ๒ เท่า๒- ก็ยัง
                         ไม่เพียงพอแก่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลทราบดังนี้แล้ว
                         พึงประพฤติแต่พอสม. ผู้เกิดมาคนใด ได้เห็นทุกข์
                         ว่ามีกามใดเป็นแดนมอบให้ (เป็นเหตุ), ไฉนผู้ที่
                         เกิดมาคนนั้น จะพึงน้อมไปในกามนั้นได้เล่า? ผู้ที่
                         เกิดมารู้จักอุปธิ (สภาพเข้าไปทรงไว้) ว่า "เป็น
                         ธรรมเครื่องข้อง" ในโลกแล้ว พึงศึกษาเพื่อนำอุปธิ
                         นั้นนั่นแล ออกเสีย.
                         
                                   บรรพตพึงเป็นของล้วนด้วยทองคำที่สุกปลั่ง,
                         แม้ความที่บรรพตนั้น (ทวีขึ้น) เป็น ๒ เท่า๒- ก็ยัง
                         ไม่เพียงพอแก่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลทราบดังนี้แล้ว
                         พึงประพฤติแต่พอสม.
                                   ผู้เกิดมาคนใด ได้เห็นทุกข์ว่า มีกามใดเป็น
                         แดนมอบให้ (เป็นเหตุ), ไฉนผู้ที่เกิดมาคนนั้น จะ
                         พึงน้อมไปในกามนั้นได้เล่า? ผู้ที่เกิดมารู้จักอุปธิ
                         (สภาพเข้าไปทรงไว้) ว่า ‘เป็นธรรมเครื่องข้องใน
                         โลกแล้ว’ พึงศึกษาเพื่อนำอุปธินั้นนั่นแล ออกเสีย.

               แล้วตรัสว่า "มารผู้ลามก โอวาทของท่านเป็นอย่างอื่นทีเดียวแล, ของเราก็เป็นอย่างอื่น (คนละอย่างกัน), ขึ้นชื่อว่าการปรึกษาธรรมกับท่าน ย่อมไม่มี, เพราะเราย่อมสอนอย่างนี้"
____________________________
๑- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๔๗๗;
๒- แม้ประชุมแห่งบรรพต ๒ ลูกก็ว่า.

               แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
                         ๘.                 อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา
                                        ตุฏฺฐี สุขา ยา อิตรีตเรน
                                        ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
                                        สพฺพสฺส ทุกฺขสฺส สุขํ ปหานํ.
                         สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก    อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา
                         สุขา สามญฺญตา โลเก    อโถ พฺรหฺมญฺญตา สุขา
                         สุขํ ยาว ชรา สีลํ    สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา
                         สุโข ปญฺญาย ปฏิลาโภ    ปาปานํ อกรณํ สุขํ.
                                   เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายทั้งหลายนำ
                         ความสุขมาให้, ความยินดีด้วยปัจจัยนอกนี้ๆ (ตาม
                         มีตามได้) นำความสุขมาให้, บุญนำความสุขมาให้
                         ในขณะสิ้นชีวิต, การละทุกข์ทั้งปวงเสียได้ นำความ
                         สุขมาให้.
                                   ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา นำความสุขมา
                         ให้ในโลก. อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา นำความ
                         สุขมาให้. ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ นำความสุข
                         มาให้ ในโลก. อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่พราหมณ์
                         นำความสุขมาให้.
                                   ศีลนำความสุขมาให้ตราบเท่าชรา, ศรัทธาที่
                         ตั้งมั่นแล้วนำความสุขมาให้, การได้เฉพาะซึ่งปัญญา
                         นำความสุขมาให้, การไม่ทำบาปทั้งหลาย นำความ
                         สุขมาให้.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถมฺหิ ความว่า ก็เมื่อกิจ มีการทำจีวรเป็นต้นก็ดี มีการระงับอธิกรณ์เป็นต้นก็ดี บังเกิดขึ้นแก่บรรพชิตบ้าง. (หรือ) เมื่อกิจมีกสิกรรมเป็นต้นก็ดี มีการถูกเหล่าชนผู้อาศัยร่วมด้วยฝักฝ่ายที่มีกำลังย่ำยีก็ดี บังเกิดขึ้นแก่คฤหัสถ์บ้าง, สหายเหล่าใดสามารถเพื่อยังกิจนั้นให้สำเร็จได้ หรือให้สงบได้, สหายผู้เห็นปานนั้นนำความสุขมาให้.
               สองบทว่า ตุฏฺฐี สุขา ความว่า ก็แม้คฤหัสถ์ทั้งหลาย ผู้ไม่สันโดษแล้วด้วยของแห่งตน จึงปรารภทุจริตกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้น, แม้บรรพชิตทั้งหลายผู้ไม่สันโดษแล้วด้วยปัจจัยของตน จึงปรารภอเนสนามีประการต่างๆ เพราะเหตุนี้ คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองนั้น จึงไม่ประสพความสุขเลย เพราะฉะนั้น ความสันโดษด้วยของมีอยู่แห่งตน นอกนี้ๆ คือเล็กน้อยหรือมากมายนี่เอง นำความสุขมาให้.
               บทว่า ปุญฺญํ ความว่า ก็บุญกรรมที่เริ่มทำไว้ตามอัธยาศัยอย่างไรนั่นแล นำความสุขมาให้ในมรณกาล.
               บทว่า สพฺพสฺส ความว่า อนึ่ง พระอรหัต กล่าวคือการละวัฏทุกข์ทั้งสิ้นได้นั่นแล ชื่อว่านำความสุขมาให้ในโลกนี้.
               การปฏิบัติชอบในมารดา ชื่อว่า มตฺเตยฺยตา.
               การปฏิบัติชอบในบิดา ชื่อว่า เปตฺเตยฺยตา.
               การทะนุบำรุงมารดาบิดานี่แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง.
               อันที่จริง มารดาและบิดาทราบว่า บุตรทั้งหลายไม่บำรุงแล้ว ย่อมฝังทรัพย์อันเป็นของมีอยู่แห่งตนเสียในแผ่นดินบ้าง ย่อมสละให้แก่ชนเหล่าอื่นบ้าง
               อนึ่ง การนินทาย่อมเป็นไปแก่บุตรเหล่านั้นว่า "คนพวกนี้ไม่ทะนุบำรุงมารดาบิดา" บุตรเหล่านั้นย่อมบังเกิดแม้ในคูถนรก เพราะกายแตกทำลายไป
               ส่วนบุตรเหล่าใดทะนุบำรุงมารดาบิดาโดยเคารพ บุตรเหล่านั้นย่อมได้รับทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ของมารดาบิดาเหล่านั้น ทั้งย่อมได้ซึ่งการสรรเสริญ เพราะร่างกายแตกทำลายไป ย่อมบังเกิดในสวรรค์ เพราะฉะนั้น แม้ทั้งสองข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "นำความสุขมาให้" ดังนี้.
               การปฏิบัติชอบในบรรพชิตทั้งหลาย ชื่อว่า สามญฺญตา.
               การปฏิบัติชอบในพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วเท่านั้น ชื่อว่า พฺรหฺมญฺญตา.
               ความเป็นคือการบำรุงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยปัจจัย ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแม้ด้วยบททั้งสอง. แม้ข้อนี้ พระองค์ก็ตรัสว่า ชื่อว่านำความสุขมาให้ในโลก (นี้).
               บทว่า สีลํ เป็นต้น ความว่า แท้จริง เครื่องอลังการทั้งหลายมีแก้วมณี ตุ้มหู และผ้าแดงเป็นต้น ย่อมงดงามสำหรับชนผู้ตั้งอยู่แล้วในวัยนั้นๆ เท่านั้น เครื่องอลังการของคนหนุ่ม จะงดงามในกาลแก่ หรือเครื่องอลังการของคนแก่ จะงดงามในกาลหนุ่ม ก็หาไม่ อนึ่ง (เครื่องอลังการที่ตกแต่งไม่ถูกกาลนี้) ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายถ่ายเดียว เพราะให้การครหาบังเกิดขึ้นว่า "คนนั้นชะรอยจะเป็นบ้า" ส่วนประเภทแห่งศีลมีศีล ๕ และ ศีล ๑๐ เป็นต้น ย่อมงดงามในทุกๆ วัย ทั้งแก่คนหนุ่มทั้งแก่คนแก่ทีเดียว ย่อมนำมาแต่ความโสมนัสถ่ายเดียว เพราะให้ความสรรเสริญบังเกิดขึ้นว่า "โอ ท่านผู้นี้มีศีลหนอ" เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "สุขํ ยาว ชรา สีลํ."
               สองบทว่า สทฺธา ปติฏฺฐิตา ความว่า ศรัทธาที่เป็นโลกิยะและโลกุตระแม้ทั้งสองอย่าง เป็นคุณชาติไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นแล้วเทียว นำความสุขมาให้.
               บาทพระคาถาว่า สุโข ปญฺญาปฏิลาโภ ความว่า การได้เฉพาะปัญญาแม้ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ นำความสุขมาให้.
               สองบทว่า ปาปานํ อกรณํ ความว่า อนึ่ง การไม่กระทำบาปทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งเสตุฆาตะ (คืออริยมรรค) นำความสุขมาให้ในโลกนี้.
               ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาเป็นอันมาก ดังนี้แล.

               เรื่องมาร จบ.               
               นาควรรควรรณนา จบ.               
               วรรคที่ ๒๓ จบ.               
               -----------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ ๒๓ จบ.
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 32อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 33อ่านอรรถกถา 25 / 34อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1118&Z=1161
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com